วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

คำสอนของหลวงปู่ดูลย์



คำสอนของหลวงปู่ดูลย์
       ถาม ผมเคยอ่านธรรมเทศนา วิธีการปฏิบัติธรรม รวมทั้งปริศนาธรรมของหลวงปู่ดูลย์ รู้สึกว่าเป็นข้อธรรมที่ลึกซึ้งมากเกินกว่าสติปัญญาของปุถุชนจะเข้าใจได้ จึงอยากจะขอความกรุณาให้หลวงพ่อช่วยอธิบายคำสอนของท่านด้วยครับ
 ตอบ เมื่อกล่าวถึงคำสอนของหลวงปู่ดูลย์แล้ว อาตมามีข้อสังเกตว่ายิ่งนานวัน ยิ่งมีผู้แต่งคำสอนเกี่ยวกับการปฏิบัติ โดยอ้างว่าเป็นคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ออกมาเผยแพร่มากขึ้นๆ บางเรื่องขัดแย้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วยซ้ำไป เช่นสอนว่า (1) "ถ้าจิตฟุ้งซ่านก็อย่าปฏิบัติ" จุดนี้ขัดกับมหาสติปัฏฐานสูตรที่ว่า "จิตฟุ้งซ่านให้รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน" หรือแต่งว่า (2) "เหตุต้องละ ผลต้องละใช้หนี้ก็หมดพ้นเหตุเกิด" นี่ก็ขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงสอนว่า "ทุกข์ (อันเป็นตัวผล) ให้รู้สมุทัย (อันเป็นตัวเหตุ) ให้ละ" ขอยืนยันว่าหลวงปู่ไม่เคยสอนอย่างนี้ ลองฟังเทปคำสอนที่เป็นเสียงเดิมของท่านดูได้เลย ที่ว่า "เหตุต้องละ" นั้นถูกแล้ว แต่ผลละไม่ได้ หลวงปู่จึงสอนว่า "ผลต้องละใช้" หมายความว่า "อย่าปฏิเสธวิบาก ต้องยอมรับผลจากการกระทำของตนโดยไม่ไปทำเหตุที่ไม่ดีขึ้นอีก"
นอกจากนี้ก็มีการแต่งปริศนาธรรมแปลกๆ แล้วอ้างว่าเป็นคำสอนของหลวงปู่ก็มี อาตมาเคยถามศิษย์ของหลวงปู่หลายท่านแล้ว ไม่มีใครเคยได้ยินหลวงปู่สอนไว้อย่างนั้นเลย
        อาตมากล้ายืนยันว่า หลวงปู่ไม่เคยสอนปริศนาธรรม มีแต่บอกธรรมะอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา และลัดสั้นที่สุด เพื่อไม่ให้พวกเราหลงเพลินไปในโลกของความคิดจนลืมระลึกรู้สภาวธรรม แต่พวกเราเองมีนิสัยชอบคิด เมื่อได้ฟังธรรมที่ตรงไปตรงมาแล้ว ก็ยังนำมาคิดต่ออีก แต่เมื่อคิดไม่ออกเพราะธรรมเป็นสิ่งที่คิดๆ เอาไม่ได้ ก็เลยเหมาเอาว่าท่านแสดงปริศนาธรรม  
เรามาพูดกันถึงคำสอนดั้งเดิมของท่านกันดีกว่า ตัวอย่างเช่น เมื่ออาตมาไปศึกษาธรรมกับท่านนั้น ท่านสอนการปฏิบัติให้เพียงสั้นๆ ว่า "ให้ดูจิต" บ้าง "อย่าส่งจิตออกนอก" บ้าง เมื่อถามท่านว่าจิตอยู่ที่ไหน ท่านกลับตอบว่า "จิตไม่มีที่ตั้ง" เมื่อถามท่านว่าจะหาจิตได้อย่างไร ท่านกลับตอบว่า "อย่าใช้จิตแสวงหาจิต" เมื่อกราบเรียนท่านว่าเห็นจิตวิ่งไปมาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจท่านกลับตอบว่า "จิตจริงแท้ไม่มีการไป ไม่มีการมา" เมื่อกราบเรียนท่านว่าสามารถรู้อยู่กับจิตผู้รู้ได้อย่างมั่นคงแล้ว ท่านกลับสอนว่า "พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้" เมื่อถามท่านว่าผู้รู้เป็นจิต จะทำลายจิตได้อย่างไร ท่านกลับตอบว่า "จิตไม่ใช่จิต แต่ก็มิใช่ไม่ใช่จิต" เมื่อกราบเรียนท่านว่าเห็นจิตผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้เป็นคนละอันกัน ท่านกลับตอบว่า "จิตกับสภาวะที่แวดล้อมอยู่เป็นสิ่งเดียวกัน" เป็นต้น
        คำสอนของท่านล้วนเป็นหลักปฏิบัติสำคัญในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานและธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือคำว่า "ดูจิต" หมายถึงให้ ตามรู้ตามเห็นไปอย่างที่จิตเขาเป็น ไม่เผลอ ไม่คิด และไม่เพ่งเอา นี่เป็นวิธีเจริญวิปัสสนานั่นเอง    
  ที่ท่านสอนว่า "อย่าส่งจิตออกนอก" คือสอนว่าเมื่อจะปฏิบัติธรรมต้องมีสติสัมปชัญญะ ไม่หลงอารมณ์ ไม่ถูกตัณหา 6 ครอบงำ และต้องสักว่ารู้อารมณ์      
ที่ท่านสอนว่า "จิตไม่มีที่ตั้ง" ก็เป็นการทำลายความเห็นผิดว่าจิตมีที่ตั้งประจำเป็นการถาวร เพราะถ้าเชื่อเช่นนั้นจะมีโอกาสผิดพลาดหลายอย่างเช่น (1) คิดว่าจิตเที่ยง คือจิตมีดวงเดียวแล้วเที่ยววิ่งไปทางทวารทั้ง 6 และ (2) จะเกิดความพยายามเอาจิตไปตั้งไว้ที่จุดนั้นจุดนี้ ซึ่งเป็นวิธีของการทำสมถะ  
    ความจริงจิตเกิดดับอยู่ทางทวารทั้ง 6 ตลอดเวลา จะพยายามเอามันไปตั้งไว้ที่ไหนเป็นการถาวรได้ แต่ถ้าจะถามหาที่ตั้งกันจริงๆ ก็ควรกล่าวว่า จิตเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปทางอายตนะภายในทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ    
ที่ท่านสอนว่า "อย่าใช้จิตแสวงหาจิต" ก็เป็นการบอกตรงๆ ว่า (รูป) นามปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตาแล้ว เพียงมีสติและมีโยนิโสมนสิการเข้าใจถึงสภาวะของรูปนาม ก็พบ (รูป) นามแล้ว จะเที่ยวไปหามันทำไม เพราะการหานั้นเกิดจากอำนาจของตัณหา จิตที่กำลังถูกกิเลสตัณหาครอบงำย่อมไม่มีสติ เมื่อไม่มีสติก็ไม่มีทางรู้สภาวะของรูปนามได้เลย ดังนั้นไม่ว่าจะพยายามหาจิตสักเท่าไรก็ไม่มีวันพบ แต่ถ้ามีสติรู้ทันว่ากำลังมีตัณหา หรือรู้ทันว่ากำลังพยายามหา เท่านี้ก็เจอจิตแล้ว
ที่ท่านสอนว่า "จิตจริงแท้ไม่มีการไป ไม่มีการมา" ก็เป็นการบอกตรงๆ ว่าจิตมันเกิดดับอยู่ตลอดเวลา แต่เพราะเราไม่รู้ เราหลงผิดว่าจิตเที่ยง หรือจิตเป็นตัวตนถาวร จึงเห็นว่าจิตดวงนี้แหละเที่ยวไปทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ทั้งที่ความจริงนั่นคือวิญญาณที่เกิดดับทางทวารทั้ง 6 และสิ่งที่เห็นว่าวิ่งไปมาก็เป็นแค่อาการของจิตใจหรือเป็นความปรุงแต่งฝ่ายนามธรรม โดยจิตเป็นผู้รู้อาการนั้นอีกทีหนึ่ง แต่เราไปหลงอาการจึงไม่รู้จักจิต
        ที่ท่านสอนว่า "พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้" ก็คือไม่ให้ยึดจิตผู้รู้ ถ้ายังยึดอยู่ก็หลุดพ้นไม่ได้
        ที่ท่านสอนว่า "จิตไม่ใช่จิต" ก็คือการชี้ให้เห็นว่า ตัวสภาวะหรือจิตปรมัตถ์เป็นอย่างหนึ่ง บัญญัติว่าจิตเป็นอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเข้าถึงตัวจิตปรมัตถ์ก็จะรู้ว่า สภาวะอันนั้นมีอยู่แต่ไม่เรียกว่าเป็นอะไรเลยถ้าไม่เข้าไปคิดนึกปรุงแต่ง แล้วจะรู้สภาวะนั้นโดยไม่เอาความคิดเข้าไปปนเปื้อนการรู้อีกต่อไป จนเห็นความจริงของจิตปรมัตถ์ว่าเป็นไตรลักษณ์ และปล่อยวางจิตได้
        ที่ท่านสอนว่า "จิตกับสภาวะที่แวดล้อมอยู่เป็นสิ่งเดียวกัน" ก็คือการชี้ให้เห็นสภาวะแห่งความเป็นอนัตตาของรูปนามทั้งภายในและภายนอก
        จะเห็นได้ว่า หลวงปู่ดูลย์ไม่เคยสอนปริศนาธรรม แต่สอนธรรมอย่างตรงไปตรงมาที่สุดตามสภาวะที่ปรากฏ และมุ่งกระตุ้นให้เราก้าวต่อไปในทางธรรม โดยไม่หลงติดอยู่กับสภาวะอันใดอันหนึ่งที่พบเห็นในระหว่างทาง และท่านไม่เคยสอนเพื่อเอาใจเรา จนบางคนก็รับไม่ได้เพราะคำสอนของท่านไม่ตอบสนองกับกิเลสของตน เช่นบางคนพอใจกับนิมิตต่างๆ ท่านกลับบอกว่านิมิตทั้งหลายนั้นยังเอาเป็นที่พึ่งอะไรไม่ได้ หรือบางคนภูมิใจที่สามารถรู้อยู่กับจิตผู้รู้ได้ ท่านกลับบอกให้ทิ้งเสีย เป็นต้น
(ก็คงคล้ายกับธรรมนิยายที่ว่า กามนิตเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้ เพราะพระองค์ท่านสอนว่าสวรรค์ไม่เที่ยง และไม่มีอาตมัน คือไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาที่แท้จริง มีแต่รูปกับนาม ซึ่ง ขัดแย้งกับกิเลสของกามนิตอย่างรุนแรง)
source: เสียงที่ทำให้จิตหลุดพ้นจากอาสวะ 
https://www.youtube.com/watch?v=rIwR-cpm71o

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น