วิธีฝึกสติ..ให้ได้ศีล สมาธิ ปัญญา
...พวกเราต้องฝึกนะ ของดีของวิเศษไม่มีการร้องขอที่ไหนเลย เราต้องทำเอาเอง...
.. ถ้าดูจิตได้ ให้ดูจิตไปเลย ถ้าดูจิตไม่ได้ ให้มาดูกายก่อน เพราะอะไร กุศลเกิดที่จิต อกุศลเกิดที่จิต มรรคผลก็เกิดที่จิต งั้นถ้าดูจิตมันจะได้ครบเลยนะ สติก็ได้
วิธีดูจิตให้มีสติ... ให้ทำกัมมัฎฐานเสียอย่างหนึ่ง เช่น หายใจไป พุทโธ ไป อะไรก็ได้... จิตเคลื่อนเรารู้ ...จิตเคลื่อนเรารู้
ต่อไป พอจิตมันเคลื่อน จิตมันจำสภาวะการเคลื่อนได้ ...พอจิตเคลื่อนปุ๊บ สติมันจะเกิด จะรู้ทันว่าเคลื่อนแล้ว ...แล้วก็พอสติรู้ทันว่าจิตเคลื่อน สมาธิจะเกิดขึ้นอัตโนมัติเลยนะ จิตจะตั้งมั่น คือจิตไม่เคลื่อนเลย โดยที่ไม่เจตนา ..มันตั้งมั่นขึ้นมาเองเลย
แม้แต่เราเห็นจิตขยับกุ็กกิ๊กๆ อย่าดูถูกนะ... บางคน หลวงพ่อสอนใหม่ๆ บางคนไม่เข้าใจดูจิต ว่าดูทำไม ดูจิตนี่... ขั้นแรกมันต้องดูกายสิ... อย่างนี้ภาวนาไม่รู้เรื่องหรอก หลวงพ่อเรียนกับครูบาอาจารย์หลายคนไม่เคยว่าหลวงพ่อเลย ...
อย่างหลวงตา มหาบัว ชอบสอนพุทโธพิจารณากาย หลวงปู่เหรียญก็เหมือนกัน.. สอน พุทโธ พิจารณากาย
หลังๆ สอนดูจิตทุกองค์เลย หลวงปู่เทสก์ ก็สอนดูจิต ...หลวงตามหาบัวแก้กัมมัฏฐานดูจิตให้หลวงพ่อด้วยซ้ำไป...งั้นถ้าดูจิตได้ก็ดูจิตไป...
ถ้าดูจิตได้ให้ดูจิต ถ้าดูจิตไม่ได้ให้ดูกาย...ดุจิตไม่ได้ ดูกายไม่ได้ ทำสมถะ ...ดูกายเพื่อให้เห็นจิต ดูจิตเพื่อให้เห็นธรรม...เพราะฉะนั้นให้เห้นธรรมจริงๆ เห็นที่จิตนี่เอง
เพราะฉะนั้น ให้ทำกัมมัฏฐานเสียอย่างหนึ่ง ถ้าจิตหลงไปไหลไป จิตขยับเขยื้อนอะไร คอยรู้สึกไป ไม่ห้าม ไหลก็ได้ ขยับก็ได้ ต่อไปพอจิตเคลื่อนปุ๊บ จะรู้สึก...เคลื่อนปุ๊บ รู้สึก
แต่ถ้าดูจิตเคลื่อนไม่เป็นนะ จิตที่เคลื่อนนี้เป็นโมหะ เป็นจิตที่ดูยากที่สุด จิตตระกูลโมหะดุยากที่สุดนะ อย่างร่างกายนี้ อานาปานะสติ ลมหายใจละเอียดที่สุด ดูยากกว่าอย่างอื่น
ถ้าตัวที่ดูง่ายของร่างกายนี้ก็คือ การเคลื่อนไหว... ดูง่าย ถ้าลมหายใจก็ดูยาก
ถ้าดูจิต จิตที่มีโมหะ (จิตหลง) นี่ ดูยากที่สุด คือจิตที่ฟุ้ง จิตที่เคลื่อน ดูยากที่สุด ถ้าตรงนี้ไม่เห็นไม่ต้องตกใจ
จิตที่ดูยากอันดับ 2 รองลงมาคือ จิตที่มีราคะ (...จิตโลภ) ดูยากที่สอง
ส่วนจิตที่ดูง่ายที่สุด คือ จิตโกรธ (จิตที่มีโทสะ) จิตโกรธ เป็นจิตที่หยาบที่สุด
ระหว่างจิตโลภกับจิตโกรธ อันไหนหยาบกว่ากัน นึกออกไหม๊ เวลาจิตโลภ จะไปขโมยของๆเขา ย่องๆ นะ เวลาโกรธ ก็ทะลึ่งตึงตังไล่เตะไล่ตบเลยใช่ไหม๊ มันหยาบกว่ากัน
จิตมีโมหะ(หลง) ..นี่นะ มันเนียน เช่น นั่งอยู่เฉยๆ ใจลอย.. แหมมีความสุข ใจลอย เพลินไปนะ ใจลอยไม่รู้เนื้อรู้ตัว วันๆหนึ่ง ดูยาก
เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำกัมมัฏฐานดูตัวเอง...อย่างหลวงพ่อทำกัมมัฏฐานทำอานาปนะสติ...เวลาเจริญปัญญา หลวงพ่อดูจิต...พวกเราไม่ต้องเหมือนหลวงพ่อ เราดูตัวเองว่าเราเหมาะกับกัมมัฏฐานอะไร ถนัดดูกายใช้หมวดไหน หรือจะเห็นชัด ก็เอาอันนั้น
ถ้าถนัดดูจิต ถ้าดูโทสะได้อย่างเดียว ก็ดูโทสะไป ถ้าราคะมันเด่นก็ดูราคะไป ถ้าราคะโทสะไม่แรง จิตขยับคลิ๊กๆ ก็เห็นได้นะ ก็ดูตัวนี้ไปเลย พวกเราส่วนใหญ่จะโทสะแรง...ยุคของเราจะเป็นยุคโทสะแรง เราหนีนรกมาเกิดกัน (หลวงพ่อยิ้ม..หัวเราะเชียว) ส่วนใหญ่ภูมิเดิมเรามันหงุดหงิด
สังเกตไหม เราช่วยกัน เรามาจากที่ต่ำนะ ใจเราเร่าร้อน เราก็มาสร้างบ้านเมืองให้เหมือนที่เราคุ้นเคย...เราไม่ได้ชินถือศีลฟังธรรมนะคนส่วนใหญ่น่ะ ไม่ได้มาจากข้างบนนะ มันเคยชินทำร้ายเบียดเบียนกัน ผิดศีล ผิดธรรมกันมา มันก็เป็นไปตามความเคยชิน ก็ช่วยกันสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา นี่หลวงพ่อไม่ได้พูดเองนะ เมื่อ 30 ปีก่อนครูบาอาจารย์ท่านเคยบอก...
ท่านบอกว่า...เอ้อเราดูไปนะ ตอนนี้สัตว์ในนรกนี่ มันจะขึ้นมาเกิดเยอะมากเลย ต่อไปบ้านเมืองมันจะร้อนนะ มันจะเบียดเบียนกัน นิพพานได้ก็ให้นิพพานไปเถอะ...ท่านพูดง่ายนะ เราเองก็คงมาจากนรกเหมือนกัน (ฮา) มันก็ยังไม่นิพพานเร็ว
นี่เราเป็นคนขี้โกรธ อย่าเสียใจ จงภูมิใจเสียเถิด ว่ามีบุญหนักหนานะ ได้กัมมัฏฐานง่าย เอ้อ เห็นไหม๊ รู้จักมองโลกในแง่ดีมีความสุข...ต่อไปก็หัดมองโลกตามความเป็นจริง...จะพ้นทุกข์
มองโลกแง่ดี...โทสะเยอะ โทสะนี้ดูง่าย โกรธปุ๊บรู้สึก โกรธปุ๊บรู้สึก ทีแรกก็ต้องโกรธแรงๆ ถึงจะรู้ โกรธแบบเลือดขึ้นหน้า แล้วถึงจะรู้ ต่อมาขัดใจเล็กๆ ก็จะเห็นแล้ว ขัดใจนิดนึงก็เห็นแล้ว ไม่แช่มชื่นใจ ความไม่แช่มชื่นใจสักนิดเดียวก็โทสะ นะ เป็นตระกูลโทสะแล้ว...
พวกเราสังเกตตัวเองลึกๆ มีความไม่แช่มชื่นใจอยู่บ้างไหม... ข้างนอกฟังเทศน์ฟังธรรมร่าเริง ลึกลงไปกังวลอยู่ มีความกังวล มีความเศร้าหมอง มีความเครียดซ่อนเร้นอยู่ ตัวจริงอยู่ที่นั่น ตัวปลอมโชว์ออกมา
พยายามดู ค่อยๆ สังเกต ลอกเปลือกออกมา เอาตัวจริงออกมาดูให้ได้ แต่ไม่ใช่ปล่อยให้มันขึ้นมาแล้วก็ออกมาอาละวาดนะ มันขึ้นมาแล้วคอยรู้เอา
อย่างแต่ละคนว่าตัวเองดี ตัวเองวิเศษ พอมาภาวนากับหลวงพ่อสักพักเดียวนะ บอกเลยว่า ตัวเองกิเลสเยอะจริงๆ เพราะเมื่อไรเราเริ่มมีสติปัญญานะ เข้าไปขุดคุ้ย เข้าไปรู้ทันจิตใจตัวเอง ถ้าเราไม่รู้นี่ เราก็นั่งทับสิ่งสกปรกอยู่ เราไม่รู้ เหมือนบางคน เก้าอี้มันเปื้อนอึอยู่... เราไม่รู้ เราไปนั่ง มันเหม็นขี้แมวที่ไหนว้า นั่งทับอยู่ มันไม่เห็นน่ะ...
เวลาภาวนาไม่เป็น กิเลสมันมีอยู่ แต่มันมองไม่เห็น ต้องหัดสติให้เป็นตัวรู้ทัน ว่ามีอะไรเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอาศัยฝึกไปเรื่อยๆ วันไหนขี้โกรธก็ดู ใจโกรธขึ้นมาก็รู้ ทีแรกต้องโกรธแรงๆถึงรู้ ต่อไปโกรธนิดหน่อยก็รู้ ต่อไปหงุดหงิดก็รู้
ใครขี้งอนบ้าง ขี้งอนก็ตระกูลโทสะนะ กังวลก็โทสะ ขี้เหนียว
.
จิตเดี๋ยวก็ปรุงดี เดี๋ยวก็ปรุงชั่ว เดี๋ยวก็เห็น จิตที่ดีเกิดแล้วก็ดับ จิตที่ชั่วเกิดแล้วก็ดับ .....
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น