วันพุธที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

วิธีปฏิบัติในรูปแบบ...ทำอย่างไร


การปฏิบัติ...ทำให้หน้าตาเราผ่องใส ภาวะอันนี้เกิดมาจากจิตใจเราที่ได้รับการฝึกที่ดี ธรรมะเข้ามาสู่ใจของเรามากขึ้นๆ...ความรู้ ความตื่น ความเบิกบาน ออกมาจากภายใน จนกระทั่งหน้าตาเราก็เปลี่ยน หน้าตาผ่องใส ความรู้สึกนึกคิดเราก็เปลี่ยน

ในโลกเขาวุ่นวายแทบเป็นแทบตาย เราอยู่บนโลกได้ แต่เราไม่วุ่นวายกับโลก เข้าใจโลก อยู่กับโลก  มีความสุข ความสงบ ท่ามกลางความวุ่นวาย สิ่งเหล่านี้คือธรรมะ คือผลของการปฏิบัติธรรมะที่พวกเราได้ยินได้ฟัง ที่ครูบาอาจารย์พยายามสอนสืบทอดกันมาทุกยุคทุกสมัย จนมาถึงพวกเราในวันนี้

ถ้าเราได้ปฏิบัติธรรมแล้วชีวิตเราจะมีความสุข ความสุขจะเพิ่มมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้น เป็นลำดับ ความสุขที่ไม่มีอะไรเหมือนจริงๆ อย่างคนไม่มีทำทานไม่เป็น จะโลภจะเอาของคนอื่น ไม่มีความสุขหรอก เรามามีธรรมะในใจเบื้องต้น เรารู้จักให้ รู้จักทำทาน รู้จักเสียสละ รู้จักอภัย ไม่อาฆาตคน เราก็มีความสุขจากการทำทาน เริ่มมีศีล เราก็มีความสุขจากการมีศีล...

คนในโลกไม่มีความสุข วุ่นวาย เบียดเบียนกันตลอดเวลา ก็เพราะเขาไม่มีศีล พวกเรามีศีลขึ้นมา มีศีลเรียกธรรมะอันหนึ่ง ใจเราเปลี่ยน ใจเรามีศีล มีธรรมะขึ้นมา ใจมีความสุขความสงบมากขึ้น

เรามาฝึกจิตฝึกใจ ให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัว เรามีสมาธิ ความสุขจากการมีสมาธิ ยิ่งสูงขึ้นไปอีก ทำทานเราก็ได้ความสุข คนทำทาน รักษาศีลเราก็ได้ความสุข...คนรักษาศีลทำสมาธิ เราก็ได้ความสุขแบบคนทำสมาธิ... บางคนบอกไม่เคยนั่งสมาธิ แต่ใจเรามีสมาธิขึ้นมา ใจเราอยู่กับเนื้อกับตัว ภาวะที่ใจอยู่กับเนื้อกับตัวนั้น เป็นสภาวะที่จิตมีสมาธิที่ดีที่สุด

ต่อไปเราจะดูกายดูใจมันทำงาน จนกระทั่งเราเห็นความจริงของกายของใจ เกิดปัญญา ร่างกายนี้ไม่เที่ยง ร่างกายนี้เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เราเห็นความจริงของจิตใจว่ามันไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา มีปัญญาเห็นความจริง เราจะมีความสุขอีกแบบหนึ่ง ความสุขจะไม่เหมือนความสุขแบบสมาธิ ความสุขจากปัญญาก็เป็นอีกแบบหนึ่ง ...ความสุขจากสมาธิ ถ้าสมาธิธรรมดาที่เขามีกันในโลก... เด็กเล่นอะไรเพลินๆ มีความสุข ความสุขจากการมีปัญญา เป็นความสุขแบบผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต มันเต็มมันอิ่มอยู่ในตัวเอง มันมีความสุข

แล้วถ้าเมื่อไหร่เราภาวนาไป ศีล สมาธิ ปัญญา เราแก่กล้าขึ้น จนเราเกิดวิมุต...เกิดมรรคเกิดผลขึ้นมา ก็จะมีความสุขจากการบรรลุมรรคผลอีก เราจะเริ่มสัมผัสพระนิพพาน และมีความสุขมหาศาล ไม่มีอะไรเหมือนเลย

วิมุตติ 5 (deliverance)

วิมุตติ หมายถึง ความหลุดพ้น ความเป็นอิสระ เป็นภาวะจิตที่สำคัญเป็นพื้นฐาน ภาวะความหลุดพ้นเป็นอิสระนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญญา คือ เมื่อเห็นตามความเป็นจริง รู้เท่าทันสังขารแล้ว จิตจึงพ้นจากอำนาจครอบงำของกิเลส (ความโลภ ความโกรธ ความหลง) ลักษณะด้านหนึ่งของความเป็นอิสระ ในเมื่อไม่ถูกกิเลสครอบงำ ก็คือ การไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ที่เย้ายวนหรือยั่วยุ อย่างที่ท่านเรียกว่าอารมณ์เป็นที่ตั้งของราคะ หรือ โลภะ โทสะและโมหะ เพราะจิตปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ทำให้ไม่หวั่นไหวกับสิ่งเหล่านี้ ยังเป็นหลักประกันให้ประกอบการงานอย่างสุจริตด้วย สามารถเป็นนายเหนืออารมณ์ วิมุตติ ประกอบด้วย 5 ประการคือ


1. ตทังควิมุตติ คือ ความหลุดพ้นชั่วคราว หมายถึง ความหลุดพ้นจากกิเลสได้ชั่วคราว เช่น เกิดความเจ็บปวด หายจากความโลภ เกิดเมตตา หายโกรธ เป็นต้น แต่ความโลภ ความโกรธนั้นไม่หายทีเดียว อาจจะกลับมาอีก เป็นต้น

2. วิกขัมภนวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นด้วยการสะกดไว้ หมายถึง ความหลุดพ้นจากกิเลสได้ด้วยกำลังฌาน คือ สะกดไว้ได้ด้วยกำลังฌาน เมื่อฌานเสื่อมแล้ว กิเลสเกิดขึ้นได้อีก เช่น เมื่อนั่งสมาธิสามารถสะกดข่มกิเลสไว้ เมื่อออกจากสมาธิกิเลสก็กลับมาอีกครั้ง เป็นต้น

3. สมุจเฉทวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นเด็ดขาด หมายถึง ความพ้นจากกิเลสด้วยอำนาจอริยมรรค (มรรคมีองค์ 8) ละกิเลสได้อย่างเด็ดขาด ไม่เกิดกิเลสอีกต่อไป

4. ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นด้วยความสงบ หมายถึง ความหลุดพ้นจากกิเลส เนื่องมาจากอริยมรรคอริยผลไม่ต้องขวนขวายเพื่อละกิเลสอีก

5. นิสสรณวิมุตติ คือ ความหลุดพ้นด้วยสลัดออกไป หมายถึง ความหลุดพ้นจากกิเลสนั้นได้อย่างยั่นยืนตลอดไป ดับกิเลสเสร็จสิ้นแล้ว ได้แก่ นิพพาน


****************

ความสุขของการทำทาน เป็นเรื่องเล็กน้อยมาก 
ความสุขจากการรักษาศีลเล็กน้อยมาก 
ความสุขของสมาธิเป็นความสุขของเด็กๆ 
ความสุขของปัญญาเป็นความสุขธรรมดาๆ 
ไม่เท่าไหร่เลย เมื่อเทียบกับความสุขจากการที่เราสัมผัสพระนิพพาน

พวกเรามีโอกาสที่สัมผัสพระนิพพาน เพราะเราได้ยินได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า การที่เราจะสัมผัสพระนิพพานได้นั้น ต้องแหวกสิ่งที่ปิดกั้นจิตใจของเราไปทำให้เราไม่เห็นพระนิพพาน...พระนิพพานมีอยู่ต่อหน้าต่อตา มีอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยหายไปไหนเลย แต่ทำไมคนในโลกไม่เห็น แล้วก็วาดภาพกันไว้ลึกลับพิศดาร นิพพานเป็นอย่างนั้น นิพพานเป็นอย่างนี้ 

จริงๆ นิพพานไม่ได้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ นิพพานไม่มีรูปร่าง ไม่มีความปรุงแต่งใดๆทั้งสิ้น ไม่มีความทุกข์ ไม่มีความอยาก ไม่มีความบีบคั้นใดๆ มันเต็มมันอิ่มอยู่ที่ใจของเรานี่...ถ้าใจของเรามันเต็มมันอิ่มเต็มที่แล้ว จะสัมผัสกับพระนิพพาน ต่อไปแม้ว่าโลกจะถล่มทลาย นิพพานไม่ได้ถล่มทลายไปด้วย ใจที่ทรงพระนิพพาน มีความสุขอยู่ตลอดเวลา เป็นความสุขที่มหาศาล

ครูบาอาจารย์ท่านเล่าสืบทอดกันมา เวลาภาวนาจนจิตมันหลุดพ้นแล้ว ปล่อยวางไม่ยึดถือกาย ไม่ยึดถือใจแล้ว จะสัมผัสพระนิพพานเต็มภูมิ ในเวลานั้นจะมีความสุขมหาศาล ความสุขปางตาย สุขเหมือนจะตายเลย สุขมาก คนในโลกรู้จักแต่ทุกข์ปางตาย ไม่รู้จักสุขปางตาย เวลาใจมันเข้าถึงธรรมแท้ๆ มันสุขจริงๆ

บางองค์ท่านบอกว่า ความสุขของท่านทรงอยู่ปีกว่าๆ แล้วใจก็เข้าสู่อุเบกขา มีชีวิตที่สงบ ร่าเริงเบิกบาน พ้นจากความปรุงแต่ง พ้นจากทุกข์ทั้งปวง...นี่คือทิศทางเดิน ที่พวกเราจะพากันเดินไป... พยายามรู้สึกตัว รู้สึกตัวขึ้นมาให้ได้... แยกธาตุแยกขันธ์ 
ให้เห็นว่ากายกับใจคนละอัน...เห็นว่าความสุขความทุกข์กับใจคนละอัน ให้เห็นว่ากุศล กับอกุศล โลภ โกรธ หลง กับใจก็คนละอัน...

ถ้าแยกธาตุแยกขันธ์อย่างนี้ได้แล้ว เราก็จะดูกายเขาทำงาน ดูใจเขาทำงานเรื่อยไป... เราเห็นร่างกายมันทำงาน...
 ร่างกายมันหายใจออก ร่างกายมันหายใจเข้า 
ใจของเราเป็นแค่คนดู รู้สึกอยู่ ...เห็นร่างกายมันไม่ใช่ตัวเราหรอก เป็นแค่วัตถุ เป็นก้อนธาตุ เหมือนถุงใบหนึ่ง ถุงหนัง กระเพื่อมเข้ากระเพื่อมออก เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ใจเราอยู่ต่างหาก

เราค่อยฝึกไปเรื่อยๆ...กายกับใจก็คนละอันกัน เห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวเรา...ต่อไปร่างกายมันแก่ ไม่ใช่เราแก่...อะไรแก่ ร่างกายมันแก่ ไม่ใช่เราแก่...ร่างกายมันเจ็บ ไม่ใช่เราเจ็บ...ร่างกายมันตาย ไม่ใช่เราตาย...ค่อยๆฝึกนะ...

ต่อไปกระทั่งจะแก่ จะเจ็บ จะตาย ก็ไม่กลัวเลย
แล้วจะกลัวอะไรในโลกนี้ ที่เขากลัวกันที่สุดคือกลัวตาย กระทั่งความตายเรายังเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา ความตายมันเข้ามาที่ร่างกาย ไม่ได้เข้าถึงจิตถึงใจเราซะหน่อย ใจเราไม่หวั่นไหวกับความตาย ...มีความสุขนะ ไม่หวั่นไหวอะไรกับโลกแล้ว กลัวที่สุดในโลกก็กลัวตายนั่นแหละ กระทั่งตาย เราก็เห็นว่าอะไรตาย ร่างกายมันตายไม่ใช่เราตาย

ค่อยๆฝึก รู้ตัวขึ้นมา... เห็นร่างกายมันหายใจเข้า เห็นร่างกายหายใจออก เห็นร่างกายยืน เห็นร่างกายนอน เราเป็นแค่คนรู้คนดูเฉยๆ ...ทุกวันเราต้องฝึกต้องซ้อม ลองซ้อมดู...หลวงพ่อจะสอนกรรมฐานอันหนึ่งให้... อานาปนสติ ...ทำอานาปนสติ คนส่วนใหญ่จะเอาจิตไปจับไว้ที่ลมหายใจ จ้องอยู่ที่ลมหายใจ...ลองทำซิ เอาจิตไปจ้องที่ลมหายใจ ให้ลืมโลกไปเลย เอาลมอย่างเดียวเลย ลองดู... พอแล้ว ลืมตา

คราวนี้เอาใหม่ ทำใหม่ จำความรู้สึกตรงนี้ไว้ แทนที่เราจะจับลมหายใจ จับความรู้สึกไว้ ...ต่อไปนี้เอาใหม่ ทำอีกแบบหนึ่ง
เห็นร่างกายมันหายใจ ไม่ได้ดูที่ตัวลมนะ ...รู้สึกทั้งตัว เห็นทั้งตัวมันกำลังหายใจอยู่...ลองดูซิ เห็นร่างกายมันหายใจ...อย่าให้จิตมันไปจับอยู่ที่ลมนะ ...ดูทั้งตัว เห็นร่างกายนี้หายใจ...เห็นไหม๊ ร่างกายหายใจเข้า ร่างกายหายใจออก...เอ้าพอ... 

รู้สึกไหม จิตตรงนี้ กับจิตที่จับลมหายใจไม่เหมือนกัน พอจะดูออกไหม๊ ตอนที่เราไปจับลมหายใจ เราไปจ้องลมนะ 
จิต นิ่งๆ ทื่อๆ นะ ไม่ดีหรอก...ตอนที่เราเห็นร่างกายหายใจ หายใจออกก็รู้สึกอยู่ หายใจเข้ารู้สึกอยู่ เหมือนดูท้้งตัวนะ

ลองยิ้มซิ... ยิ้มแล้วเห็นตัวเองกำลังยิ้มอยู่ ยิ้มหวานๆ ยิ้มให้สวยที่สุดเลย... เห็นร่างกายมันยิ้ม... เอ้าทำหน้าบึ้งซิ เห็นร่างกายมันหน้าบึ้ง... คอยรู้สึกอยู่กลายๆ รู้สึกไปอย่างนี้ รู้สึกสบายๆ นะ...ร่างกายหายใจออกรู้สึก...ร่างกายหายใจเข้ารู้สึก
ร่างกายเคลื่อนไหวรู้สึก...ร่างกายหยุดนิ่งรู้สึก
ร่างกายยืน..เดิน..นั่ง..นอน..รู้สึก
ร่างกายยิ้ม...รู้สึก
ร่างกายหน้านิ่วคิ้วขมวด...รู้สึก
คอยรู้สึกอยู่ในร่างกายบ่อยๆ

เราจะเห็นว่าร่างกายนี้เป็นสิ่งที่ใจเราไปรู้เข้า
ร่างกายมันยิ้ม ใครเป็นคนรู้... ใจเราเป็นคนรู้
ร่างกายหายใจ ใครเป็นคนรู้...ใจเราเป็นคนรู้
กายกับใจ แยกออกจากกัน...ค่อยฝึก...พยายามฝึกทุกวันๆ ให้ชำนาญ
ต่อไปร่างกายมันแก่...ไม่ใช่เราแก่
ร่างกายมันเจ็บ ไม่ใช่เราเจ็บ
ร่างกายมันตาย ไม่ใช่เราตาย

ใจมันค่อยถอนตัวออกจากการยึดถือในกายนี้ ...เห็นความจริงในร่างกาย มันก็ถอนความยึดถือในร่างกาย...ต่อไปเราก็มาหัดดูความยึดถือในใจ ความรู้สึกในใจเกิดขึ้น ความโกรธเกิดขึ้น...เรารู้สึก เหมือนกับเห็นคนอื่นโกรธ ไม่ใช่เราโกรธ
อะไรโกรธ...ความรู้สึกโกรธ ไม่ใช่เราโกรธ...อะไรโลภ ความรู้สึกมันโลภ ...มันแค่ความรู้สึก ไม่ใช่เราหรอก

ใครฟุ้งซ่าน...ความรู้สึกมันฟุ้งซ่าน
ใครมันหดหู่...ความรู้สึกมันหดหู่...
ใจเราเป็นแค่คนดู 

ใครมันสุข ใจมันรู้สึกนะ มันเป็นแค่ความรู้สึก ของความสุข... ใจมันเป็นคนไปรู้ ...เวลามีความทุกข์เกิดขึ้น...ก็แค่รู้สึกว่ามันทุกข์ มันก็แค่ความรู้สึกอย่างหนึ่ง...ทุกอย่างมันก็แค่ความรู้สึกเท่านั้น...จะทุกข์ จะดี จะชั่ว มันก็แค่ความรู้สึกเท่านั้นเอง ไม่ใช่ใจของเราหรอก มันเป็นแค่ความรู้สึก ใจเราเป็นแค่คนไปเห็นมันเข้า

นี่เราค่อยๆ ฝึกนะ...ฝึกในร่างกาย มันก็เห็นร่างกายเป็นของถูกรู้ถูกดู มันหายใจออก มันหายใจเข้า มันยืน เดิน นั่งนอน...นานไปเราก้จะเห็น ไม่ใช่ตัวเรา เราดูความรู้สึกในใจมันก็แค่ความรู้สึก ไม่ใช่ตัวเรา...สุข ทุกข์ ดีชั่ว ไม่ใช่ตัวเรา

ไปหัดดู ดูไปเรื่อย ปัญญามันแก่รอบขึ้นมา ถึงจุดปัญญามันแก่กล้า จิตมันจะสลัด...จะสลัดตัวออกจากการยึดถือกายยึดถือใจ จะคืนกายให้โลกไป ไม่เอามาเป็นของเรา ไม่เอามาเป็นตัวเราอีก...

ต่อไปเราจะไม่เดือดร้อนกับสิ่งใดเลย ไปเจอสิ่งที่ชอบ เจอสิ่งที่ไม่ชอบ มันก็แค่ความรู้สึก...จะเจอสุข เจอทุกข์ มันก็แค่ความรู้สึก...อยู่ชั่วคราวเท่านั้นความรู้สึกทุกชนิด...เจอเรื่องดี เจอเรื่องร้าย เจอโลภ โกรธหลง มันก็แค่ความรู้สึก...เห็นมันก็แค่ความรู้สึก ร่างกายมันก็แค่ร่างกาย...ภายในจิตใจมันก็แค่ความรู้สึก

หัดดูเรื่อยไป สุดท้ายปัญญามันแก่กล้าขึ้นมา สุดท้ายจะเห็นกายนี้ไม่ใช่เรา ใจนี้ไม่ใช่เรา ให้ฝึกไปทุกวันๆ การที่เราจะมาดูได้ชำนิชำนาญ มันมีเงื่อนไข...พวกเราต้องถือศีล 5 ไว้ก่อน ตั้งใจถือศีล 5 ไว้ ถ้าเราไม่ถือศีล 5 ใจเราจะฟุ้งซ่าน คนมีศีล 5 ใจมันสงบ 

เพราะฉะนั้น ตั้งใจรักษาศีลทุกวัน...รักษาศีลแล้วตั้งใจปฏิบัติ แบ่งเวลาไว้ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้า ที่หลวงพ่อบอกว่า...ทำในรูปแบบ ทุกวันต้องทำ...15นาที 20 นาที ทำให้ได้ทุกวัน จะป่วยหนักแค่ไหน ลุกขึ้นมาไหว้พระสวดมนต์ไม่ได้ ก็นอนไหว้ นั่งภาวนาไม่ไหว ก็นอนภาวนา ต้องถึงขนาดนั้น ไม่เลิก

ทำในรูปแบบทุกๆวัน แบ่งเวลาไว้นะ 15 นาที 20 นาที ทำอะไรบ้าง ที่ทำในรูปแบบ...ก็ไหว้พระสวดมนต์ก่อน เราเป็นลูกมีพ่อมีแม่ ลูกพระพุทธเจ้า... ก่อนจะทำอะไรก็ต้องไหว้ครูเสียก่อน ไหว้พ่อไหว้แม่เราก่อน สวดมนต์ไหว้พระคิดถึงพระพุทธเจ้า คิดถึงคุณความดีของท่าน เดิมท่านก็มีกิเลสเหมือนเรา ท่านได้ต่อสู้มา จนเอาชนะกิเลสได้ เข้าถึงความบริสุทธิ์ ด้วยความอดทน ด้วยความพากเพียร สติปัญญา แล้วยังมีความกรุณามาสอนเราอีก 

สอนยากนะ กว่าจะพาคนๆหนึ่งให้พ้นทุกข์ได้ เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญเลย...พาคนไปทำบุญไม่ยากนะ พาคนไปทอดกฐินทอดผ้าป่าไม่ยากหรอก...พาคนไปนิพพานยากที่สุดเลย เพราะสัตว์โลกทั้งหลายมันติดโลภ ไม่อยากไปนิพพานหรอก ไม่รู้ว่าโลกมันทุกข์ คนส่วนน้อยหรอกที่จะไปนิพพานได้...พวกเรานี่คนส่วนน้อยนะ แต่ละคนเดินมาในเส้นททางที่พัฒนาสูงขึ้นมาๆ ไหว้พระสวดมนต์ทุกวัน...

(1) ถ้าวันไหนมันฟุ้งซ่าน ทำความสงบ
(2) วันไหนมันสงบแล้ว ฝึกให้จิตตั้งมั่น 
(3) วันไหนจิตตั้งมั่นแล้ว ฝึกแยกธาตุแยกขันธ์ แยกกายแยกใจ 
(4) วันไหนแยกกายแยกใจได้แล้ว เจริญปัญญา

ฉะนั้นเวลาที่เราทำในรูปแบบ ทำได้หลายอย่าง ตามระดับคุณภาพจิตใจของเราในแต่ละวันๆ  เบื้องต้นไหว้พระสวดมนต์ก่อน เพราะบางคนวันนี้ฟุ้งซ่านมาก ก็ทำความสงบ บางคนโมโหอ่านข่าวการเมือง ดูข่าวการเมืองโทสะขึ้น ทำยังไงใจจะสงบ...เจริญเมตตา บริกรรมไป...เมตตาคุณัง อรหังเมตตา เมตตาคุณัง อรหังเมตตา...บริกรรมสบายๆ ใจได้สมาธิ ใจสงบ สว่าง สบาย ไม่โมโหแล้ว สงบ

คนไหนราคะรุนแรง บ้ากามเต็มทีแล้ว ก็พิจารณาร่างกาย ดูร่างกายเป็นปฏิกูล เป็นอสุภะ (ไม่ใช่หนูนะคะหลวงพ่อ อิอิ) ใจก็สงบ...ถ้าคนไหน ธรรมดาๆ ราคะ โทสะ อะไรก็ธรรมดา ไม่รุนแรงมาก รู้ลมหายใจไปก็ได้ เห็นร่างกายมันหายใจ อย่าไปดูลมหายใจนะ ให้ดูร่างกายหายใจ ถ้าดูลมหายใจจิตจะเครียด อย่าไปเพ่ง ให้ดูร่างกายมันหายใจไป แป๊บเดียวจิตจะสงบ เห็นร่างกายหายใจสบายๆ จิตก็สงบ เพราะหลักของการทำความสงบอยู่ที่สบาย ถ้าจิตใจสบายจิตจะสงบ หลักต้องแม่น...

อย่างเรา..วันนี้เราฟุ้งซ่านมาก เราก็มาเห็นร่างกายมันหายใจ ไม่ต้องไปคิดอะไรมาก ต้องคิดว่าทำไงจะสงบ ดูร่างกายมันหายใจสบายๆ เดี๋ยวมันสงบของมันเอง หรือโกรธมากก็เจริญเมตตาไป เดี๋ยวมันก็สงบของมันเอง

เราไหว้พระสวดมนต์เสร็จ จิตเรามันก็สงบอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องมาทำตรงนี้ ข้ามไปอีกขั้นหนึ่ง มานั่งรู้ทันจิตใจของตัวเอง ทำกรรมฐานซะอย่างหนึ่ง เช่น หายใจไปเห็นร่างกายมันหายใจไป แล้วคอยรู้ทันจิต...หายใจเข้า หายใจออก จิตหนีไปแล้ว หนีไปคิด...รู้ทัน หายใจไปแล้วจิตไหลไปอยู่กับลมหายใจ...รู้ทัน อันนี้เราจะได้สมาธิอีกชนิดหนึ่ง คือจิตจะตั้งขึ้นมา..จิตตั้งมั่น

ถ้าวันไหนเราไหว้พระสวดมนต์เสร็จ จิตมันตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่นอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องไปตั้งอะไรใหม่ มาดูกายเห็นว่าร่างกายมันนั่ง เห็นร่างกายมันไหว้พระ เห็นร่างกายมันกราบพระ แยกกายกับใจออกจากกัน หรือเห็นความรู้สึกวันนี้มีความสงบ เห็นความสงบ แต่จิตใจเป็นคนละอันกัน ความสงบเป็นสิ่งที่จิตใจไปรู้เข้า 

ค่อยๆฝึกแยก แยกกันไปเรื่อย ...หัดแยกขันธ์ หัดแยกธาตุแยกขันธ์ วันไหนมันแยกได้แล้ว...รู้แล้วว่า ร่างกายมันเคลื่อนไหว ใจมันเป็นคนดู ทั้งๆที่นั่งอยู่นี่แหละ ขันธ์มันแยก ใจมันอยู่ต่างหาก มันเป็นแค่คนดู ร่างกายแค่เป็นคนดูความรู้สึก

 ถ้าวันไหนมันแยกแล้ว...เราไหว้พระสวดมนต์เสร็จ ดูขันธ์มันแยกขันธ์มันแยกแล้ว นั่งดูขันธ์มันทำงาน ดูเพื่ออะไร เพื่อจะได้เห็น... โอ้ ร่างกายมันเป็นไตรลักษณ์ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา...ดูเพื่อให้เห็น ไม่ใช่ไปแทรกแซงไปดัดแปลงมัน แค่เห็นอย่างที่มันเป็น ร่างกายมันเป็นไตรลักษณ์อยู่แล้ว จิตใจมันเป็นไตรลักษณ์อยู่แล้ว ไม่ต้องทำอะไรมันหรอก มันเป็นอยู่แล้ว เราแค่ไปเห็นอย่างที่มันเป็น วันไหนเรามีเรี่ยวมีแรง ขันธ์มันแยกแล้ว เราก็ดูกายดูใจแสดงไตรลักษณ์ไป เรียกว่าเจริญปัญญา

นี่คือการทำในรูปแบบนะ ทำได้หลายอย่างเลย...ไหว้พระสวดมนต์เสร็จ ถ้ายังไม่สงบ ทำความสงบ...ถ้าสงบแล้ว ทำความตั้งมั่น ให้จิตเป็นผู้รู้ขึ้นมา...ตั้งมั่นแล้ว หัดแยกขันธ์ เห็นกายกับใจมันแยกกัน เห็นความรู้สึกกับใจมันแยกกัน แยกขันธ์ได้แล้ว ดูขันธ์แสดงไตรลักษณ์... 

ถัดจากนั้นไม่ต้องทำอะไรแล้ว ก็ดูขันธ์แสดงไตรลักษณ์นะ ก็ดูมันทำงานไป ดูไปๆ สมมติดูได้ 5 นาที จิตเริ่มฟุ้งซ่าน เมื่อจิตเริ่มฟุ้งซ่านกลับมาทำความสงบใหม่ วกกลับลงมาทำใหม่ ดูๆไปจิตชักถลำลงไปดูแล้ว รู้ทันว่าจิตเคลื่อน ให้จิตตั้งมั่นขึ้นมา ย้อนถอยหลังออกมา

ทุกวันต้องซ้อมนะ ในเวลา 15 นาที 20 นาที ต้องทำ ถือว่าเราสละเวลานิดหน่อย บุชาพระพุทธเจ้า เรียกว่าปฏิบัติบูชา ดีกว่าไปทำอย่างอื่น ... ปฏิบัติบูชาทุกวันได้บุญมหาศาลยิ่งกว่าเอาเงินไปสร้างวัดทั้งวัด ถึงเราจะยากจะจนยังไง เราก็ปฏิบัติบูชาได้ ไม่ต้องน้อยใจว่าเราไม่มีเงินทำบุญมากๆ อย่างคนอื่นหรอก คนจนก็ไปนิพพานได้ ไม่ใช่ต้องแต่คนรวยเมื่อไหร่ล่ะ...งั้นเราทุกวันตั้งใจปฏิบัติบูชาไว้...

อันแรกถือศีล 5 นะ
อันที่ 2 ปฏิบัติในรูปแบบ
อันที่ 3 เวลาที่เหลือ ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน คือชีวิตขณะนี้แหละ ชีวิตธรรมดานี่แหละ ไม่ได้นั่งไหว้พระอยู่ที่ไหน เป็นชีวิตที่เราใช้ชีวิตธรรมดาอยู่บนโลก

 เวลาที่เราปฏิบัติในรูปแบบ เราตัดการรู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้นออกไป ตัดออกไป 4 ช่อง เราเหลือแต่ความรู้สึกในกายในใจ...เราหัดรู้สึกอยู่ในใจๆ พอรู้สึกจนชำนาญ พอเราออกมาอยู่ในชีวิตข้างนอก ชีวิตข้างนอกเรากระทบอารมณ์ได้ตั้ง 6 ช่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ได้หมดเลย เพราะฉะนั้นการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ยากกว่าการปฏิบัติในรูปแบบ 

การที่เราทำในรูปแบบ นั่งไหว้พระสวดมนต์ นั่งทำสมาธิอยู่นี่ ทำง่ายกว่าออกมาอยู่ในชีวิตจริง งั้นในชีวิตจริง สติของเรายังเกิดได้ ถือว่าชั้นยอดแล้ว ถ้าในชีวิตจริง ตั้งมั่นอยู่ได้ ถือว่ายอดเยี่ยมเลยนะ ถ้าในชีวิตจริง ขันธ์ยังแยกได้ ถือว่าเก่งมากแล้ว ยิ่งในชีวิตจริงเห็นไตรลักษณ์ของขันธ์ได้ สุดยอดเลย สุดยอดของการปฏิบัติ...

ถ้าเราสามารถเห็นขันธ์ยังแยกได้ เห็นขันธ์แสดงไตรลักษณ์ได้ อย่างนี้ถึงเก่งจริง... เพราะอยู่ข้างนอกใจเราแกว่งง่าย เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเลย ถ้าถึงขนาดใจเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาแล้วยังรู้สึกตัวได้ ไม่ธรรมดานะ นักปฏิบัตินะถ้าเก่งแค่ทำสมาธิอยู่ในห้องพระไม่ได้กินหรอก แน่จริงต้องออกมาอยู่บนโลกข้างนอกนี่แล้วอยู่ได้ ถึงจะแน่จริง

กรรมฐานที่สุดยอดของกรรมฐานจริงๆก็คือ การที่มีชีวิตอยู่ธรรมดา ๆ นี่เอง แต่ก่อนที่จะมามีชีวิตอยู่อย่างธรรมดาอย่างนี้ แล้วปฏิบัติกรรมฐานได้ ต้องฝึกมาก่อน ต้องหัดทำในรูปแบบมาก่อนนะ เหมือนทหาร จะรบเก่ง เข้าสนามรบ รบได้เก่งว่องไว เอาตัวรอดได้ ชนะศัตรูได้ ต้องซ้อมรบมาก่อน 

ฉะนั้นพวกเราอยู่ในชีวิตจริง เราสามารถรักษาจิตใจของเราให้พ้นจากกิเลสได้ ...มีสติ มีสมาธิ มีปัญญารักษาจิตใจของเราไว้ได้ ก็เรียกว่าคนเก่งแล้ว ก็ต้องซ้อมมาก่อน เพราะฉะนั้น ทุกวันต้องซ้อมนะ...

แบ่งเวลาไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกลมไป...

วันไหนฟุ้งซ่าน ทำความสงบ...

วันไหนสงบ ทำความตั้งมั่น...

วันไหนตั้งมั่นแล้ว หัดแยกธาตุ แยกขันธ์ แยกกาย แยกใจ ร่างกายเคลื่อนไหวใจเป็นคนดู จิตใจเคลื่อนไหวใจเป็นคนดู...

วันไหนแยกธาตุแยกขันธ์แยกกายแยกใจได้แล้ว ดูกายดูใจแสดงไตรลักษณ์ เห็นร่างกายไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่ใช่เรา เห็นจิตใจไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา...

ฝึกอยู่ให้ชำนิชำนาญ พอฝึกได้ดีแล้วออกมาอยู่กับโลกข้างนอกนี้ ดูซิ แน่จริงหรือเปล่า...

ฉะนั้น ฝึกให้ได้ในชีวิตจริงดีที่สุด แต่ในชีวิตจริงจะสู้ได้ก็ต้องซ้อมทำในรูปแบบ ถ้าเราปฏิบัติในชีวิตธรรมดาอย่างนี้นะเราคอยรู้กายรู้ใจอยู่ในชีวิตธรรมดาตลอด แต่ไม่เคยไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิ เดินจงกลมในรูปแบบเลย จิตใจเราจะไม่มีพลัง แรงจะตก เราจะมามีสติอยู่ในชีวิตประจำวันไม่ได้จริง ดูกายดูใจไม่ได้จริงหรอก งั้นทิ้งไม่ได้นะ ทำในรูปแบบ

ทำในรูปแบบเพื่ออะไร เพื่อจะได้มีกำลัง มาเจริญสติ เจริญปัญญาในชีวิตธรรมดา ในชีวิตจริงๆนี้ แตกหักกันในชีวิตธรมดานี่แหละ ชีวิตส่วนใหญ่เราอยู่อย่างนี้ ชีวิตส่วนใหญ่ของเราไม่ได้อยู่ที่นั่งสมาธิ เดินจงกลมซะเมื่อไหร่ ในชีวิตธรรมดาทำให้ได้ เราจะปฏิบัติทั้งวันเลยตอนนี้ ตั้งแต่ตื่น.. ของจริงวัดกันด้วยใจ

ฝึกให้ได้ วันหนึ่งจะได้เห็นอัศจรรย์จริงๆ ...เห็นความอัศจรรย์ของธรรมะ เห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเอง  ...จากถือศีลไม่เคยถือได้ ตอนนี้เราถือศีลง่ายๆ ไม่ยากละ จะทำผิดศีลทีละอายใจเราไม่เคยทำสมาธิเลย ใจเราสงบ มีความสุข มีความสงบ มีความตั้งมั่น รู้เนื้อรู้ตัวขึ้นมา เห็นไหม๊เรามีความเปลี่นแปลงของตัวเอง จากใจที่ฟุ้งซ่านตลอด จากเดิมเราอยู่กับโลก เราฟุ้งตลอด เราไม่รู้ว่าฟุ้ง เรามาได้ยินได้ฟังธรรมะไปเรื่อยๆ ใจเราอยู่กับเนื้อกับตัวขึ้นมา ใจเราสงบ...นั่งสมาธิเป็นเรื่องง่ายๆเลย มีสมาธิอยู่ทั้งวัน มีสมาธิอยู่ทั้งคืน ใจมันอยู่กับเนื้อกับตัว 

นี่แหละความอัศจรรย์ของธรรมะ เราไม่เคยคิดเลยว่าธาตุขันธ์นี้แยกออกจากกันได้ คิดว่าตัวเรามีหนึ่งเดียว  ภาวนาเข้า ได้ยินได้ฟังธรรมะเข้า เริ่มเห็นกายกับใจคนละอันกัน ความสุขความทุกข์กับกายก็คนละอัน ความสุขความทุกข์กับใจก็คนละอัน กิเลสก็ไม่ใช่กายไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่จิตใจ เป็นสิ่งอีกสิ่งหนึ่งที่แปลกปลอมเข้ามา นี่เป็นสิ่งอัศจรรย์ที่เราสามารถแยกสิ่งที่เรียกว่าตัวเรา ออกเป็นส่วนๆได้ และแยกขันธ์ออกเป็นส่วนๆได้ ก็เป็นสิ่งอัศจรรย์

อัศจรรย์หนักขึ้นไปอีก เราเห็นกายมันทำงานได้เอง ใจมันทำงานได้เอง มันเปลี่ยนแปลงของมันไปเรื่อย ร่างกายบางทีจิตก็สั่งนะ อย่างสั่งให้ยกมือ... แต่บางจุดบางเวลา สั่งไม่ได้...


ถอดความจากคลิป : หลวงพ่อปราโมทย์ แสดงธรรม ณ วัดพระธาตุโกฏิแก้ว จ.เชียงราย 22 มี.ค. 2557
https://www.youtube.com/watch?v=uCB38tO2tnc



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น