วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

วิธีฝึกดูกาย.. ฝึกดูใจ ฝึกดูลม


ต้องขอโทษทุกท่านที่ติดตามเข้ามาดูกระทู้ต่างๆ ในบล็อกนี้ เนื่องจากบทความธรรมะส่วนใหญ่อิฉันถอดความจากคลิปในยูทูปเจ้าค่ะ... อิฉันต้องฟังเองและพิมพ์ตามทีละประโยคตามที่ฟังในคลิป  ก็เลยช้าบ้าง พิมพ์ค้างไว้บ้าง... พิมพ์ผิดบ้างถูกบ้าง เลยต้องฟังซ้ำหลายๆครั้ง และค่อยๆแก้ไขให้ถูกต้องตามที่หลวงพ่อท่านเทศนา...

 แต่ถ้าท่านเข้ามาดูบ่อยๆ เดี๋ยวอิฉันก็พิมพ์จนเสร็จเองแหละเจ้าค่ะ เพราะอิฉันตั้งใจมากที่จะเขียนคำสอนเหล่านี้ ไว้สอนใจตัวเองและปฏิบัติให้พบกับทางพ้นทุกข์... ถ้าเพื่อนๆ เข้ามาแจม ด้วย ก็โอเคค่ะ ห้ามตินะคะ ชมได้ค่ะ อิฉันบ้ายอค่ะ อิอิ ล้อเล่ง!!!

ตอนนี้อิฉันมีทุกข์มากเจ้าค่ะ ...แต่พอได้ฟังคลิปต่างๆ ของหลวงพ่อก็คิดว่า.. หากปฏิบัติตามที่ท่านเมตตานำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาสั่งสอนคนบาปหนาอย่างเรา ... ก็หวังว่าสักวันหนึ่ง อิฉันจะคลายทุกข์ไปได้ จะน้อยจะมาก ก็จะปฏิบัติภาวนาตามคำสอนของท่านเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่เจ้าค่ะ..... 

------------------------------

พระพุทธศาสนานั้น... เป็นศาสตร์แห่งความพ้นทุกข์โดยตรง ถ้าเราเข้าใจศาสตร์อันนี้ เราจะมีชีวิตที่ทุกข์น้อยลงๆ จนจุดหนึ่งไม่ทุกข์ คนส่วนใหญ่ก็ไม่เคยเรียนคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ  ไม่รู้วิธีปฏิบัติที่จะยกระดับจิตใจให้พ้นทุกข์

 ส่วนใหญ่ก็จะรู้จักแต่ประเพณี รู้จักศาสนาพุทธ ก็เป็นพุทธแต่ชื่อหรอก ไม่รู้ว่าพุทธจริงๆ เป็นยังไง พอไม่รู้จักก็ไม่เห็นคุณค่า ไม่เห็นคุณค่าก็รักษาไม่เป็น 

พวกเรารุ่นหลังๆ เข้าวัดไปก็เพราะงานศพเท่านั้น ทำบุญใส่บาตรตอนวันเกิดเท่านี้เราก็เป็นชาวพุทธแล้ว พูดง่ายเกินไป พวกนี้พุทรา พุดซ้อน ถ้าเราไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร น่าเสียดายมากเลย 

ศาสตร์แห่งความพ้นทุกข์นี่ ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะเอามาค้นคว้าได้ง่ายๆ กว่าพระพุทธเจ้าจะค้นคว้ามาได้ยากเย็นแสนเข็ญ เพราะท่านค้นคว้ามาได้ ท่านเอามาประกาศต่อ การจะรักษาสืบทอดธรรมะแท้ๆ เอาไว้ ก็ยากเย็นแสนเข็ญอีก 

ธรรมะของท่านมันฝืนกับโลก คนในโลกต้องการบริโภคเยอะๆ  ต้องการอยากมี อยากเป็น อยากได้เอามากๆ พระพุทธเจ้ากลับสอนให้รู้จักลดจักละ ฟังแล้วมันฝืนกิเลส คนในโลกอ่อนแอ คิดแต่จะพึ่งคนอื่น คิดจะพึ่งสิ่งอื่น พึ่งผีสางเทวดา พึ่งโชคลาง ชาวพุทธต้องพึ่งตัวเอง ยากเย็นแสนเข็ญเพราะมันฝืนความรู้สึก 

ให้เราตั้งอกตั้งใจเรียน ค่อยๆ ศึกษาไป สิ่งที่เรียกว่าพระพุทธศาสนานี่ โดยเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนา ถ้าคนเขาถามเราว่า พระพุทธศาสนาคืออะไร ต้องตอบเขาให้ได้...ตัวสัมมาทิษฐินั่นแหละ คือตัวพระพุทธศาสนา ที่เราปฏิบัติธรรมแทบเป็นแทบตาย...เพื่อให้เกิดสัมมาทิษฐิ เพราะเรามีความรู้ถูก ความเข้าใจถูก มีความเห็นถูกแล้ว การคิดการกระทำก็ถูกไปหมด ถ้ามีความเห็นถูก ใจมันจะออกจากทุกข์ได้ ถ้าเรายังเห็นไม่ถูก ออกจากทุกข์ไม่ได้หรอก

ศาสตร์ที่จะทำให้เราเห็นถูก มีสัมมาทิษฐิ รู้ความจริงของชีวิตตัวเอง เขาเรียกว่า วิปัสสนากัมมัฏฐาน...

 วิปัสสนากัมมัฏฐานถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าจะไม่มีการสอนหรอก เป็นศาตร์เฉพาะของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าค้นพบสิ่งนี้แหละ 

ลำพังการทำทาน การถือศีล การนั่งสมาธิ มันมีมาก่อนพระพุทธเจ้า ไม่มีพระพุทธเจ้า สิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่ คนทั่วๆ ไปที่ไปใส่บาตรว่าเป็นชาวพุทธ อันนี้ก็คือทำทาน ถึงเทศกาลทีก็ถือศีลที งานต่างๆ รับศีลแล้ว ก็ถือว่าเป็นชาวพุทธแล้ว 

แค่ศีล ศาสนาอื่นเขาก็มี ไม่ต้องพระพุทธเจ้าตรัสรู้หรอก แค่คิดว่าต้องลงมือปฏิบัติธรรม หรือปฏิบัติธรรมที เลยคิดถึงการนั่งสมาธิ การนั่งสมาธินี้เป้นชาวพุทธแท้แล้ว ยังไม่เป็นหรอก สมาธิมีมาก่อนพระพุทธเจ้า

สิ่งที่ทำให้ศาสนาพุทธแตกต่างจากศาสนาอื่นโดยสิ้นเชิง ก็คือ... การเจริญปัญญา หรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน กัมมัฏฐานแล้วได้อะไร ได้สัมมาทิฐิ ได้ความรู้ถูก ความเข้าใจถูก เกี่ยวกับอะไร เกี่ยวกับตัวเอง เราเรียนรู้เรื่องตัวเอง สิ่งที่เรียกว่าตัวเรา... 

ถ้าพูดอย่างหยาบๆ ที่สุด มีกายกับใจ ถ้าพูดให้เป็นวิชาการ เรียกว่ามีขันธ์ 5 ตัวรูปขันธ์ เป็นส่วนของร่างกาย ส่วนของนามธรรม มีความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ ความจำได้หมายรู้ ความปรุงดีปรุงชั่ว ความรับรู้หรือจิตที่ออกไปรับรู้อารมณ์ทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ...ฟังแล้วยุ่งยาก ..ยากสำหรับคนซึ่งไม่เคยเรียนภาคปริยัติเลย

เอาง่ายๆ เราจะเรียนรู้กาย เรียนรู้ใจของเราเองนี่แหละ ถ้ารู้แล้วจะได้อะไร ท่านบอกว่า... เพราะรู้เห็นตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย พอเบื่อหน่ายจึงคลายความยึดถือ พอคลายความยึดถือจึงหลุดพ้น... หลุดพ้นแล้วใจมันก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้วล่ะ ใจมันอิสระแล้ว เราจึงอาศัยการรู้เห็นตามความเป็นจริง จนกระทั่ง ใจมันรู้จริงๆ เลย

ทำยังไงเราจะสามารถรู้ความจริงของกายของใจได้ เครื่องมือที่เราจะพัฒนาขึ้นมา อยู่ๆ เราไม่รู้หรอก คนทั่วๆ ไปไม่รู้กายรู้ใจตัวเองหรอก มันหลงทั้งวัน เรารู้เรื่องคนอื่น รู้เรื่องสิ่งอื่นนะ ใครเขาทำอะไรอยู่ทั่วโลกเรารู้หมดเลย แต่ไม่รู้กายรู้ใจเราเอง... วิธีที่จะมารู้กายรู้ใจตัวเองได้ ต้องพัฒนาเครื่องมือของมันขึ้นมาก่อน 

เครื่องมือที่จะทำให้เรารู้รูปนามกายใจได้ มี 2 ตัวหลักๆ "สติ" ตัวหนึ่ง "สมาธิ" ตัวหนึ่ง ถ้ามีสติ สมาธิที่ถูกต้องแล้ว...ปัญญาจะเกิด จะเกิดความรู้ถูก ความเข้าใจถูก ถ้ารู้ถูกเข้าใจถูก จิตก็วาง จิตก็พ้นทุกข์ไป ...ถ้าจิตยังยึดถืออยู่ จิตก็ยังทุกข์อยู่

คำว่าสติ...คำว่าสมาธิ  ฟังแล้วเหมือนรู้เรื่อง ...อย่างเดินไม่ตกถนน ขับรถไม่ชนคน บอกว่ามีสติ...อ่านหนังสือแล้วจำได้บอกว่ามีสติ... นั่นมันสติอะไรก็ไม่รู้... 

สติที่เรียกว่าสติจริงๆ เป็นสภาวะธรรมอันหนึ่ง ทำหน้าที่คอยรู้ทัน... ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกายในใจนี้ สติที่รู้กายรู้ใจเป็นสติชั้นเลิศ... เรียกว่า "สติปัฏฐาน" (ท้ายกระทู้นี้มีรายละเอียดเจ้าค่ะ)

สติที่รู้กายรู้ใจไม่ใช่สติธรรมดา เป็นสติปัฏฐาน แล้วพัฒนาสติ ที่เป็นสติปัฎฐานขึ้นมาให้ได้ สติเป็นตัวรู้ทันว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกายในใจ 

ส่วนปัญญานั้น เป็นตัวเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจ เข้าใจว่า จริงๆ ไม่ใช่เราหรอก ตัวเราไม่มีหรอก

ก่อนจะเกิดปัญญาได้ ต้องอาศัยเครื่องมือ 2 ตัว ตัวหนึ่่ง คือ สติ ตัวที่ 2 คือ สมาธิ...สตินี่ทำยังไง สติมันเหมือนยาม มีคนแปลกปลอมเข้ามาในบ้าน...รู้ทัน หรือมีคนเดินผ่านหน้าบ้านเรา เราก็รู้ทัน เหมือนยาม ยามก็คอยเฝ้า คอยรู้ คอยดู ดูอะไร ดูความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงในร่างกาย ในจิตใจ

เช่นร่างกายหายใจออก รู้สึกตัว ร่างกายหายใจเข้ารู้สึกตัว ยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึกตัวได้ ไม่เจตนารู้สึก แต่รู้สึกได้ อันนี้ถึงจะเรียกว่ามีสติ

หรือมีความสุข์เกิดขึ้น มีความทุกข์เกิดขึ้นในร่างกาย ก็รู้สึกได้ อย่างนี้เขาเรียกว่ามีสติ มีความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆ เกิดขึ้นในจิตใจ...รู้ทัน จิตใจเรามีความสุขขึ้นมา เรารู้ทัน อันนี้มีสติ
เรียกว่ารู้ทันอาการปรากฎ ทางร่างกาย ทางจิตใจ หรือจิตใจเรา
(วันนี้ ลูกรู้ไม่ทันอะไรสักอย่างเลยเจ้าค่ะ... ได้แต่ร้องไห้แงๆ ทั้งวัน คิดวิธีปฏิบัติไม่ออกสักอย่างเดียว...กิเลสมันน็อคลูกจนหมดรูปเลยเจ้าค่ะ ต้องมาพิมพ์คำสอนหลวงพ่อยังงี้แหละ เผื่อมันจะจำใส่กะโหลกลูกบ้าง!)

มีความโลภเกิดขึ้น...รู้ทัน ความโลภหายไป...รู้ทัน 
ความโกรธเกิดขึ้น...รู้ทัน ความโกรธหายไป...รู้ทัน
ใจลอย...รู้ทัน รู้สึกตัวขึ้นมา...รู้ทัน
ฟุ้งซ่าน...ก็รู้ทัน หดหู่...ก็รู้ทัน

คอยรู้ทันอาการที่ปรากฎขึ้นในร่างกายในจิตใจ แต่อยู่ๆ มันไม่รู้หรอก  อย่างเราจะมาบอกว่าเราตั้งใจจะมีสติ มันไม่มีจริง

อย่างที่เห็นป้ายเขียนไว้ข้างถนนว่า ขับรถอย่าให้ขาดสติ พูดง่าย สติไม่เกิดหรอก สติเป็นอนัตตา อยู่ๆ เราไปสั่งให้สติเกิด สติไม่เกิดหรอก

เราต้องทำเหตุของสติ อะไรเป็นเหตุให้สติเกิด สติเป็นตัวรู้ทันนะ ว่าอะไรเกิดในกายในใจ อะไรเป็นเหตุให้สติเกิด สติเป็นตัวรู้ทันนะว่ามีอะไรเกิดในกายในใจ มันจะรู้ทันได้นะถ้ามันจำสภาวะได้แม่น

อย่างถ้าเราเคยฝึกหัดรู้สภาวะบ่อยๆ จิตจะจำสภาวะแม่น พอสภาวะเกิด สติจะเกิดอัตโนมัติ อยู่ๆ สั่งให้สติเกิดไม่เกิดหรอก แขวนป้ายไว้ข้างถนน..ให้มีสติๆ..มันไม่มีหรอก เราสั่งให้เกิดไม่ได้

ที่นี้ทำไงพวกเราจะเกิดสติตัวจริง สติปลอมๆก็มีเยอะแยะนะ เราต้องหัดตัวเอง ต้องซ้อมทุกวันๆ 

...หายใจออก...รู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว
 ไม่ใช่หายใจออกก็ใจลอย หายใจเข้าก็ใจลอย สติไม่เกิดหรอก
ยืนอยู่ก็รู้สึกตัว นั่งอยู่ก็รู้สึกตัว
อย่างตอนนี้นั่งอยู่รู้สึกไหม๊

ลองยิ้มซิ ลองยิ้ม..ยิ้มหวานๆ รู้สึกไหม๊ร่างกายมันยิ้ม
เราพยักหน้าซิ...ตัวที่คอยรู้ทันอย่างนี้...รู้ทันร่างกายมันยิ้ม รู้ทันร่างกายมันพยักหน้า ร่างกายหายใจออก ร่างกายหายใจเข้า

อย่างดูกายหายใจออก ร่างกายหายใจเข้า อย่าไปดูที่ลมหายใจ ไปดูที่ลมหายใจเป็นสมาธิเฉยๆ ให้เห็นร่างกายหายใจออก ให้เห็นร่างกายหายใจเข้า เหมือนเราเห็นร่างกายพยักหน้าอย่างนี้

เอ้า ยิ้มใหม่...เห็นไหม๊ร่างกายยิ้ม ...ขยับมือหน่อย(กำ-แบมือ) เห็นร่างกายขยับมือ รู้สึกนะไม่ได้เห็นด้วยตาหรอก แค่รู้สึกด้วยใจ รู้สึกถึงความมีของร่างกาย รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

เห็นร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึกๆๆ ร่างกายหยุดนิ่งก็รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวก็รู้สึก ร่างกายยืน ร่างกายนั่ง ร่างกายนอน ร่างกายบิดขี้เกียจ คอยรู้สึกไป ร่างกายหายใจออก ร่างกายหายใจเข้า คอยรู้สึกไป

หัดรู้สึกอยู่ในร่างกายเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่เพ่งให้จิตนิ่ง





สติปัฏฐาน 4 เป็นหลักธรรมที่อยู่ในมหาสติปัฏฐานสูตร[1] เป็นข้อปฏิบัติเพื่อรู้แจ้ง คือเข้าใจตามเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงโดยไม่ถูกกิเลสครอบงำ สติปัฏฐานมี 4 ระดับ คือ กาย เวทนา จิต และ ธรรม
คำว่าสติปัฏฐานนั้นมาจาก (สร ธาตุ + ติ ปัจจัย + ป อุปสัคค์ + ฐา ธาตุ) แปลว่า สติที่ตั้งมั่น, การหมั่นระลึก, การมีสัมมาสติระลึกรู้นั้นพ้นจากการคิดโดยตั้งใจ แต่เกิดจากจิตจำสภาวะได้ แล้วระลึกรู้โดยอัตโนมัติ โดยคำว่า สติ หมายถึงความระลึกรู้ เป็นเจตสิกประ​เภทหนึ่ง​ ส่วนปัฏฐาน ​แปล​ได้​หลายอย่าง​ ​แต่​ใน​ ​มหาสติปัฏฐานสูตร​ ​และ​ ​สติปัฏฐานสูตร​ ​หมาย​ถึง​ ​ความตั้งมั่น, ความแน่วแน่, ความมุ่งมั่น

โดยรวมคือ เข้าไปรู้เห็นในสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ตามมุมมองของไตรลักษณ์หรือสามัญลักษณะ โดยไม่มีความยึดติดด้วยอำนาจกิเลสทั้งปวง ได้แก่





  1. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้กายเป็นฐาน ซึ่งกายในที่นี่หมายถึงประชุม หรือรวม นั่นคือธาตุ 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟมาประชุมรวมกันเป็นร่างกาย ไม่มองกายด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขา แต่มองแยกเป็น รูปธรรมหนึ่งๆ เห็นความเกิดดับ กายล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
  2. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้เวทนาเป็นฐาน ไม่มองเวทนาด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขาคือไม่มองว่าเรากำลังทุกข์ หรือเรากำลังสุข หรือเราเฉยๆ แต่มองแยกเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง เห็นความเกิดดับ เวทนาล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
  3. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้จิตเป็นฐาน เป็นการนำจิตมาระลึกรู้เจตสิกหรือรู้จิตก็ได้ ไม่มองจิตด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขา คือไม่มองว่าเรากำลังคิด เรากำลังโกรธ หรือเรากำลังเหม่อลอย แต่มองแยกเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง เห็นความเกิดดับ จิตล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
  4. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้สภาวะธรรมเป็นฐาน ทั้งรูปธรรมและนามธรรมล้วนมีความเกิดดับ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา   จาก วิกิพีเดีย   http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99_4

หลวงพ่อปราโมทย์ แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 8 เม.ย. 2558 https://www.youtube.com/watch?v=IxurxKBIhk4&spfreload=10

ฝึกดูกายฝึกดูใจฝึกดูลม
https://www.youtube.com/watch?v=MzS03bn3s6g

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น