9 วิธีที่จะเอาชนะความทุกข์... ความคิดของเรา
ที่ควรเอาชนะให้ได้
ความคิดแรก
คือความคิดที่ทำให้เราเศร้าหมอง อันตรายมาก
คนเซ็งเยอะสมัยนี้ และคนที่เศร้า ส่วนใหญ่ไปดูแล้ว เขาวิจัยกันทั่วโลก เขาพบว่า พวกนี้หมกมุ่นอยู่กับเรื่องตัวเอง...
ทำไมต้องเป็นเราด้วยล่ะ... คนส่วนใหญ่ต้องคิดว่าทำไมต้องเป็นเค้า มาโลกนี้เหมือนมางานศพ
ไม่มีความสุข
ความคิดที่ไม่ได้รับเชิญ... มาเรื่อยเลย ไม่อยากคิดมันก็มา... ย้ำคิดย้ำทำ มันมาในหัวเรื่อยความคิดที่ไร้สาระทั้งหลาย
ความคิดตามสัญชาตญาณ เช่นว่างก็คิดแต่เรื่องนอน เรื่องกิน...ว่างก็คิดแต่เรื่องกิน
กินข้าวเช้าเสร็จ ถามว่าจะกินบ่ายอะไร บ่ายกินเสร็จ ตอนเย็นคิดอีกแล้วว่าจะกินอะไร
ทั้งวันคิดแต่เรื่องกิน อีกเรื่องหนึ่งสัญชาตญาณที่ผู้ชายชอบเป็น
ผู้หญิงไม่ค่อยเป็น...ผู้ชายคิดเรื่องเพศตรงกันข้ามชั่วโมงละ 6
ครั้ง..แม้กระทั่งหลับตาก็ยังแวบเข้ามาอยู่ เพราะฉะนั้น ต้องเอาชนะให้ได้
บางเรื่องไม่ใช่สัญชาตญาณ
คิดจนเป็นนิสัย เช่นแต่งตัว ใช้เวลาแต่งตัวอยู่ตั้งนาน กินเวลาไปตั้งเยอะ ชอบปิ้งว่างเมื่อไหร่เป็นต้องชอบปิ้งเรื่อยเลย
จนกระทั่งกลายเป็นนิสัย ความคิดที่ไม่บริสุทธิ์ คิดไม่ดีทั้งหลาย ก็ต้องเอาชนะ
ต่อไปนี้เป็นวิธีคิด
9 ประการ... ที่จะเอาชนะความคิดที่ไม่ดีทั้งหลาย ยกเอาความโกรธเอามาเป็นตัวอย่าง
มันเป็นการง่ายมากที่เราจะรักคนน่ารัก เวลาเราไม่มีความทุกข์นี่
หรือคนทุกอย่างดีไปหมดนี่ เราก็รักง่าย เราก็ไม่ต้องใช้สมองมาก
แต่เมื่อไรก็ตามมีคนมายั่วเราให้เราโกรธ เมื่อใดก็ตามมีคนมาทำให้เราไม่สบายใจ
ตอนนี้เป็นโอกาสทองในการฝึก เพราะฉะนั้นใน 9 ข้อ ให้เลือกเอาข้อใดข้อหนึ่งมาปฏิบัติให้เป็นนิสัย
ข้อที่
1 ขอให้เข้าใจว่า ความโกรธจะทำลายบุญกุศลที่เราได้สั่งสมมาเป็นเวลานาน พระพุทธเจ้าก็สอนไว้
บุญที่ทำมาเป็นเวลาตั้งนาน ที่สั่งสมมาเป็นหลายๆชาตินี่ ช่วงโกรธแวบเดียวหายหมดเลย
โกรธมันเหมือนไฟเผา
มีการวิจัยพบว่า..โกรธเพียง
3 นาที สามารถใช้พลังงานอันนี้เปลี่ยนเป็นพลังงานจุดไฟติด 2 ดวงเต็มๆ เป็นเวลา 3
เดือน ฉะนั้นพวกขี้โมโหกินเก่ง เดี๋ยวๆก็กิน ใช้พลังงานเยอะ ความโกรธมันทำลายเราจริงๆ
เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งรีบโมโหใครเลย นึกๆมาเราเสียนะ
พระพุทธเจ้าสอนว่า..ศัตรูที่สำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ต่อหน้าเรา
แต่อยู่ที่ความโกรธของเรา ที่เราโกรธคนที่เป็นศัตรูของเรา เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะไปโกรธใคร
โกรธชาวบ้านที่ไหน นึกในใจก่อน...หายหมดเลยอุตส่าห์ทำบุญมาตั้งเยอะ
นาทีเดียวเผาหมดเลย
ข้อที่
2 เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าคิดไม่ออก ให้นึกถึงกฎที่สำคัญที่สุด...กฎแห่งกรรม
ในที่นี้ก็คือว่า...ที่พูดว่าความคิดเป็นพลังงาน พลังงานมีกฎอยู่ไม่กี่ข้อ ข้อที่
1 ก็คือว่า พลังงานที่เหมือนกันจะถูกดึงดูดเข้าหากัน
แต่ข้อหนึ่งที่สำคัญที่สุดพลังงานมันไม่สูญหายไปไหนและเมื่อเราส่งพลังงานอะไรออกไป
ไอน์สไตน์ก็บอก มันจะกลับมาสู่ต้นกำเนิดของพลังงาน มันหาเจ้าของไม่ผิด ไอน์สไตน์ได้พิสูจน์เวลาเราฉายไฟออกไป
ที่สุดจักรวาล 4 มิติของเรา ลำแสงมันจะกลับเข้ามาสู่ที่ต้นกำเนิดของไฟอันนั้น
ถึงแม้จะใช้เวลานานก็ตาม อันนี้เป็นการอธิบายเรื่องกฎแห่งกรรมธรรมดา
ความคิดเป็นพลังงาน
คนที่ได้ที่สุดที่เวลาเราคิดดีหรือคิดไม่ดีคือ..ตัวเรา เสร็จแล้วหลังจากนั้น
มันจะวิ่งไปตามเส้นทางของมัน ใช้เวลาเท่าไรแล้วแต่
เรายังไม่เข้าใจความซับซ้อนของมัน แต่ในที่สุดมันหาเจ้าของเจอ คุณไม่เชื่อ มันก็ทำงาน
คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อว่าแรงโน้มถ่วงมี แรงโน้มถ่วงก็ทำงาน นี่เป็นสิ่งที่เราต้องเข้าใจ
ในโลกนี้มีกฎอันนี้ที่ทำให้โลกนี้อยู่ได้และยุติธรรมที่สุด ไม่งั้นนี่โลกวุ่นวายยุ่งเหยิงที่สุด
เพราะฉะนั้น
เวลาที่ใครโมโหเรา หรือทำไม่ดีกับเรา ขอให้เข้าใจว่า
ครั้งหนึ่งในอดีตเราก็เคยทำกับเขาไว้ เราเป็นหนี้เขา ..งั้นใช้ๆไปเถอะ
เวลามีหนี้นะ อย่าให้มันค้างเลย เราจะได้ตัวเบาขึ้น มันจะได้มีความสุข
เราเป็นหนี้ของเก่า ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ถ้าเราเข้าใจอันนี้
ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ
..เรื่องที่เขาด่าเราวันนี้ ก็เพราะเราก็คงเคยด่าเขาในอดีต
ผลของกรรมมันมีอย่างนี้นะ... อธิบายเรื่องกฎแห่งกรรมนิด...
เนื่องจากความคิดเป้นพลังงาน...มีการบรรยายไว้เยอะ
โดยเฉพาะพระพุทธศาสนาสาย.. ซึ่งตอนนี้เป็นที่ศึกษาฮือฮามาก...
คือกรรมนี่
เวลาเราคิด หรือทำอะไรไปมันจะให้ผล 4 อย่าง
อย่างแรกที่สุด...
ผลของกรรม ก็เนื่องผลมันสุกงอม มันจะนำไปสู่ภพภูมิที่ต่ำหรือสูงกว่า คือภพภูมิหมายถึงระดับของจิตใจ
ภพภูมิของสัตว์นรก ของเปรต ของมนุษย์ ของสัตว์เดรัจฉาน ของเทวดา ของอะไรขึ้นไป
อย่าไปเข้าใจว่าลักษณะเป็นภูมิประเทศอะไร แต่เป็นระดับของพลังจิต
ถ้าหากว่าเราทำอกุศลกรรมบถ 10 อย่างต่อไปนี้ เราก็จะเกิดในคราวหน้า เกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่า
อกุศลกรรมบถ
ก็คือ สิ่งซึ่งจะทำให้เราเกิดต่ำลงนี่ มี 10 อย่างดังต่อไปนี้
กายกรรม
3 อย่าง กายกรรมอันที่ 1 คือการฆ่า 2 การขโมย 3 กาเมสุมิจฉาจารา คือ sexual
miss conduct ผิดลูก
ผิดเมีย ผิดคู่ตัวเอง
วจีกรรม
4 อย่าง พูดเท็จ พูดส่อเสียดให้แตกแยก พูดหยาบคายพูดไม่ดี
แล้วสุดท้ายคือพูดไร้สาระ
มโนกรรม
คือความคิด 3 อย่างดังต่อไปนี้ที่ทำให้เราแย่ลง ...อยากได้ของคนอื่น คือโลภ
คิดไม่ดีอยากทำร้ายผู้อื่น..โกรธ
อันสุดท้ายคือมิจฉาทิฐิ
คือ ไม่เชื่อในเรื่องที่ควรจะเป็น คืออวิชชานั่นเอง ในที่สุดเราก็จะเกิดในภพภูมิที่ต่ำลงไป...
อาจจะเข้าใจลำบาก แต่...
ผลกรรมอันที่
2 เขาเรียกว่า จะทำให้เกิดแนวโน้มที่จะทำเรื่องนั้นบ่อยๆ
อันนี้เป็นหลักของธรรมชาติพลังงาน... เคยเห็นไหม เด็กบางคนเกิดมาชอบตี ชอบบ่น
ชอบบี้มด ทำมาเยอะ คนบางคนเกิดมาสนใจดนตรีเป็นพิเศษก็ทำมาเยอะ
บางคนสนใจคณิตศาสตร์ก็ได้ฝึกมาเยอะ... บางคนสนใจเรื่องจิตก็ได้ฝึกมาเยอะ
ที่อยากรู้ว่าอดีตเป็นยังไง
ให้ดูปัจจุบันตอนนี้เป็นอย่างไร คือผลจากอดีต... ถ้าอยากรู้อนาคตเป็นยังไง
ให้ดูตอนนี้ทำอะไร เพราะสิ่งที่เราทำก็จะกลายเป็นสู่อนาคต แต่...
ผลกรรมแบบที่
3 สนุกกว่านั้นอีก ในที่สุดเราจะได้ประสบการณ์คล้ายๆกับสิ่งที่เราทำ
เพื่อให้เราเรียนรู้....
อย่างเช่นคนที่ชอบฆ่า อนาคตกาลข้างหน้าการฆ่าทำให้ชีวิตมันสั้นลง ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน สุดท้ายข้างหน้าชีวิตก็สั้นลง เดือดร้อนโดยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ชีวิตเราก็จะสั้นลง ยุติธรรมที่สุด เราก็ต้องได้ประสบการณืคล้ายๆกันแบบนี้
อันที่ 3 พวกผิดลูกผิดเมีย ทำให้คู่ของเราเศร้าหมอง ทิ้งลูกทิ้งเมียไปมีเมียน้อย ชาติหน้าเกิดมาถึงแม้จะสวยจะหล่อ ก็จะถูกคู่ตัวเองทิ้ง ไม่มีใครสนใจ เหงา เศร้าสร้อย เปล่าเปลี่ยว เดียวดาย เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ยังหาคู่ไม่ได้ อาจจะเคยทำข้อ 3 ไว้ ก็ถือว่าใช้กรรมไปซะ หรือว่ามีคู่แล้วก็ทิ้งอยู่นี่ ก็เหมือนกัน
กายกรรมก็เหมือนกัน พวกชอบพูดเท็จ พูดไปก็ไม่มีใครฟัง หรือถูกหลอก เรื่อยๆ พวกที่พูดจาส่อเสียดทำให้แตกแยก มีลูกน้องลูกน้องก็จะตีกันเรื่อยๆ เพราะอดีตเคยพูดส่อเสียดเขาไว้ ชาตินี้จึงมารับประสบการณ์คล้ายๆกัน พวกที่พูดหยาบก็จะมีคนพูดไม่ดีกับเรา กล่าวหาเราโดยไม่ยุติธรรม เราดูเหมือนไม่ยุติธรรม...
พระพุทธเจ้าเล่าเรื่องนี้ไว้ดีที่สุดเลย ครั้งหนึ่งท่านกำลังสอนอยู่ มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อนางจิน... มากล่าวหาว่าสอนอยู่ได้ไง พระองค์ทำให้เขาท้อง...ตู่พระพุทธเจ้า กล่าวหาต่อหน้าธารกำนัล
พระพุทธเจ้าท่านก็ยอดเยี่ยมมาก ท่านบอกว่า..เรื่องนี้มีเธอกับเราเท่านั้นที่รู้กันอยู่ 2 คน.. พระไตรปิฎกเล่าว่า..ในที่สุดผู้หญิงคนนั้นก็ออกไปจากที่ชุมนุมแห่งนั้น แล้วก็ผ้าก็หลุดออกมา ชาวบ้านก็จับได้ว่าโกหก แล้วพระไตรปิฎกบรรยายว่า.. แล้วธรณีก็สูบไป (เข้าใจว่าธรณีคงไม่สูบ คงถูกประชาทัณฑ์จนบี้ไปกับดิน คงถูกเขาเหยียบ..)
พระพุทธเจ้าก็บอกว่า.. อย่าไปโทษเขา เพราะว่าเป็นเศษกรรมของพระองค์เอง... ในอดีตครั้งหนึ่งนานมาแล้วสมัยที่ท่านเป็นพราหมณ์ ท่านอธิบายให้ฟัง ว่าท่านได้เคยกล่าวว่าไม่ดีกับลูกศิษย์ของพระปัจเจกพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง หลังจากนั้นท่านก็ไปตกนรกไม่รู้กี่ครั้ง จากการว่าครั้งนั้น คือผลของกรรมข้อที่ 1 เมื่อสุกงอม ท่านบอกว่าเศษกรรม มันก็มาถึงตอนนี้ที่ท่านต้องถูกเขากล่าวร้าย
เพราะฉะนั้นใครที่พูดไม่ดีกับเรา ก็เพราะว่าเราก็เคยพูดไม่ดีไว้ ใช้กรรมไปซะ จะได้สบาย โล่ง คิดซะอย่างนี้ สบายที่สุดนะ ชีวิตมีความสุข
และสุดท้ายข้อที่ 4 ผลของกรรมนี้ก็คือ เขาเรียกว่าผลทางสิ่งแวดล้อม จะไปเกิดในสถานที่ ที่เอื้อให้สิ่งที่เราทำเกิดขึ้นโดยง่าย อย่างเช่นพวกชอบฆ่าทั้งหลาย ฆ่าสัตว์ ฆ่าอะไรต่อมิอะไร ชาติหน้าน่าจะไปเกิดที่อาฟกานิสถาน เกิดที่ปาเลสไตน์ ตะวันออกกลาง ที่เรามีโอกาสถูกฆ่าได้ง่ายขึ้น...
คิดไม่ออกให้คิดอย่างนี้ว่า ... เป็นการฝึกความอดทนได้ดีที่สุด.. โอกาสทอง.. ในธิเบตเขาสอนเลยว่า..คนที่มาทำให้เราโมโหนี้มีค่าเท่ากับพระพุทธเจ้ามาสอน.. หรือว่าเทวดามาโปรดแท้ๆเลย เพราะฉะนั้นใครมาว่าเรา แทนที่เราจะโกรธ เราถามเลย มีอีกไหม เท่านี้เหรอ... เป็นการฝึกความอดทนที่ดี
ท่านดาไลลามะท่านสอนว่า ในโลกนี้ มีไม่กี่คนที่จะยั่วให้เราโมโหได้..หกพันล้านคนมีไม่กี่คนที่จะยั่วให้เราโมโหได้.. หายาก
เวลาที่เราจะบอกว่าอะไรมีค่า ขึ้นอยู่กับเราให้ค่ามัน อย่างกระดูกกับเพชรอะไรมีค่า... เราก็บอกว่าเพชร แต่ว่าไปถามสุนัข สุนัขบอกว่ากระดูก เพราะฉะนั้นมันไม่เกี่ยวกับกระดูกไม่เกี่ยวกับเพชร เกี่ยวกับว่าใครเป็นคนให้ค่ามันถูกไหม๊ ถ้าเราให้ค่าคนทั้งโลกมีค่ากับเรามาก ช่วยให้เราหลุดพ้นได้ง่ายขึ้น...
ข้อ5 เป็นข้อที่ท่านดาไลลามะสอนมากที่สุด... ทุกคนต้องการความสุขและหลีกเลี่ยงความทุกข์เหมือนๆกัน นั่งนึกดูก็จะเห็นว่าเขากับเราก็ไม่ต่างกัน เขาทำไปเพราะปากกัดตีนถีบ ทำมาหากินเขาก้ต้องการความสุขแล้วก็เลี่ยงความทุกข์เหมือนเรา ความเมตตาจะเกิดขึ้นในใจทันทีเลย
เราจะไม่คิดว่าเราเก่งกว่าเขา เราดีกว่าเขาหรือแย่กว่าเขายังไง บางทีเราจะสงสารเขามากขึ้น ด้วยว่าที่เขาทำไปเขาอาจจะเข้าใจผิดว่าสิ่งที่เขาทำไปคงจะนำความสุขมาให้ แต่สุดท้ายนำความทุกข์มาให้อย่างมหันต์ แต่ที่เขาทำไปขณะนั้นเขาก็ต้องการความสุขใช่ไหม๊ และเขาก็เลี่ยงทุกข์เหมือนๆกับเรา...
เราทำแบบนี้ คิดแบบนี้เรื่อยๆ เราจะมีความเมตตาขึ้นในหัวใจเยอะเลย แทนที่จะแผ่แม่เบี้ย ก็แผ่เมตตาแทน ฉะนั้นเราอย่าไปดูถูกใคร เขาอาจจะโง่ทำไปเพราะเขาก็ต้องการความสุข คนโง่ๆเขาก็ต้องการความสุขเลี่ยงทุกข์เหมือนเรา
ถ้าเราคิดได้อย่างนี้ เราก็จะเห็นแต่สิ่งดีงาม หัดมองในแง่ดี... ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าให้พระสารีบุตรบรรยาย ท่านบรรยายไว้ดีมาก...
คนบางคนปากเสีย แต่การกระทำดี ขอให้เพ่งที่การกระทำ
คนบางคนปากดี แต่การกระทำไม่ดี อย่าพึ่งไปต่อว่าเขาว่า หน้าเนื้อใจเสือ หรือปากหวานก้นเปรี้ยวอะไรอย่างนี้ อย่าไปว่าเขา ให้เพ่งที่คำพูดเขา เขาพูดดีนะ
สำหรับคนบางคนพูดไม่ดี การกระทำก็ไม่ดี เราก็อย่าไปว่าเขาอีก จริงๆแล้วพวกนี้มีความทุกข์ต้องสงสารเขา
ถ้าเราไปเจอพวกที่พูดดีทำดีด้วย ต้องกระโจนเข้าใส่ พวกนี้ควรจะเป็นเพื่อนเรา... งั้นให้เรามองในแง่ดี มีอะไรก็ว่าดี ปวดหัวก็ว่าโชคดีมีหัวให้ปวดอยู่ คิดให้ได้แบบนี้แล้วชีวิตจะมีความสุข
คนบางคนคิดแต่ในทางไม่ดี... คนบางคนโมโห... เรียกเขาว่าเขาป่วยด้วยโรคโมโห เพราะเขาไม่เข้าใจความจริงของชีวิต เขาเลยโมโห... ป่วยด้วยโรคหลงผิด ป่วยด้วยโรคอิจฉา ป่วยด้วยโรคอยาก... อย่าไปว่าเขา เราก็ป่วยพอๆกับเขา โรคนี้เป็นบ่อยกว่าโรคหวัดอีก...เดี๋ยวๆก็มา ฉะนั้นต้องระวังต้องรักษาให้ดีๆต้องหาทางป้องกันไม่ให้เป็น
2 ข้อสุดท้าย เป็นข้อที่ลึก เขาเรียกปรมัตสัจจะ ความจริงที่สมบูรณ์แบบที่สุด... ครูบาอาจารย์สอนไว้เลย เวลากลุ้มใจแล้วไปหาอาจารย์ อาจารย์บอกว่า.. "แล้วมันก็ผ่านไป" เวลาดีใจไปเล่าให้อาจารย์ฟัง อาจารย์ก็บอกว่า passing cloud (เมฆหมอกมันมาแล้วก็ผ่านไป)..แล้วมันก็ผ่านไป... มันมาแล้วก็ไป
คนในโลกนี้มีความจริงที่อมตะที่สุดคือ ทุกอย่างไม่เที่ยง...เพื่อนของเราวันนี้ อาจเป็นศัตรูของเราพรุ่งนี้...เป็นกฎอนิจจัง...คนกำลังโมโหเราอย่าเพิ่งไปกลุ้มใจ เพราะว่าเขาอาจจะหายโมโหก็ได้... มันเป็นกฎธรรมชาติที่สุดเลย มันเป็นกฎที่มาแล้วมันก็ไป...
เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้คนละกี่วัน... สองหมื่นห้าพันวัน ตอนนี้เราใช้ไปหมื่นกว่าวันแล้ว... วันนี้เราเป้นเศรษฐีต่อไปเราอาจเป้นยาจก ... วันนี้เราเป็นยาจกต่อไปอาจเป็นเศรษฐีได้ มันมาแล้วก็ไปๆ...
ให้คาถาสั้นๆ... "ช่างมัน" ...คาถาที่ยาวหน่อย "ช่างแม่งงมัน" ฝรั่งไม่มีเหมือนเรา ฝรั่งมีแต่คำว่า " Let go" แปลว่าปล่อยวาง ไม่มี "Let mother go" ไม่มีเหมือนเรา สู้เราไม่ได้แน่นอน ของเราสุดยอดเลย... ปล่อย.. ช่างมันเหอะ หัดเป็นคนอย่าคิดอะไรมาก ...
สำหรับคนที่ชอบวิตกกังวล ขอให้กันเวลาวิตกกังวลไว้หลังเวลาบริหาร กันไว้เลยเวลา 5 โมงเย็นถึง 6 โมงเย็นเป็นเวลาแห่งการวิตกกังวล...
ตัวอย่างเวลา 8-9 โมงเป้นเวลาที่เริ่มทำงาน มีเรื่องที่วิตกวลเข้ามา... ใจเย็นๆ เอาไว้ 5 โมง ...พอ 10 โมงมีเรื่องที่สองเข้ามาอีก... เอาไว้ 5 โมง ...รวบรวมเอาไว้ พอห้าโมงเย็นนั่งลงเริ่มกังวลได้เลย รับรองหายหายไปหมด...ลองฝึกไว้ไปเรื่อยๆ
เพราะฉะนั้นหัดไว้นะ... อ่านต่อที่...
อย่างเช่นคนที่ชอบฆ่า อนาคตกาลข้างหน้าการฆ่าทำให้ชีวิตมันสั้นลง ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน สุดท้ายข้างหน้าชีวิตก็สั้นลง เดือดร้อนโดยโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ชีวิตเราก็จะสั้นลง ยุติธรรมที่สุด เราก็ต้องได้ประสบการณืคล้ายๆกันแบบนี้
อันที่ 3 พวกผิดลูกผิดเมีย ทำให้คู่ของเราเศร้าหมอง ทิ้งลูกทิ้งเมียไปมีเมียน้อย ชาติหน้าเกิดมาถึงแม้จะสวยจะหล่อ ก็จะถูกคู่ตัวเองทิ้ง ไม่มีใครสนใจ เหงา เศร้าสร้อย เปล่าเปลี่ยว เดียวดาย เพราะฉะนั้นใครก็ตามที่ยังหาคู่ไม่ได้ อาจจะเคยทำข้อ 3 ไว้ ก็ถือว่าใช้กรรมไปซะ หรือว่ามีคู่แล้วก็ทิ้งอยู่นี่ ก็เหมือนกัน
กายกรรมก็เหมือนกัน พวกชอบพูดเท็จ พูดไปก็ไม่มีใครฟัง หรือถูกหลอก เรื่อยๆ พวกที่พูดจาส่อเสียดทำให้แตกแยก มีลูกน้องลูกน้องก็จะตีกันเรื่อยๆ เพราะอดีตเคยพูดส่อเสียดเขาไว้ ชาตินี้จึงมารับประสบการณ์คล้ายๆกัน พวกที่พูดหยาบก็จะมีคนพูดไม่ดีกับเรา กล่าวหาเราโดยไม่ยุติธรรม เราดูเหมือนไม่ยุติธรรม...
พระพุทธเจ้าเล่าเรื่องนี้ไว้ดีที่สุดเลย ครั้งหนึ่งท่านกำลังสอนอยู่ มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อนางจิน... มากล่าวหาว่าสอนอยู่ได้ไง พระองค์ทำให้เขาท้อง...ตู่พระพุทธเจ้า กล่าวหาต่อหน้าธารกำนัล
พระพุทธเจ้าท่านก็ยอดเยี่ยมมาก ท่านบอกว่า..เรื่องนี้มีเธอกับเราเท่านั้นที่รู้กันอยู่ 2 คน.. พระไตรปิฎกเล่าว่า..ในที่สุดผู้หญิงคนนั้นก็ออกไปจากที่ชุมนุมแห่งนั้น แล้วก็ผ้าก็หลุดออกมา ชาวบ้านก็จับได้ว่าโกหก แล้วพระไตรปิฎกบรรยายว่า.. แล้วธรณีก็สูบไป (เข้าใจว่าธรณีคงไม่สูบ คงถูกประชาทัณฑ์จนบี้ไปกับดิน คงถูกเขาเหยียบ..)
พระพุทธเจ้าก็บอกว่า.. อย่าไปโทษเขา เพราะว่าเป็นเศษกรรมของพระองค์เอง... ในอดีตครั้งหนึ่งนานมาแล้วสมัยที่ท่านเป็นพราหมณ์ ท่านอธิบายให้ฟัง ว่าท่านได้เคยกล่าวว่าไม่ดีกับลูกศิษย์ของพระปัจเจกพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง หลังจากนั้นท่านก็ไปตกนรกไม่รู้กี่ครั้ง จากการว่าครั้งนั้น คือผลของกรรมข้อที่ 1 เมื่อสุกงอม ท่านบอกว่าเศษกรรม มันก็มาถึงตอนนี้ที่ท่านต้องถูกเขากล่าวร้าย
เพราะฉะนั้นใครที่พูดไม่ดีกับเรา ก็เพราะว่าเราก็เคยพูดไม่ดีไว้ ใช้กรรมไปซะ จะได้สบาย โล่ง คิดซะอย่างนี้ สบายที่สุดนะ ชีวิตมีความสุข
และสุดท้ายข้อที่ 4 ผลของกรรมนี้ก็คือ เขาเรียกว่าผลทางสิ่งแวดล้อม จะไปเกิดในสถานที่ ที่เอื้อให้สิ่งที่เราทำเกิดขึ้นโดยง่าย อย่างเช่นพวกชอบฆ่าทั้งหลาย ฆ่าสัตว์ ฆ่าอะไรต่อมิอะไร ชาติหน้าน่าจะไปเกิดที่อาฟกานิสถาน เกิดที่ปาเลสไตน์ ตะวันออกกลาง ที่เรามีโอกาสถูกฆ่าได้ง่ายขึ้น...
คิดไม่ออกให้คิดอย่างนี้ว่า ... เป็นการฝึกความอดทนได้ดีที่สุด.. โอกาสทอง.. ในธิเบตเขาสอนเลยว่า..คนที่มาทำให้เราโมโหนี้มีค่าเท่ากับพระพุทธเจ้ามาสอน.. หรือว่าเทวดามาโปรดแท้ๆเลย เพราะฉะนั้นใครมาว่าเรา แทนที่เราจะโกรธ เราถามเลย มีอีกไหม เท่านี้เหรอ... เป็นการฝึกความอดทนที่ดี
ท่านดาไลลามะท่านสอนว่า ในโลกนี้ มีไม่กี่คนที่จะยั่วให้เราโมโหได้..หกพันล้านคนมีไม่กี่คนที่จะยั่วให้เราโมโหได้.. หายาก
เวลาที่เราจะบอกว่าอะไรมีค่า ขึ้นอยู่กับเราให้ค่ามัน อย่างกระดูกกับเพชรอะไรมีค่า... เราก็บอกว่าเพชร แต่ว่าไปถามสุนัข สุนัขบอกว่ากระดูก เพราะฉะนั้นมันไม่เกี่ยวกับกระดูกไม่เกี่ยวกับเพชร เกี่ยวกับว่าใครเป็นคนให้ค่ามันถูกไหม๊ ถ้าเราให้ค่าคนทั้งโลกมีค่ากับเรามาก ช่วยให้เราหลุดพ้นได้ง่ายขึ้น...
ข้อ5 เป็นข้อที่ท่านดาไลลามะสอนมากที่สุด... ทุกคนต้องการความสุขและหลีกเลี่ยงความทุกข์เหมือนๆกัน นั่งนึกดูก็จะเห็นว่าเขากับเราก็ไม่ต่างกัน เขาทำไปเพราะปากกัดตีนถีบ ทำมาหากินเขาก้ต้องการความสุขแล้วก็เลี่ยงความทุกข์เหมือนเรา ความเมตตาจะเกิดขึ้นในใจทันทีเลย
เราจะไม่คิดว่าเราเก่งกว่าเขา เราดีกว่าเขาหรือแย่กว่าเขายังไง บางทีเราจะสงสารเขามากขึ้น ด้วยว่าที่เขาทำไปเขาอาจจะเข้าใจผิดว่าสิ่งที่เขาทำไปคงจะนำความสุขมาให้ แต่สุดท้ายนำความทุกข์มาให้อย่างมหันต์ แต่ที่เขาทำไปขณะนั้นเขาก็ต้องการความสุขใช่ไหม๊ และเขาก็เลี่ยงทุกข์เหมือนๆกับเรา...
เราทำแบบนี้ คิดแบบนี้เรื่อยๆ เราจะมีความเมตตาขึ้นในหัวใจเยอะเลย แทนที่จะแผ่แม่เบี้ย ก็แผ่เมตตาแทน ฉะนั้นเราอย่าไปดูถูกใคร เขาอาจจะโง่ทำไปเพราะเขาก็ต้องการความสุข คนโง่ๆเขาก็ต้องการความสุขเลี่ยงทุกข์เหมือนเรา
ถ้าเราคิดได้อย่างนี้ เราก็จะเห็นแต่สิ่งดีงาม หัดมองในแง่ดี... ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าให้พระสารีบุตรบรรยาย ท่านบรรยายไว้ดีมาก...
คนบางคนปากเสีย แต่การกระทำดี ขอให้เพ่งที่การกระทำ
คนบางคนปากดี แต่การกระทำไม่ดี อย่าพึ่งไปต่อว่าเขาว่า หน้าเนื้อใจเสือ หรือปากหวานก้นเปรี้ยวอะไรอย่างนี้ อย่าไปว่าเขา ให้เพ่งที่คำพูดเขา เขาพูดดีนะ
สำหรับคนบางคนพูดไม่ดี การกระทำก็ไม่ดี เราก็อย่าไปว่าเขาอีก จริงๆแล้วพวกนี้มีความทุกข์ต้องสงสารเขา
ถ้าเราไปเจอพวกที่พูดดีทำดีด้วย ต้องกระโจนเข้าใส่ พวกนี้ควรจะเป็นเพื่อนเรา... งั้นให้เรามองในแง่ดี มีอะไรก็ว่าดี ปวดหัวก็ว่าโชคดีมีหัวให้ปวดอยู่ คิดให้ได้แบบนี้แล้วชีวิตจะมีความสุข
คนบางคนคิดแต่ในทางไม่ดี... คนบางคนโมโห... เรียกเขาว่าเขาป่วยด้วยโรคโมโห เพราะเขาไม่เข้าใจความจริงของชีวิต เขาเลยโมโห... ป่วยด้วยโรคหลงผิด ป่วยด้วยโรคอิจฉา ป่วยด้วยโรคอยาก... อย่าไปว่าเขา เราก็ป่วยพอๆกับเขา โรคนี้เป็นบ่อยกว่าโรคหวัดอีก...เดี๋ยวๆก็มา ฉะนั้นต้องระวังต้องรักษาให้ดีๆต้องหาทางป้องกันไม่ให้เป็น
2 ข้อสุดท้าย เป็นข้อที่ลึก เขาเรียกปรมัตสัจจะ ความจริงที่สมบูรณ์แบบที่สุด... ครูบาอาจารย์สอนไว้เลย เวลากลุ้มใจแล้วไปหาอาจารย์ อาจารย์บอกว่า.. "แล้วมันก็ผ่านไป" เวลาดีใจไปเล่าให้อาจารย์ฟัง อาจารย์ก็บอกว่า passing cloud (เมฆหมอกมันมาแล้วก็ผ่านไป)..แล้วมันก็ผ่านไป... มันมาแล้วก็ไป
คนในโลกนี้มีความจริงที่อมตะที่สุดคือ ทุกอย่างไม่เที่ยง...เพื่อนของเราวันนี้ อาจเป็นศัตรูของเราพรุ่งนี้...เป็นกฎอนิจจัง...คนกำลังโมโหเราอย่าเพิ่งไปกลุ้มใจ เพราะว่าเขาอาจจะหายโมโหก็ได้... มันเป็นกฎธรรมชาติที่สุดเลย มันเป็นกฎที่มาแล้วมันก็ไป...
เรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้คนละกี่วัน... สองหมื่นห้าพันวัน ตอนนี้เราใช้ไปหมื่นกว่าวันแล้ว... วันนี้เราเป้นเศรษฐีต่อไปเราอาจเป้นยาจก ... วันนี้เราเป็นยาจกต่อไปอาจเป็นเศรษฐีได้ มันมาแล้วก็ไปๆ...
ให้คาถาสั้นๆ... "ช่างมัน" ...คาถาที่ยาวหน่อย "ช่างแม่งงมัน" ฝรั่งไม่มีเหมือนเรา ฝรั่งมีแต่คำว่า " Let go" แปลว่าปล่อยวาง ไม่มี "Let mother go" ไม่มีเหมือนเรา สู้เราไม่ได้แน่นอน ของเราสุดยอดเลย... ปล่อย.. ช่างมันเหอะ หัดเป็นคนอย่าคิดอะไรมาก ...
สำหรับคนที่ชอบวิตกกังวล ขอให้กันเวลาวิตกกังวลไว้หลังเวลาบริหาร กันไว้เลยเวลา 5 โมงเย็นถึง 6 โมงเย็นเป็นเวลาแห่งการวิตกกังวล...
ตัวอย่างเวลา 8-9 โมงเป้นเวลาที่เริ่มทำงาน มีเรื่องที่วิตกวลเข้ามา... ใจเย็นๆ เอาไว้ 5 โมง ...พอ 10 โมงมีเรื่องที่สองเข้ามาอีก... เอาไว้ 5 โมง ...รวบรวมเอาไว้ พอห้าโมงเย็นนั่งลงเริ่มกังวลได้เลย รับรองหายหายไปหมด...ลองฝึกไว้ไปเรื่อยๆ
เพราะฉะนั้นหัดไว้นะ... อ่านต่อที่...
ถอดความจาก ๙ วิธีเอาชนะความทุกข์
https://www.youtube.com/watch?v=49JKhqzFHNw

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น