วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ ทำอย่างไรใจเราจะไม่ทุกข์


โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ ทำอย่างไรใจเราจะไม่ทุกข์...
โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์... แต่ใจเราจะไม่ทุกข์


ศึกษาธรรมะไว้ คนไหนมีธรรมะชีวิตมีความมั่นคง เราไม่รู้อนาคตของแต่ละคนว่า เราจะเผชิญอะไรในชีวิตบ้าง เราเรียนธรรมะไว้เหมือนเราสร้างต้นทุนให้ชีวิตไว้ เราจะต่อสู้กับชีวิต แต่ละคนๆกว่าจะตั้งหลักได้ ตั้งตัวได้ บางคนล้มลุกคลุกคลาน บางคนตั้งหลักตั้งตัวไม่ได้ทั้งชาติเลย 

ถ้าเรามีธรรมะไว้ ชีวิตเรามีระเบียบมีแบบแผน ไม่ค่อยตุปัดตุเป๋ออกนอกลู่นอกทาง โอกาสที่จะตั้งเนื้อตั้งตัวได้ก็เยอะหน่อย อยู่กับโลกบางทีเราก็ระวังเต็มที่แล้ว อยู่ๆก็เกิดเหตุการณ์ซึ่งเราไม่คาดฝัน ในโลกนี้เต็มไปด้วยเรื่องที่เราคาดฝันไปไม่ถึง มันนำความทุกข์มาให้เรา
เช่น... 

@เราอยู่ดีๆ พ่อแม่เราตายไป ก็เป็นไปได้... 
@หรือว่ามีครอบครัว แฟนเรานอกใจเรา ก็เป็นไปได้...
@ทำงานไปแล้วตกงาน หรือกิจการล้มละลาย ก็เป็นไปได้...

@มีลูกแล้วลูกเกเร ทำความหายนะให้ ทำความทุกข์ให้พ่อให้แม่ก็เป็นไปได้อีก


@อยู่ดีๆ ยังแข็งแรงอยู่ อยู่ๆก็เจ็บป่วยขึ้นมา เป้นมะเร็ง เด็กๆก็เป็นนะ ไม่ใช่ไม่เป็น... ที่สถาบันมะเร็ง เด็กเล็กๆก็เป็นมะเร็ง

ในชีวิตเราเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่แน่นอน เราต้องศึกษาธรรมะไว้ คนไหนมีธรรมะ เราจะสามารถอยู่กับความไม่แน่นอนได้อย่างที่มีความมั่นคงพอสมควร ยิ่งถ้ามีธรรมะมากๆ เรารู้สึกแน่นอนเลยที่ใจเราจะไม่ทุกข์

โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ แต่ใจเราจะไม่ทุกข์ ถ้าภาวนาสำเร็จถึงที่สุด จะไม่ทุกข์อีกแล้ว เราจึงต้องสร้างต้นทุนให้ตัวเองไว้ด้วยการศึกษาธรรมะ...

การศึกษาธรรมะ ไม่ใช่การศึกษาอะไรที่ยากๆหรอก อย่าไปคิดว่าธรรมะเป็นเรื่องยากๆ ธรรมะเป็นเรื่องห่างไกล ธรรมะนี่ต้องเรียนอีกหลายชาติ ถึงจะสำเร็จ ไม่ใช่เลย

ถ้าพวกเราเข้าใจหลักที่พระพุทธเจ้าสอน เราจะพัฒนาจิตใจของตัวเราเองได้อย่างรวดเร็วมาก ใช้เวลาไม่นานหรอก บางคนใช้เวลาเดือนเดียว ใจก็เปลี่ยนแปลงไปมากเลย เคยมีความทุกข์มากๆ ก็เหลือทุกข์น้อยๆ เคยทุกข์มานาน ก็เหลือทุกข์สั้นๆ จิตใจมีความอบอุ่น จิตใจมีความมั่นคง 

คนในโลกนี้นะ ทุกวันนี้คนไม่มีความอบอุ่น ความมั่นคงก็ไม่มีหรอก ทุกอย่างเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเร็วมากเลย ความอบอุ่นก็ไม่มี ครอบครัวแตกกระจัดกระจายไป 

แต่ถ้าเรามีธรรมะ นอกจากจะมั่นคง แล้วยังอบอุ่นด้วย มีความสุขอยู่ได้ด้วยตัวเอง เสมือนเราเป็นลูกกำพร้า เราก็มีความสุขนะ เพราะเรารู้ว่าพ่อแม่ที่แท้จริงอีกท่านหนึ่งของเราก็ยังอยู่ คือพระพุทธเจ้า... 

พระพุทธเจ้าไม่ได้ทอดทิ้งเรา อยู่ในใจเรานี้เอง ใจของเราเข้าถึงธรรมะ แล้วจะเจอพระพุทธเจ้า ก็ถึงบอกผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา พวกเราไม่ได้เจอร่างกายของพระพุทธเจ้า ถ้าเราเข้าใจธรรมะ เราจะเจอพระพุทธเจ้าตัวจริง...

คนใดได้ธรรมะแล้วก็จะรู้สึกชีวิตมีความอบอุ่น ไม่ว้าเหว่ ไม่ขาดที่พึ่งที่อาศัย แล้วเราค่อยๆฝึก เรียนธรรมะ การเรียนธรรมะไม่ใช่ยากอะไร 

เราอย่าไปวาดภาพการปฏิบัติธรรมคือการนั่งสมาธิ เราอย่าไปวาดภาพการปฏิบัติธรรมว่าคือการเดินจงกลม ต้องเดินสวยๆ ต้องเดินนานๆ ไม่เกี่ยวกันเท่าไหร่หรอก แต่นั่งสมาธิเดินจงกลมเป็นแค่รูปแบบของการปฏิบัติ เหมือนเครื่องแบบนักเรียนเท่านั้น ดูสวยๆ 

แต่เนื้อแท้คือการมีสติของเรา เรามีสติจริงไหม๊ เรามีสัมมาสมาธิ มีความตั้งมั่นจริงไหม๊ เราสามารถเจริญปัญญาได้ ถ้าเรามีสติ มีสัมมาสมาธิ นี่คือเนื้อแท้ของการปฏิบัติ

การมีสติไม่ใช่ว่าต้องเดินจงกลมจึงมีสติ เพราะนั่งสมาธิจึงมีสติ เราทำอะไรอยู่ก็มีสติทั้งนั้น... ค่อยฝึกไป... เข้าห้องน้ำก็มีสติได้ นั่งถ่ายไป ท้องผูก ท้องไม่ผูก อะไรอย่างนี้ ก็เจริญสติได้... จะกินข้าวก็มีสติได้ ทำอะไรๆก็มีสติได้ 

ยกเว้นเวลาเรียนหนังสือนะ เวลาเรียนหนังสือไม่ใช่เวลาเจริญสติปัฏฐาน แต่ต้องมีสติเรียนสิ่งที่อาจารย์สอน  คนละอันกัน 

เจริญสติที่พูดถึง หมายถึงสติปัฏฐาน ได้แก่สติที่คอยรู้กายรู้ใจ 

สติที่รู้กายรู้ใจเรียกว่าสติปัฏฐาน 


สติที่รู้อารมณ์อื่นๆ เรียกว่าสติธรรมดา 


เวลาเราเรียนหนังสือ เวลาเราทำงานที่ต้องคิด เราใช้สติธรรมดา จดจ่ออยู่กับการเรียน แต่เวลาที่เหลือ พยายามมีสติปัฏฐาน 

สร้างสติปัฏฐาน คือคอยรู้สึกตัวไว้ คอยรู้สึกกาย คอยรู้สึกใจไปเรื่อยๆ ถ้ารู้สึกได้ ความทุกข์มันจะค่อยๆหายไปเอง

พวกเราสังเกตุไหมว่า กิเลสมันเกิดทั้งวัน... กิเลสมันเกิดได้เรื่อยๆ เดี๋ยวก็โลภ เดี๋ยวก็โกรธ เดี๋ยวก็หลง... เดี๋ยวฟุ้งซ่าน เดี๋ยวหดหู่ เดี๋ยวลังเลสงสัย ใจเรานี้หมุนไปเรื่อยๆ เดี๋ยวกิเลสตัวนั้นเกิด กิเลสตัวนี้เกิด

ทุกคราวที่ใจเราทำงานขึ้นมานั้น ภาษาพระเรียกว่า "ภพ" เวลาจิตใจเราหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไป ทำงานปรุงแต่งอะไรไป เหมือนสร้างภพไปเรื่อย

ภพมีอยู่ 2 ส่วน ..ภาพหนึ่งเรียกภพในการเกิด อย่างเราตอนนี้ เราเกิดในภพของมนุษย์ ภพของมนุษย์นี้เรียกว่า กามภพ (กาม-มะ-พบ) ถ้าเราเข้าฌาน มันก็เรียกว่าเป็นรูปภพ... อรูปภพ 

 นี่เป็นภพโดยการเกิดเรียกว่าอุปติภพ.. (ฟังไม่ค่อยออกเจ้าค่ะ) ตัวนี้ตอนนี้เรามีอยู่แล้ว เป็นภพของมนุษย์... เกิดเป็นมนุษย์ เรียกว่าเป็นภพใหญ่ของมนุษย์... 

แต่ยังมีภพอีกชนิดหนึ่ง เรียกว่ากรรมภพ คือการที่จิตทำงานขึ้นแต่ละคราวๆ เมื่อไรเรามีความโลภเกิดมา ขณะนั้นจิตเรา ร่างกายเราเป็นมนุษย์จริง แต่ใจเราเป็นเปรต

เวลามีความโลภ สังเกตุไหมว่าใจมีความสุข หรือมีความทุกข์  เวลาใจเราอยากนู้นอยากนี้ ใจเรามีความทุกข์นะ 

เวลาเรามีความโกรธขึ้นมา ใจเราก็อยู่ในภพที่เป็นสัตว์นรก สัตว์นรกนี้จิตใจไม่แช่มชื่น ไม่เบิกบาน เจือด้วยโทสะ เจือด้วยความทุกข์ตลอดเวลา...

เวลาเรามีความโกรธ หรือเวลาเรามีความทุกข์ เราสุขไหม๊ เราไม่สุขใช่ไหม๊ 

เป็นภพของเปรต มีความโลภ เราก็มีความทุกข์นะ 

เป็นภพของสัตว์นรก มีโทสะ มีความโกรธขึ้นมา เราก็มีความทุกข์ 

เป็นภพของสัตว์เดรัจฉาน ใจลอย อันนี้ดูยากละ ...โมหะ ใจลอยไป ดูยาก หลงไปวันหนึ่งๆ 

..ดูยากแล้วว่าเป็นตัวทุกข์ ต้องค่อยๆ ฝึกไป...

ทีแรกก็จะเห็นภพที่มีโทสะ ก็เห็นง่ายแล้วว่าเป็นตัวทุกข์ ภพที่มีความโลภ เห็นได้ง่ายว่ามีความทุกข์

ถ้าใจของเราเป็นบุญเป็นกุศลขึ้นมา มันก็เป็นภพของมนุษย์

ใจเรามีความสุข อยู่กับความสุข มีความละอายบาป เกรงกลัวต่อบาป เราก็อยู่ในภพเทวดา ร่างกายเรายังเป็นคนอยู่ แต่ใจเราเป็นเทวดา

เวลาเรานั่งสมาธิ เราเป็นคนธรรมดา แต่ใจเราเป็นพรหม เป็นพระพรหม เงียบๆ สงบ ใจเรานี่แหละ เสวยภพโน้น เสวยภพนี้ตลอดเวลา 
เปลี่ยนภพตลอด คือเปลี่ยนสภาวะ 

พูดเป็นภพแล้วงง เปลี่ยนมาเป็นสภาวะต่างๆ เดี๋ยวใจเราก็มีสภาวะที่เป็นสุข เดี๋ยวใจก็มีสภาวะเป็นทุกข์ เดี๋ยวใจโลภ ใจโกรธ ใจหลง ใจฟุ้งซ่าน ใจหดหู่

บางภพ หรือบางสภาวะ ดูง่ายว่าเป็นทุกข์ บางภพบางสภาวะยิ่งละเอียดปราณีต ดูยากต้องภาวนากันนานๆ อย่างใจของพรหมดูยากที่สุดเลย เพราะเป็นภพมีความสุข มีความสงบ มีอุเบกขา ดูยาก

ใจอื่นๆ ดูง่ายหน่อย ใจเทวดาก็ดูยาก มีความสุขเยอะไป เวลาเรามีความสุข เรารู้สึกไหม๊ เราจะเผลออเรามักจะเพลินในความสุข เราจะลืมกายลืมใจ

พวกเทวดานี่ เผลอๆ เพลินๆไปแน่ๆ ยกเว้นว่าเคยศึกษาธรรมะมาก่อน เป็นเทวดาแล้วก็ภาวนาได้อีก ถ้าไม่ศึกษามาก่อน หลงไปวันหนึ่งๆ ไม่มีสาระอะไร 

เวลาที่เราเป็นคน ใจเราเปลี่ยนภพอยู่ตลอดเวลา มีภพทีไร มีทุกข์ทุกที พระพุทธเจ้าบอก ...เห็นไหม๊ เราโลภขึ้นมาที จิตมีความโลภขึ้นมา นี่เป็นจิตโลภ เป็นจิตของเปรต เราก็มีความทุกข์

บางทีเรามีความคิดความเห็น ..เราก็ต้องอย่างนี้ๆนะ.. คนอื่นไม่เชื่อเราโมโหเลยนะ บังคับคนอื่นให้เชื่อตามเรา เรายึดในความคิดความเห็นของเรา ก็เป็นภพชนิดหนึ่ง ชื่อว่า อสูรกาย พวกเจ้าทิฐิ เจ้ามานะ เจ้าความเห็น อสูรกายเยอะ.. พวกเรียนหนังสือมากพวกอสูรกาย อสูรกายจำแลงมา

หรือบางทีก็เป็นเปรต โลภโน่น โลภนี่ อยากนี่ เช่น อยากได้มือถือใหม่... หรือ... เพื่อนเอารุ่นใหม่มา เราอยากได้... เราก็มีความทุกข์ ... หรือ... เห็นของคนอื่นเหมือนกันแต่ราคาถูกกว่า... จากที่มีความสุขอยู่ที่มีอยู่กลายเป็นความทุกข์อีกแล้ว ใจที่มีความอยาก ก็มีความทุกข์แล้ว ใจที่เห็นของคนอื่นเขาดีกว่า อิจฉาเขา มีความทุกข์อีก เป็นโทสะ เป็นคนอิจฉา...

ใจเรานี้หมุนเวียนที่จะสร้างความทุกข์ขึ้นมาแผดเผาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ห้ามได้ไหม๊ ห้ามไม่ได้นะ ใจจะโลภก็ห้ามไม่ได้ ใจจะโกรธก็ห้ามไม่ได้... ใจจะหลง ใจจะฟุ้งซ่าน ใจจะหดหู่ ใจจะลังเลสงสัย ห้ามไม่ได้ เราบังคับมันไม่ได้จริง

แล้วทำยังไงเราจึงจะสู้กับกิเลสไหว พระพุทธเจ้าสอนให้เรารู้ทัน ...ต่อไปนี้ ง่ายๆเลย... 

ใจเราโลภขึ้นมา ใจเรามีความอยากขึ้นมา ก็รู้ทันว่าตอนนี้อยากแล้ว
ใจเราโกรขึ้นมา หรือใจเรากลัว หรือใจเราอิจฉา หรือใจเรากังวล นี่เป็นตระกูลโทสะ หวงแหนก็เป็นตระกูลโทสะ โทสะเกิดขึ้นในใจเรา เราคอยรู้ทัน

ใจลอยไป ใจฟุ้งซ่านไป ใจหดหู่ไป นี่พวกโมหะ เราก็รู้ทันนะ ใจมันซึมๆไปเราก็รู้ทัน

ต่อไปนี้ง่ายๆ เลย การปฏิบัติธรรม... อย่าไปวาดภาพต้องไปนั่งสมาธิมากๆ ไปเดินจงกลมมากๆ หัดเจริญสติในชีวิตประจำวันให้มาก การเจริญสติในชีวิตประจำวันนี่แหละ คือหัวใจของกรรมฐานเลย หัวใจของการปฏิบัติ...

...ครูบาอาจารย์บอกมา... หลวงปู่มั่นสอนบอกว่า.. ทำสมาธิมาก นั่งลูกเดียวเลย ไม่ทำอย่างอื่นเลย นั่งเอาความสงบอย่างเดียวเลย ท่านบอกทำสมาธิมาก..เนิ่นช้า คิดพิจารณามาก พิจารณาธรรมะมากๆ..ฟุ้งซ่าน

หัวใจสำคัญของการปฏิบัติธรรม คือ การเจริญสติ มีสติในชีวิตประจำวัน เราจะยืน เราจะเดิน เราจะนั่ง เราจะนอน ใจเราเป็นอย่างไร เราคอยรู้ทัน ให้รู้ทันใจของเรา... 

รู้บ่อยๆ เราจะเห็นเลย เดี๋ยวใจก็เสวยภพนี้ เดี๋ยวใจก็เสวยภพนั้น เดี๋ยวใจเราก็เป็นเปรต... ใจเราก็เป็นอสูรกาย เจ้าความคิด เจ้าความเห็น... เดี๋ยวใจเราก็เป็นสัตว์นรก... มีความทุกข์ขึ้นมา... 

เดี๋ยวใจเราก็แช่มชื่น เป็นบุญเป็นกุศล ก็เป็นเทวดาขึ้นมา มีศีล มีธรรม เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา... บางช่วงใจเราเข้าถึงความสงบ ใจเราก็เป็นพระพรหม... ใจเราหมุนไปเรื่อยๆ ให้เรารู้ทันใจ ...

เราจะเห็นว่าใจเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  ใจไม่ว่าจะเป็นยังไง มันหาความสุข ความสบายที่แท้จริงไม่ได้ ตัวนี้ดูยากนิดนึง โดยเฉพาะจิตที่ละเอียดที่ปราณีต เป็นภพที่ละเอียดที่ปราณีตนี้ ดูยากว่าเป็นตัวทุกข์ เราจะเห็นหยาบๆ ก่อน

เบื้องต้น.. ใจเราโกรธขึ้นมา เราดูเลย เห็นไหม๊ใจมันดิ้นเร่าๆ หาความสุขไม่ได้ ใจมันโลภรู้ทัน ใจมันดิ้นเร่าๆ หาความสุขไม่ได้... หัดรู้ทันใจของตัวเองไป อย่าไปบังคับนะ อย่าไปห้ามมัน อย่าไปควบคุมมัน... ให้รู้ลูกเดียวเลย....

ถอดความจาก.. 

โลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์ ทำอย่างไรใจเราจะไม่ทุกข์
https://www.youtube.com/watch?v=al-NxG_U-EY





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น