วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

อารัมมณูปนิชฌาน... ลักขณูปนิชฌาน...เตรียมจิตให้พร้อมก่อนเจริญปัญญา



ฌาน 2 (การเพ่ง, การเพ่งพินิจด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่ - meditation; scrutiny; examination)

       1. อารัมมณูปนิชฌาน (การเพ่งอารมณ์ ได้แก่ สมาบัติ 8 คือ รูปฌาน 4 และ อรูปฌาน 4 - object-scrutinizing Jhana)


       2. ลักขณูปนิชฌาน (การเพ่งลักษณะ ได้แก่ วิปัสสนา มรรค และผล - characteristic-examining Jhana)

       วิปัสสนา ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะพินิจสังขารโดยไตรลักษณ์


       มรรค ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะยังกิจแห่งวิปัสสนานั้นให้สำเร็จ


       ผล ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเพ่งนิพพานอันมีลักษณะเป็นสุญญตะ อนิมิตตะ และอัปปณิหิตะ อย่างหนึ่ง และเพราะเห็นลักษณะอันเป็นสัจจภาวะของนิพพาน อย่างหนึ่ง
       

ฌานที่แบ่งเป็น 2 อย่างนี้ มีมาในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา.

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

***************************


เตรียมจิตให้พร้อมก่อนเจริญปัญญา
https://www.youtube.com/watch?v=y3XaCokbjMI


วิธีดับทุกข์ทางใจด้วยการเจริญวิปัสสนาปัญญา


วิธีดับทุกข์ทางใจด้วยการเจริญวิปัสสนาปัญญา









วิธีดับทุกข์ทางใจด้วยการเจริญวิปัสสนาปัญญา
https://www.youtube.com/watch?v=wzW1vxBSsjE

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

วิธีฝึกสติ..ให้ได้ศีล สมาธิ ปัญญา


วิธีฝึกสติ..ให้ได้ศีล สมาธิ ปัญญา

...พวกเราต้องฝึกนะ ของดีของวิเศษไม่มีการร้องขอที่ไหนเลย เราต้องทำเอาเอง...

.. ถ้าดูจิตได้ ให้ดูจิตไปเลย ถ้าดูจิตไม่ได้ ให้มาดูกายก่อน เพราะอะไร กุศลเกิดที่จิต อกุศลเกิดที่จิต มรรคผลก็เกิดที่จิต งั้นถ้าดูจิตมันจะได้ครบเลยนะ สติก็ได้


วิธีดูจิตให้มีสติ... ให้ทำกัมมัฎฐานเสียอย่างหนึ่ง เช่น หายใจไป พุทโธ ไป อะไรก็ได้... จิตเคลื่อนเรารู้ ...จิตเคลื่อนเรารู้  


ต่อไป พอจิตมันเคลื่อน จิตมันจำสภาวะการเคลื่อนได้ ...พอจิตเคลื่อนปุ๊บ สติมันจะเกิด จะรู้ทันว่าเคลื่อนแล้ว ...แล้วก็พอสติรู้ทันว่าจิตเคลื่อน สมาธิจะเกิดขึ้นอัตโนมัติเลยนะ จิตจะตั้งมั่น คือจิตไม่เคลื่อนเลย  โดยที่ไม่เจตนา ..มันตั้งมั่นขึ้นมาเองเลย 


แม้แต่เราเห็นจิตขยับกุ็กกิ๊กๆ อย่าดูถูกนะ... บางคน หลวงพ่อสอนใหม่ๆ บางคนไม่เข้าใจดูจิต ว่าดูทำไม ดูจิตนี่... ขั้นแรกมันต้องดูกายสิ... อย่างนี้ภาวนาไม่รู้เรื่องหรอก หลวงพ่อเรียนกับครูบาอาจารย์หลายคนไม่เคยว่าหลวงพ่อเลย ... 


อย่างหลวงตา มหาบัว ชอบสอนพุทโธพิจารณากาย หลวงปู่เหรียญก็เหมือนกัน.. สอน พุทโธ พิจารณากาย


หลังๆ สอนดูจิตทุกองค์เลย หลวงปู่เทสก์ ก็สอนดูจิต ...หลวงตามหาบัวแก้กัมมัฏฐานดูจิตให้หลวงพ่อด้วยซ้ำไป...งั้นถ้าดูจิตได้ก็ดูจิตไป...


ถ้าดูจิตได้ให้ดูจิต ถ้าดูจิตไม่ได้ให้ดูกาย...ดุจิตไม่ได้ ดูกายไม่ได้ ทำสมถะ ...ดูกายเพื่อให้เห็นจิต ดูจิตเพื่อให้เห็นธรรม...เพราะฉะนั้นให้เห้นธรรมจริงๆ เห็นที่จิตนี่เอง


เพราะฉะนั้น ให้ทำกัมมัฏฐานเสียอย่างหนึ่ง ถ้าจิตหลงไปไหลไป จิตขยับเขยื้อนอะไร คอยรู้สึกไป ไม่ห้าม ไหลก็ได้ ขยับก็ได้ ต่อไปพอจิตเคลื่อนปุ๊บ จะรู้สึก...เคลื่อนปุ๊บ รู้สึก


แต่ถ้าดูจิตเคลื่อนไม่เป็นนะ จิตที่เคลื่อนนี้เป็นโมหะ เป็นจิตที่ดูยากที่สุด จิตตระกูลโมหะดุยากที่สุดนะ อย่างร่างกายนี้ อานาปานะสติ ลมหายใจละเอียดที่สุด ดูยากกว่าอย่างอื่น


ถ้าตัวที่ดูง่ายของร่างกายนี้ก็คือ การเคลื่อนไหว... ดูง่าย ถ้าลมหายใจก็ดูยาก 


ถ้าดูจิต จิตที่มีโมหะ (จิตหลง) นี่ ดูยากที่สุด คือจิตที่ฟุ้ง จิตที่เคลื่อน ดูยากที่สุด ถ้าตรงนี้ไม่เห็นไม่ต้องตกใจ 


จิตที่ดูยากอันดับ 2 รองลงมาคือ จิตที่มีราคะ (...จิตโลภ) ดูยากที่สอง


ส่วนจิตที่ดูง่ายที่สุด คือ จิตโกรธ  (จิตที่มีโทสะ) จิตโกรธ เป็นจิตที่หยาบที่สุด


ระหว่างจิตโลภกับจิตโกรธ อันไหนหยาบกว่ากัน นึกออกไหม๊  เวลาจิตโลภ จะไปขโมยของๆเขา ย่องๆ นะ เวลาโกรธ ก็ทะลึ่งตึงตังไล่เตะไล่ตบเลยใช่ไหม๊ มันหยาบกว่ากัน


จิตมีโมหะ(หลง) ..นี่นะ มันเนียน เช่น นั่งอยู่เฉยๆ ใจลอย.. แหมมีความสุข ใจลอย เพลินไปนะ ใจลอยไม่รู้เนื้อรู้ตัว วันๆหนึ่ง ดูยาก 


เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำกัมมัฏฐานดูตัวเอง...อย่างหลวงพ่อทำกัมมัฏฐานทำอานาปนะสติ...เวลาเจริญปัญญา หลวงพ่อดูจิต...พวกเราไม่ต้องเหมือนหลวงพ่อ เราดูตัวเองว่าเราเหมาะกับกัมมัฏฐานอะไร ถนัดดูกายใช้หมวดไหน หรือจะเห็นชัด ก็เอาอันนั้น


ถ้าถนัดดูจิต ถ้าดูโทสะได้อย่างเดียว ก็ดูโทสะไป ถ้าราคะมันเด่นก็ดูราคะไป ถ้าราคะโทสะไม่แรง จิตขยับคลิ๊กๆ ก็เห็นได้นะ ก็ดูตัวนี้ไปเลย พวกเราส่วนใหญ่จะโทสะแรง...ยุคของเราจะเป็นยุคโทสะแรง เราหนีนรกมาเกิดกัน (หลวงพ่อยิ้ม..หัวเราะเชียว) ส่วนใหญ่ภูมิเดิมเรามันหงุดหงิด


สังเกตไหม เราช่วยกัน เรามาจากที่ต่ำนะ ใจเราเร่าร้อน เราก็มาสร้างบ้านเมืองให้เหมือนที่เราคุ้นเคย...เราไม่ได้ชินถือศีลฟังธรรมนะคนส่วนใหญ่น่ะ ไม่ได้มาจากข้างบนนะ มันเคยชินทำร้ายเบียดเบียนกัน ผิดศีล ผิดธรรมกันมา มันก็เป็นไปตามความเคยชิน ก็ช่วยกันสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา นี่หลวงพ่อไม่ได้พูดเองนะ เมื่อ 30 ปีก่อนครูบาอาจารย์ท่านเคยบอก...


ท่านบอกว่า...เอ้อเราดูไปนะ ตอนนี้สัตว์ในนรกนี่ มันจะขึ้นมาเกิดเยอะมากเลย ต่อไปบ้านเมืองมันจะร้อนนะ มันจะเบียดเบียนกัน นิพพานได้ก็ให้นิพพานไปเถอะ...ท่านพูดง่ายนะ เราเองก็คงมาจากนรกเหมือนกัน (ฮา) มันก็ยังไม่นิพพานเร็ว


นี่เราเป็นคนขี้โกรธ อย่าเสียใจ จงภูมิใจเสียเถิด ว่ามีบุญหนักหนานะ ได้กัมมัฏฐานง่าย เอ้อ เห็นไหม๊ รู้จักมองโลกในแง่ดีมีความสุข...ต่อไปก็หัดมองโลกตามความเป็นจริง...จะพ้นทุกข์


มองโลกแง่ดี...โทสะเยอะ โทสะนี้ดูง่าย โกรธปุ๊บรู้สึก โกรธปุ๊บรู้สึก ทีแรกก็ต้องโกรธแรงๆ ถึงจะรู้ โกรธแบบเลือดขึ้นหน้า แล้วถึงจะรู้ ต่อมาขัดใจเล็กๆ ก็จะเห็นแล้ว ขัดใจนิดนึงก็เห็นแล้ว ไม่แช่มชื่นใจ ความไม่แช่มชื่นใจสักนิดเดียวก็โทสะ นะ เป็นตระกูลโทสะแล้ว...


พวกเราสังเกตตัวเองลึกๆ มีความไม่แช่มชื่นใจอยู่บ้างไหม... ข้างนอกฟังเทศน์ฟังธรรมร่าเริง ลึกลงไปกังวลอยู่ มีความกังวล มีความเศร้าหมอง มีความเครียดซ่อนเร้นอยู่ ตัวจริงอยู่ที่นั่น ตัวปลอมโชว์ออกมา

พยายามดู ค่อยๆ สังเกต ลอกเปลือกออกมา เอาตัวจริงออกมาดูให้ได้ แต่ไม่ใช่ปล่อยให้มันขึ้นมาแล้วก็ออกมาอาละวาดนะ มันขึ้นมาแล้วคอยรู้เอา

อย่างแต่ละคนว่าตัวเองดี ตัวเองวิเศษ พอมาภาวนากับหลวงพ่อสักพักเดียวนะ บอกเลยว่า ตัวเองกิเลสเยอะจริงๆ เพราะเมื่อไรเราเริ่มมีสติปัญญานะ เข้าไปขุดคุ้ย เข้าไปรู้ทันจิตใจตัวเอง ถ้าเราไม่รู้นี่ เราก็นั่งทับสิ่งสกปรกอยู่ เราไม่รู้ เหมือนบางคน เก้าอี้มันเปื้อนอึอยู่... เราไม่รู้ เราไปนั่ง มันเหม็นขี้แมวที่ไหนว้า นั่งทับอยู่ มันไม่เห็นน่ะ...

เวลาภาวนาไม่เป็น กิเลสมันมีอยู่ แต่มันมองไม่เห็น ต้องหัดสติให้เป็นตัวรู้ทัน ว่ามีอะไรเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอาศัยฝึกไปเรื่อยๆ วันไหนขี้โกรธก็ดู ใจโกรธขึ้นมาก็รู้   ทีแรกต้องโกรธแรงๆถึงรู้   ต่อไปโกรธนิดหน่อยก็รู้ ต่อไปหงุดหงิดก็รู้

ใครขี้งอนบ้าง ขี้งอนก็ตระกูลโทสะนะ กังวลก็โทสะ ขี้เหนียว



 .


จิตเดี๋ยวก็ปรุงดี เดี๋ยวก็ปรุงชั่ว เดี๋ยวก็เห็น จิตที่ดีเกิดแล้วก็ดับ จิตที่ชั่วเกิดแล้วก็ดับ .....





ถอดความส่วนหนึ่งจาก>> หลวงพ่อปราโมทย์ แสดงธรรม ณ ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน) 17 พ.ค. 2558

https://www.youtube.com/watch?v=7CL-3adiIWw



"เราเป็นเพียง เศษธุลีของจักรวาล"


เรื่อง "เราเป็นเพียง เศษธุลีของจักรวาล"

(ธรรมะจากความทรงจำข้าพเจ้า)

จักรวาลนั้นกว้างใหญ่เป็นอเนกอนันต์ พวกเราเป็นเพียง "เศษธุลีของจักรวาล" แต่อัตตามานะทิฏฐิของพวกเราปุถุชนทั้งหลาย ดูเหมือนจะยิ่งใหญ่กว่าพระอาทิตย์เป็นร้อยๆดวงรวมกัน เพราะกิเลสฝ่ายต่ำ ตัวที่อวดอำนาจศักดานุภาพ เป็นธรรมฝ่ายอกุศล จึงควรละ ควรปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในตัวกูของกู จิตใจจึงจะสามารถหาที่ปลงที่วางลงได้ ความสุขย่อมปรากฏ ความทุกข์ย่อมเจือจาง



Source:  Opas Westly on FB

***************************

อนตฺถชนโน โกโธ
=ความโกรธ ย่อมสร้างแต่ความพินาศ





ปฏิบัติเพื่อให้เห็นทุกอย่างเป็นของชั่วคราว


...ตามองเห็น ใจเราเป็นไงรู้ทัน...หูได้ยินเสียง ใจเป็นยังไงรู้ทัน...ใจไปคิด ใจเราเป็นยังไง ก็รู้ทัน 

หรือถ้าดูจิตดูใจวันไหนดูจิตใจไม่ออก ก็ดูร่างกายไป เห็นร่างกายยิ้ม ร่างกายขยับมือ เห็นร่างกายพยักหน้า ดูเหมือนเห็นคนอื่นไป 

ดูร่างกายเหมือนเห็นคนอื่น ดูจิตใจก็เห็นแค่ว่า...ทุกอย่างมาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป ...ไม่ได้มุ่งจะไปเอาดี เอาสุข เอาสงบอะไรหรอก

ดูไปให้เห็นว่าทุกอย่างมันชั่วคราว...เริ่มเห็นไหม๊ว่าทุกอย่างชั่วคราว... (เริ่มเห็น...) เอาตัวนั้นเป็นทางเอาตัวรอด... 

ต่อไปจิตมันยอมรับความจริงว่า... ทุกอย่างในชีวิตเราเป็นของชั่วคราว ...พอจิตมันยอมรับตรงนี้ได้ ...ต่อไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตเรา เราจะไม่หวั่นไหว...

...อย่างความสุขมันหายไป ...หรือเราอยู่กับคนนี้เรารักคนนี้หายไป ...ใจเราไม่หวั่นไหวมาก เพราะใจมันยอมรับความจริงได้ ...ทุกอย่างมันของชั่วคราว 

ใจของคนทั้งหลายที่มีความทุกข์มาก...นี่ เพราะยอมรับความจริงไม่ได้ สิ่งที่กำลังปรากฎต่อหน้าต่อตานี่ถ้าเรายอมรับไม่ได้เมื่อไหร่ เราจะทุกข์เยอะเลย 

แต่ถ้าเราเห็นปัญญามันเกิด .....เห็นทุกอย่างที่เกิดต่อหน้าต่อตาเราก็เป็นของชั่วคราว ใจจะไม่หวั่นไหว ไม่หวั่นไหวต่อสุข ต่อทุกข์ ต่อดี ต่อชั่ว...

เราฝึกจนกระทั่งใจเราเข้มแข็งมากขึ้นๆ นะ ไปฝึกเอา...ดี


ถอดความจาก>>ปฏิบัติเพื่อให้เห็นทุกอย่างเป็นของชั่วคราว
https://www.youtube.com/watch?v=H1xsbWmVNxA

สอนดูลมหายใจให้ถึงฐานของจิต


ขนฺติ หิตสุขาวหา= ความอดทน นำมาซึ่งประโยชน์สุข


-TriPiDok-


************************


...เห็นร่างกายหายใจ อย่าไปดูที่ลมนะ รู้สึกตัวสบายๆ กว้างๆ อย่าบีบ อย่าน้อมเข้าไปข้างใน รู้สึกตัวสบายๆ ...ดูทั้งตัวมันหายใจ แล้วก็รู้ทันจิตไป จิตหนีไปคิด...ให้รู้ทัน จิตไหลไปอยู่ที่ลม...ให้รู้ทัน แล้วเราจะได้สมาธิที่แท้จริง 

(ไม่ใช่ไปดูลมหายใจใช่ไหมครับ)

ไม่ได้บอกไปดูลมหายใจนะ ดูลมหายใจเป็นกสิณ อานาปะนะสติ บอก... ภิกษุทั้งหลาย ให้เธอคู้บังลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า หายใจออกยาว รู้ว่าหายใจออกยาว ...ไม่ได้บอกดูลมหายใจนะ... 

หายใจออกยาว ให้รู้ว่าหายใจออกยาว... ใครหายใจออกยาว ร่างกายนี้หายใจออกยาว ...ใครเป็นคนรู้ ใจเป็นคนรู้ กายกับใจแยกออกจากกัน

หายใจเข้ายาว รู้ว่าหายใจเข้ายาว ใครเป็นคนหายใจเข้ายาว ร่างกายหายใจเข้ายาว... รู้มันทั้งตัวนี่แหละ อย่าไปจ้องใส่ลมนะ ถ้าจ้องใส่ลม ใจมันก็ม้วนเข้าไปข้างใน 

(ถ้างั้นฐานของจิตก็ไม่จำเป็นใช่ไหมครับ)


... อย่าไปจ้องใส่ เป็นสมมถะอย่างเดียวเลย เป็นสมาธิที่ไม่ขึ้นปัญญาหรอก ... ต่อไปมันเข้าฐานนะ ฐานนี้ไม่ใช่ว่าอยู่ที่ลม ฐานนี้ไม่ได้อยู่ที่ไหนเลย อยู่ที่ตัวของมันเอง... จิตอยู่กะจิต ...ไม่ใช่จิตไปอยู่ที่ท้อง จิตไปอยู่ที่มือ จิตไปอยู่ที่เท้า อันนั้นคือคุกขังจิต

ที่หลวงพ่อบอกว่าจิตไม่ถึงฐานน่ะ ไม่ได้แปลว่าจิตไม่ได้อยู่ที่ลม ไม่ได้เหมือนกันนะ จิตไม่ถึงฐานคือจิตที่เคลื่อนไป เราไปรู้ลมหายใจ จิตเคลื่อนไปอยู่ที่ลมหายใจ จิตไม่ถึงฐาน แต่ว่ามันเป้นฐานลมนะ อันนั้นไม่ใช่ฐานจิต คล้ายๆเอาลมเป็นที่มาบังคับจิตให้นิ่ง ได้สมถะ...



สอนดูลมหายใจให้ถึงฐานของจิต

https://www.youtube.com/watch?v=eMZk8XB93GE


วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

รู้สึกตัวเพื่ออะไร




วางมันลงเสีย...


ในเมื่อสาเหตุที่แท้จริงของความทุกข์...


อยู่ที่การแบกหินก้อนหนัก


ไม่ว่าจะเติมแต่งหินให้สวยงามอย่างไร 


มันก็ยังหนักอึ้งอยู่นั่นเอง





*********************

รู้สึกตัวเพื่ออะไร

Q: เมื่อรู้สึกตัวแล้ว เดี๋ยวก็เผลอ เดี๋ยวก็เพ่ง จะมีบางช่วงหายไปเลย...

A: เห็นไหม๊ว่า มันมีความไม่พอใจเกิดขึ้น ให้รู้ทันว่าจิตมันจะไม่พอใจ... 

รู้ไปเรื่อยๆ ...อะไรเกิดขึ้นในจิตในใจ...รู้ไปเรื่อยๆ 

จะให้รู้สึกตัว ไม่ใช่รู้สึกตัวตลอดเวลา คนทั่วโลก ไม่มีคนรู้สึกตัว มีแต่คนหลง พอลงมือปฏิบัติจะมีคน 2 จำพวก ไม่หลงไปเลยก็นั่งเพ่งเอาไว้

การที่เรามารู้สึกตัวนี่นะ เพื่อตัดตอนชีวิตเราให้ขาดเป็นช่วงๆ ชีวิตเราตั้งแต่เกิดมา ตั้งแต่เด็กมา จนโตมาป่านนี้ เราหลงมาตลอด เราก็เลยรู้สึกว่าชีวิตนี้มีอันเดียว มีตัวเราอยู่จริงๆ เพราะว่าถาวรอยู่

แต่ทันทีที่สติเกิด จิตตั้งมั่น เราจะตัดออกไป เราจะเห็นว่าชีวิตที่หลงนั้น จบไปแล้ว   ขณะนี้รู้สึกตัว เดี๋ยวก็หลงใหม่ เดี๋ยวก็รู้สึก เดี๋ยวก็หลงใหม่เดี๋ยวก็รู้สึก...เป็นอย่างนี้ไหม๊...(ใช่ครับ)

นั่นแหละ ดีที่สุด ต้องการให้เห็นตรงนี้ ไม่ใช่ต้องการให้รู้สึกตัวตลอดเวลา เราไม่ได้เอาความรู้สึกตัวที่เที่ยง เราเอารู้สึกตัวเฉพาะที่จะตัดความหลงขาดเป็นช่วงๆ แล้วสุดท้ายปัญญาจะเกิด

จะเห็นว่า จิตที่หลงนะก็ไม่เที่ยง จิตที่รู้สึกตัวก็ไม่เที่ยง งั้นต่อไป อะไรๆในโลกนี้ก็ไม่เที่ยงหมดเลย เพื่อจะมาเห็นไตรลักษณ์

(ก็คือที่เห็นแว๊บๆ แว๊บๆ) ...ถูก...

(แล้วจะมีบางช่วงมันหายไปเลย)

...แล้วหลงไปเลย ฉะนั้น เราต้องมีเครื่องอยู่ ให้จิตอยู่ จะได้ไม่หลงยาว ปกติจิตจะหลงตลอดเวลา...หลวงปู่ดูลย์ท่านสอนว่า ...อนึ่ง ธรรมชาติของจิตย่อมส่งออกนอก...ส่งออกนอกคือหลงออกไป มันหลงออกไปตลอดเวลา

เรามีหน้าที่คือ หลงแล้วรู้ไวไว งั้นเราหัดให้จิตมันมีบ้านอยู่ไว้...พุทโธ พุทโธ...ไปก็ได้ ...หายใจไปก็ได้ ...แล้วพอมันหลงไปเราก็รู้ จะได้ไม่หลงยาว...

แต่ไม่ใช่พุทโธ...หรือหายใจไปเพื่อจะห้ามหลงนะ...หลงได้ หลงแล้วรู้ให้ไว จะยิ่งเห็นบ่อย ยิ่งเห็นไตรลักษณ์เร็วขึ้นอีก...เดี๋ยงหลง เดี๋ยวรู้...เดี๋ยวหลง เดี๋ยวรู้...เดี๋ยวหลง เดี๋ยวรู้...

สุดท้ายปัญญามันเกิด ถ้าหลงก็ไม่เที่ยง รู้ก็ไม่เที่ยง หลงก็บังคับไม่ได้ รู้ก็บังคับไม่ได้ เห็นไหม๊บังคับไม่ได้ (ใช่ครับ) นั่นแหละเห็นไตรลักษณ์แหละ

(ที่หลวงพ่อบอกว่า พุทโธแล้วห้ามหลง ที่จริงแล้วพุทโธก็เพื่อห้ามหลง...สุดท้ายก็หลงไปเอง)

ไม่...พุทโธไม่ได้เพื่อห้ามหลง พุทโธเพื่อจะรู้ว่าหลงไปแล้ว ไม่เหมือนกันนะ พุทโธเพื่อห้ามหลงจะตึงเครียด เพราะอะไรก็ห้ามไม่ได้ จิตจะหลงห้ามไม่ได้ จิตเป็นอนัตตา 

เราภาวนาแทบเป็นแทบตาย เพื่อจะให้เห็นความจริงของจิต...ไม่ใช่ภาวนาเพื่อจะเอาชนะอะไรเลย ...จะเห็น จิตที่รู้สั่งให้เกิดก็ไม่ได้ เกิดแล้ว...รักษาไว้ไม่ได้

จิตที่หลงห้ามไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ ...เกิดแล้วจะให้จบเร็วๆ ก็ไม่ได้ สั่งไม่ได้ ดูให้เห็นไตรลักษณ์ที่มีตัวรู้  เพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ ไม่ใช่มีตัวรู้เพื่อจะมีตัวรู้นิรันดรนะ

(ขอวิหารธรรมได้ไหม๊ครับ)

ดูจิต...เราเป็นคนช่างคิด ...ดูจิตหมายความว่า มันคิดเรื่องนี้มีความสุข รู้ทัน...มันคิดเรื่องนี้ เป็นความทุกข์ รู้ทัน...คิดเรื่องนี้ โลภ โกรธ หลงขึ้นมา รู้ทัน...รู้ทันจิตไป

คำว่า ดูจิต ดูจิต ไม่ใช่ไปนั่งดูนะ...ให้ความรู้สึกมันเกิดแล้วก็ค่อยรู้เอา บางคนเข้าใจผิด ดูจิต ก็ไปนั่งเฝ้าไว้ ยังงั้นจะไม่มีอะไรให้ดูเลย จะว่างไปหมดเลย.... 

ถอดความจาก...https://www.youtube.com/watch?v=KIc8cLV5CCI

วิธีทำความสงบในการภาวนา





วิธีทำความสงบในการภาวนา
https://www.youtube.com/watch?v=0FLiyVnsQec

ขนฺติ ธีรสฺสลงฺกาโร= ความอดทน เป็นเครื่องประดับ ของนักปราชญ์


ขนฺติ ธีรสฺสลงฺกาโร= ความอดทน เป็นเครื่องประดับ ของนักปราชญ์

-TriPiDok-

ภาวนาเพื่ออะไร


จิตใจของเรานี้ไม่เที่ยง...จิตใจของเราบังคับไม่ได้  
ไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของเรา...ทำงานได้เอง 
โกรธก็โกรธเอง โลภก็โลภได้เอง หลงก็หลงได้เอง 
สุขก็สุขเอง ทุกข์ก็ทุกข์ได้เอง 
จะสั่งให้สุขก็ไม่เชื่อ สั่งไม่ได้ ความสุขเกิดแล้วรักษาไว้ก็ไม่ได้ 

ห้ามทุกข์มันก็จะทุกข์ ทุกข์แล้วไล่มันหายเร็วๆ มันก็ไม่หาย 
ว่าตั้งใจจะไม่โกรธ ประเดี๋ยวเดียวก็โกรธแล้ว 
ตั้งใจว่าอย่าไปคิดถึงคนๆนี้เลย คิดแล้วเศร้าใจ มันก็จะคิด
อันไหนยิ่งห้ามยิ่งชอบเลย
จิตนี้บังคับมันไม่ได้จริงหรอก

นี่เรามาเรียนรู้นะ เรามาดูของจริง 
เราจะเห็นว่าจิตมันเป็นของที่บังคับมันไม่ได้จริงหรอก
สั่งให้สุขมันก็ไม่เชื่อ สั่งให้สงบมันก็ไม่ฟัง
สั่งให้ดี มันก็ชอบชั่ว หมุนไปเรื่อยๆ

แต่ว่าไม่ว่ามันจะสุข หรือมันจะสงบ หรือจะดีหรือจะชั่ว...มันก็ไม่เที่ยง มันก็บังคับไม่ได้ เหมือน ๆ กัน

เราภาวนานี่ เราไม่ได้ภาวนาเอาความสุข ไม่ได้ภาวนาเอาความสงบ เราไม่ได้ภาวนาเอาความดี เพราะความสุขก็ไม่เที่ยง ความสงบก็ไม่เที่ยง ความดีก็ไม่เที่ยง

เราภาวนาให้เห็นว่า...สิ่งทั้งหลายมันไม่เที่ยง 
...สิ่งทั้งหลายมันบังคับไม่ได้ 
เราต้องการให้มีปัญญาเห็นความจริงตรงนี้ 

ถ้าใจของเรามีปัญญาเห็นความจริงตรงนี้แล้ว
 ว่าทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นในจิตในใจของเรานี้ มีแต่ของไม่เที่ยง 
ทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นในจิตในใจของเรา มีแต่ของที่บังคับไม่ได้ 

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ มันก็ไม่เที่ยง 
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ที่จิตใจไปรู้ไปเห็นเข้า ก็บังคับไม่ได้ เหมือนๆ กันหมดเลย

ถ้าใจรู้ความจริงตรงนี้นะ ใจยอมรับได้  ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในชีวิตเรานี้ เราจะไม่ทุกข์หรอก 
ความทุกข์จะมาสู่จิตสู่ใจเราไม่ได้ 

ความทุกข์มันมาสู่ใจเราเพราะว่า เรายอมรับปรากฎการณ์ที่กำลังเป็นอยู่นี้ไม่ได้


วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

สรุปย่อ..วิธีการฝึกสติเพื่อการเจริญปัญญา


สรุปย่อ..วิธีการฝึกสติเพื่อการเจริญปัญญา

ภาวนา ให้เริ่มเสียตั้งแต่ตอนนี้...

อย่าใจลอย คอยรู้สึกตัวเอง...
ในขณะเดียวกันไม่ได้บังคับตัวเอง...คอยรู้สึกนะ 
ไม่ใช่บังคับกาย บังคับใจ ทรมาณ 
พยายามรู้สึกตัวเรื่อยๆ 
จะยืน เดิน นั่ง นอน..คอยรู้สึก

จิตใจเป็นสุข จิตใจเป็นทุกข์...คอยรู้สึก
จิตใจเฉยๆ...คอยรู้สึก
จิตโลภ จิตโกรธ จิตหลง จิตฟุ้งซ่าน จิตหดหู่ จิตสงสัย...คอยรู้สึก...จิตใจเป็นไง...คอยรู้สึก

รู้สึกอยู่ในกาย รู้สึกอยู่ในใจ...วันหนึ่งปัญญามันเกิด มันจะเห็น กายนี้ ใจนี้ ไม่ใช่เรา...

ได้ธรรมะละ ได้เป็นพระโสดาบัน ได้เป็นพระโสดาบัน คือ เที่ยงแล้ว เป็นคนที่มั่นคงแล้วในพระศาสนา พระโสดาบันในทางศาสนาพุทธเรียกว่า...

 พระเศกบุคคล เศกบุคคลคือได้เป็นนักศึกษา ถ้ายังไม่ได้เป็นโสดาบันนี้ ถือว่ายังเอนทรานส์ไม่ได้... ยังไม่ใช่นักศึกษา...

มีความสุขเข้า... ภาวนา...

ถอดความจาก...https://www.youtube.com/watch?v=-TOcSuydj44

วิธีการฝึกสติเพื่อการเจริญปัญญา


เพียรภาวนา


วันวาน...ผ่านมา...แล้วก็ผ่านไป
พรุ่งนี้...จะมา...ถึงไหม
เพียรภาวนาไว้...วันนี้ก็พอ




วิธีการฝึกสติเพื่อการเจริญปัญญา

https://www.youtube.com/watch?v=-TOcSuydj44

วันอังคารที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

วิธีฝึกดูกาย.. ฝึกดูใจ ฝึกดูลม


ต้องขอโทษทุกท่านที่ติดตามเข้ามาดูกระทู้ต่างๆ ในบล็อกนี้ เนื่องจากบทความธรรมะส่วนใหญ่อิฉันถอดความจากคลิปในยูทูปเจ้าค่ะ... อิฉันต้องฟังเองและพิมพ์ตามทีละประโยคตามที่ฟังในคลิป  ก็เลยช้าบ้าง พิมพ์ค้างไว้บ้าง... พิมพ์ผิดบ้างถูกบ้าง เลยต้องฟังซ้ำหลายๆครั้ง และค่อยๆแก้ไขให้ถูกต้องตามที่หลวงพ่อท่านเทศนา...

 แต่ถ้าท่านเข้ามาดูบ่อยๆ เดี๋ยวอิฉันก็พิมพ์จนเสร็จเองแหละเจ้าค่ะ เพราะอิฉันตั้งใจมากที่จะเขียนคำสอนเหล่านี้ ไว้สอนใจตัวเองและปฏิบัติให้พบกับทางพ้นทุกข์... ถ้าเพื่อนๆ เข้ามาแจม ด้วย ก็โอเคค่ะ ห้ามตินะคะ ชมได้ค่ะ อิฉันบ้ายอค่ะ อิอิ ล้อเล่ง!!!

ตอนนี้อิฉันมีทุกข์มากเจ้าค่ะ ...แต่พอได้ฟังคลิปต่างๆ ของหลวงพ่อก็คิดว่า.. หากปฏิบัติตามที่ท่านเมตตานำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาสั่งสอนคนบาปหนาอย่างเรา ... ก็หวังว่าสักวันหนึ่ง อิฉันจะคลายทุกข์ไปได้ จะน้อยจะมาก ก็จะปฏิบัติภาวนาตามคำสอนของท่านเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่เจ้าค่ะ..... 

------------------------------

พระพุทธศาสนานั้น... เป็นศาสตร์แห่งความพ้นทุกข์โดยตรง ถ้าเราเข้าใจศาสตร์อันนี้ เราจะมีชีวิตที่ทุกข์น้อยลงๆ จนจุดหนึ่งไม่ทุกข์ คนส่วนใหญ่ก็ไม่เคยเรียนคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ  ไม่รู้วิธีปฏิบัติที่จะยกระดับจิตใจให้พ้นทุกข์

 ส่วนใหญ่ก็จะรู้จักแต่ประเพณี รู้จักศาสนาพุทธ ก็เป็นพุทธแต่ชื่อหรอก ไม่รู้ว่าพุทธจริงๆ เป็นยังไง พอไม่รู้จักก็ไม่เห็นคุณค่า ไม่เห็นคุณค่าก็รักษาไม่เป็น 

พวกเรารุ่นหลังๆ เข้าวัดไปก็เพราะงานศพเท่านั้น ทำบุญใส่บาตรตอนวันเกิดเท่านี้เราก็เป็นชาวพุทธแล้ว พูดง่ายเกินไป พวกนี้พุทรา พุดซ้อน ถ้าเราไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร น่าเสียดายมากเลย 

ศาสตร์แห่งความพ้นทุกข์นี่ ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะเอามาค้นคว้าได้ง่ายๆ กว่าพระพุทธเจ้าจะค้นคว้ามาได้ยากเย็นแสนเข็ญ เพราะท่านค้นคว้ามาได้ ท่านเอามาประกาศต่อ การจะรักษาสืบทอดธรรมะแท้ๆ เอาไว้ ก็ยากเย็นแสนเข็ญอีก 

ธรรมะของท่านมันฝืนกับโลก คนในโลกต้องการบริโภคเยอะๆ  ต้องการอยากมี อยากเป็น อยากได้เอามากๆ พระพุทธเจ้ากลับสอนให้รู้จักลดจักละ ฟังแล้วมันฝืนกิเลส คนในโลกอ่อนแอ คิดแต่จะพึ่งคนอื่น คิดจะพึ่งสิ่งอื่น พึ่งผีสางเทวดา พึ่งโชคลาง ชาวพุทธต้องพึ่งตัวเอง ยากเย็นแสนเข็ญเพราะมันฝืนความรู้สึก 

ให้เราตั้งอกตั้งใจเรียน ค่อยๆ ศึกษาไป สิ่งที่เรียกว่าพระพุทธศาสนานี่ โดยเนื้อแท้ของพระพุทธศาสนา ถ้าคนเขาถามเราว่า พระพุทธศาสนาคืออะไร ต้องตอบเขาให้ได้...ตัวสัมมาทิษฐินั่นแหละ คือตัวพระพุทธศาสนา ที่เราปฏิบัติธรรมแทบเป็นแทบตาย...เพื่อให้เกิดสัมมาทิษฐิ เพราะเรามีความรู้ถูก ความเข้าใจถูก มีความเห็นถูกแล้ว การคิดการกระทำก็ถูกไปหมด ถ้ามีความเห็นถูก ใจมันจะออกจากทุกข์ได้ ถ้าเรายังเห็นไม่ถูก ออกจากทุกข์ไม่ได้หรอก

ศาสตร์ที่จะทำให้เราเห็นถูก มีสัมมาทิษฐิ รู้ความจริงของชีวิตตัวเอง เขาเรียกว่า วิปัสสนากัมมัฏฐาน...

 วิปัสสนากัมมัฏฐานถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าจะไม่มีการสอนหรอก เป็นศาตร์เฉพาะของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าค้นพบสิ่งนี้แหละ 

ลำพังการทำทาน การถือศีล การนั่งสมาธิ มันมีมาก่อนพระพุทธเจ้า ไม่มีพระพุทธเจ้า สิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่ คนทั่วๆ ไปที่ไปใส่บาตรว่าเป็นชาวพุทธ อันนี้ก็คือทำทาน ถึงเทศกาลทีก็ถือศีลที งานต่างๆ รับศีลแล้ว ก็ถือว่าเป็นชาวพุทธแล้ว 

แค่ศีล ศาสนาอื่นเขาก็มี ไม่ต้องพระพุทธเจ้าตรัสรู้หรอก แค่คิดว่าต้องลงมือปฏิบัติธรรม หรือปฏิบัติธรรมที เลยคิดถึงการนั่งสมาธิ การนั่งสมาธินี้เป้นชาวพุทธแท้แล้ว ยังไม่เป็นหรอก สมาธิมีมาก่อนพระพุทธเจ้า

สิ่งที่ทำให้ศาสนาพุทธแตกต่างจากศาสนาอื่นโดยสิ้นเชิง ก็คือ... การเจริญปัญญา หรือวิปัสสนากัมมัฏฐาน กัมมัฏฐานแล้วได้อะไร ได้สัมมาทิฐิ ได้ความรู้ถูก ความเข้าใจถูก เกี่ยวกับอะไร เกี่ยวกับตัวเอง เราเรียนรู้เรื่องตัวเอง สิ่งที่เรียกว่าตัวเรา... 

ถ้าพูดอย่างหยาบๆ ที่สุด มีกายกับใจ ถ้าพูดให้เป็นวิชาการ เรียกว่ามีขันธ์ 5 ตัวรูปขันธ์ เป็นส่วนของร่างกาย ส่วนของนามธรรม มีความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ ความจำได้หมายรู้ ความปรุงดีปรุงชั่ว ความรับรู้หรือจิตที่ออกไปรับรู้อารมณ์ทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ ...ฟังแล้วยุ่งยาก ..ยากสำหรับคนซึ่งไม่เคยเรียนภาคปริยัติเลย

เอาง่ายๆ เราจะเรียนรู้กาย เรียนรู้ใจของเราเองนี่แหละ ถ้ารู้แล้วจะได้อะไร ท่านบอกว่า... เพราะรู้เห็นตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย พอเบื่อหน่ายจึงคลายความยึดถือ พอคลายความยึดถือจึงหลุดพ้น... หลุดพ้นแล้วใจมันก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้วล่ะ ใจมันอิสระแล้ว เราจึงอาศัยการรู้เห็นตามความเป็นจริง จนกระทั่ง ใจมันรู้จริงๆ เลย

ทำยังไงเราจะสามารถรู้ความจริงของกายของใจได้ เครื่องมือที่เราจะพัฒนาขึ้นมา อยู่ๆ เราไม่รู้หรอก คนทั่วๆ ไปไม่รู้กายรู้ใจตัวเองหรอก มันหลงทั้งวัน เรารู้เรื่องคนอื่น รู้เรื่องสิ่งอื่นนะ ใครเขาทำอะไรอยู่ทั่วโลกเรารู้หมดเลย แต่ไม่รู้กายรู้ใจเราเอง... วิธีที่จะมารู้กายรู้ใจตัวเองได้ ต้องพัฒนาเครื่องมือของมันขึ้นมาก่อน 

เครื่องมือที่จะทำให้เรารู้รูปนามกายใจได้ มี 2 ตัวหลักๆ "สติ" ตัวหนึ่ง "สมาธิ" ตัวหนึ่ง ถ้ามีสติ สมาธิที่ถูกต้องแล้ว...ปัญญาจะเกิด จะเกิดความรู้ถูก ความเข้าใจถูก ถ้ารู้ถูกเข้าใจถูก จิตก็วาง จิตก็พ้นทุกข์ไป ...ถ้าจิตยังยึดถืออยู่ จิตก็ยังทุกข์อยู่

คำว่าสติ...คำว่าสมาธิ  ฟังแล้วเหมือนรู้เรื่อง ...อย่างเดินไม่ตกถนน ขับรถไม่ชนคน บอกว่ามีสติ...อ่านหนังสือแล้วจำได้บอกว่ามีสติ... นั่นมันสติอะไรก็ไม่รู้... 

สติที่เรียกว่าสติจริงๆ เป็นสภาวะธรรมอันหนึ่ง ทำหน้าที่คอยรู้ทัน... ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกายในใจนี้ สติที่รู้กายรู้ใจเป็นสติชั้นเลิศ... เรียกว่า "สติปัฏฐาน" (ท้ายกระทู้นี้มีรายละเอียดเจ้าค่ะ)

สติที่รู้กายรู้ใจไม่ใช่สติธรรมดา เป็นสติปัฏฐาน แล้วพัฒนาสติ ที่เป็นสติปัฎฐานขึ้นมาให้ได้ สติเป็นตัวรู้ทันว่ามีอะไรเกิดขึ้นในกายในใจ 

ส่วนปัญญานั้น เป็นตัวเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจ เข้าใจว่า จริงๆ ไม่ใช่เราหรอก ตัวเราไม่มีหรอก

ก่อนจะเกิดปัญญาได้ ต้องอาศัยเครื่องมือ 2 ตัว ตัวหนึ่่ง คือ สติ ตัวที่ 2 คือ สมาธิ...สตินี่ทำยังไง สติมันเหมือนยาม มีคนแปลกปลอมเข้ามาในบ้าน...รู้ทัน หรือมีคนเดินผ่านหน้าบ้านเรา เราก็รู้ทัน เหมือนยาม ยามก็คอยเฝ้า คอยรู้ คอยดู ดูอะไร ดูความเคลื่อนไหว เปลี่ยนแปลงในร่างกาย ในจิตใจ

เช่นร่างกายหายใจออก รู้สึกตัว ร่างกายหายใจเข้ารู้สึกตัว ยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึกตัวได้ ไม่เจตนารู้สึก แต่รู้สึกได้ อันนี้ถึงจะเรียกว่ามีสติ

หรือมีความสุข์เกิดขึ้น มีความทุกข์เกิดขึ้นในร่างกาย ก็รู้สึกได้ อย่างนี้เขาเรียกว่ามีสติ มีความสุข ความทุกข์ ความเฉยๆ เกิดขึ้นในจิตใจ...รู้ทัน จิตใจเรามีความสุขขึ้นมา เรารู้ทัน อันนี้มีสติ
เรียกว่ารู้ทันอาการปรากฎ ทางร่างกาย ทางจิตใจ หรือจิตใจเรา
(วันนี้ ลูกรู้ไม่ทันอะไรสักอย่างเลยเจ้าค่ะ... ได้แต่ร้องไห้แงๆ ทั้งวัน คิดวิธีปฏิบัติไม่ออกสักอย่างเดียว...กิเลสมันน็อคลูกจนหมดรูปเลยเจ้าค่ะ ต้องมาพิมพ์คำสอนหลวงพ่อยังงี้แหละ เผื่อมันจะจำใส่กะโหลกลูกบ้าง!)

มีความโลภเกิดขึ้น...รู้ทัน ความโลภหายไป...รู้ทัน 
ความโกรธเกิดขึ้น...รู้ทัน ความโกรธหายไป...รู้ทัน
ใจลอย...รู้ทัน รู้สึกตัวขึ้นมา...รู้ทัน
ฟุ้งซ่าน...ก็รู้ทัน หดหู่...ก็รู้ทัน

คอยรู้ทันอาการที่ปรากฎขึ้นในร่างกายในจิตใจ แต่อยู่ๆ มันไม่รู้หรอก  อย่างเราจะมาบอกว่าเราตั้งใจจะมีสติ มันไม่มีจริง

อย่างที่เห็นป้ายเขียนไว้ข้างถนนว่า ขับรถอย่าให้ขาดสติ พูดง่าย สติไม่เกิดหรอก สติเป็นอนัตตา อยู่ๆ เราไปสั่งให้สติเกิด สติไม่เกิดหรอก

เราต้องทำเหตุของสติ อะไรเป็นเหตุให้สติเกิด สติเป็นตัวรู้ทันนะ ว่าอะไรเกิดในกายในใจ อะไรเป็นเหตุให้สติเกิด สติเป็นตัวรู้ทันนะว่ามีอะไรเกิดในกายในใจ มันจะรู้ทันได้นะถ้ามันจำสภาวะได้แม่น

อย่างถ้าเราเคยฝึกหัดรู้สภาวะบ่อยๆ จิตจะจำสภาวะแม่น พอสภาวะเกิด สติจะเกิดอัตโนมัติ อยู่ๆ สั่งให้สติเกิดไม่เกิดหรอก แขวนป้ายไว้ข้างถนน..ให้มีสติๆ..มันไม่มีหรอก เราสั่งให้เกิดไม่ได้

ที่นี้ทำไงพวกเราจะเกิดสติตัวจริง สติปลอมๆก็มีเยอะแยะนะ เราต้องหัดตัวเอง ต้องซ้อมทุกวันๆ 

...หายใจออก...รู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว
 ไม่ใช่หายใจออกก็ใจลอย หายใจเข้าก็ใจลอย สติไม่เกิดหรอก
ยืนอยู่ก็รู้สึกตัว นั่งอยู่ก็รู้สึกตัว
อย่างตอนนี้นั่งอยู่รู้สึกไหม๊

ลองยิ้มซิ ลองยิ้ม..ยิ้มหวานๆ รู้สึกไหม๊ร่างกายมันยิ้ม
เราพยักหน้าซิ...ตัวที่คอยรู้ทันอย่างนี้...รู้ทันร่างกายมันยิ้ม รู้ทันร่างกายมันพยักหน้า ร่างกายหายใจออก ร่างกายหายใจเข้า

อย่างดูกายหายใจออก ร่างกายหายใจเข้า อย่าไปดูที่ลมหายใจ ไปดูที่ลมหายใจเป็นสมาธิเฉยๆ ให้เห็นร่างกายหายใจออก ให้เห็นร่างกายหายใจเข้า เหมือนเราเห็นร่างกายพยักหน้าอย่างนี้

เอ้า ยิ้มใหม่...เห็นไหม๊ร่างกายยิ้ม ...ขยับมือหน่อย(กำ-แบมือ) เห็นร่างกายขยับมือ รู้สึกนะไม่ได้เห็นด้วยตาหรอก แค่รู้สึกด้วยใจ รู้สึกถึงความมีของร่างกาย รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

เห็นร่างกายเคลื่อนไหว รู้สึกๆๆ ร่างกายหยุดนิ่งก็รู้สึก ร่างกายเคลื่อนไหวก็รู้สึก ร่างกายยืน ร่างกายนั่ง ร่างกายนอน ร่างกายบิดขี้เกียจ คอยรู้สึกไป ร่างกายหายใจออก ร่างกายหายใจเข้า คอยรู้สึกไป

หัดรู้สึกอยู่ในร่างกายเรื่อยๆ แต่ไม่ใช่เพ่งให้จิตนิ่ง





สติปัฏฐาน 4 เป็นหลักธรรมที่อยู่ในมหาสติปัฏฐานสูตร[1] เป็นข้อปฏิบัติเพื่อรู้แจ้ง คือเข้าใจตามเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงโดยไม่ถูกกิเลสครอบงำ สติปัฏฐานมี 4 ระดับ คือ กาย เวทนา จิต และ ธรรม
คำว่าสติปัฏฐานนั้นมาจาก (สร ธาตุ + ติ ปัจจัย + ป อุปสัคค์ + ฐา ธาตุ) แปลว่า สติที่ตั้งมั่น, การหมั่นระลึก, การมีสัมมาสติระลึกรู้นั้นพ้นจากการคิดโดยตั้งใจ แต่เกิดจากจิตจำสภาวะได้ แล้วระลึกรู้โดยอัตโนมัติ โดยคำว่า สติ หมายถึงความระลึกรู้ เป็นเจตสิกประ​เภทหนึ่ง​ ส่วนปัฏฐาน ​แปล​ได้​หลายอย่าง​ ​แต่​ใน​ ​มหาสติปัฏฐานสูตร​ ​และ​ ​สติปัฏฐานสูตร​ ​หมาย​ถึง​ ​ความตั้งมั่น, ความแน่วแน่, ความมุ่งมั่น

โดยรวมคือ เข้าไปรู้เห็นในสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ตามมุมมองของไตรลักษณ์หรือสามัญลักษณะ โดยไม่มีความยึดติดด้วยอำนาจกิเลสทั้งปวง ได้แก่





  1. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้กายเป็นฐาน ซึ่งกายในที่นี่หมายถึงประชุม หรือรวม นั่นคือธาตุ 4 ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟมาประชุมรวมกันเป็นร่างกาย ไม่มองกายด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขา แต่มองแยกเป็น รูปธรรมหนึ่งๆ เห็นความเกิดดับ กายล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
  2. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้เวทนาเป็นฐาน ไม่มองเวทนาด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขาคือไม่มองว่าเรากำลังทุกข์ หรือเรากำลังสุข หรือเราเฉยๆ แต่มองแยกเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง เห็นความเกิดดับ เวทนาล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
  3. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้จิตเป็นฐาน เป็นการนำจิตมาระลึกรู้เจตสิกหรือรู้จิตก็ได้ ไม่มองจิตด้วยความเป็นคน สัตว์ เรา เขา คือไม่มองว่าเรากำลังคิด เรากำลังโกรธ หรือเรากำลังเหม่อลอย แต่มองแยกเป็นนามธรรมอย่างหนึ่ง เห็นความเกิดดับ จิตล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา
  4. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน - การมีสติระลึกรู้สภาวะธรรมเป็นฐาน ทั้งรูปธรรมและนามธรรมล้วนมีความเกิดดับ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา   จาก วิกิพีเดีย   http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99_4

หลวงพ่อปราโมทย์ แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช 8 เม.ย. 2558 https://www.youtube.com/watch?v=IxurxKBIhk4&spfreload=10

ฝึกดูกายฝึกดูใจฝึกดูลม
https://www.youtube.com/watch?v=MzS03bn3s6g

วันอาทิตย์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

วิธีฝึกจิตให้มีสมาธิที่ตั้งมั่น


วิธีฝึกจิตให้มีสมาธิที่ตั้งมั่น

ขึ้นชื่อว่าความลับไม่มีในโลก


"ขึ้นชื่อว่าความลับไม่มีในโลก สำหรับผู้ทำบาปกรรม 
ดูกรบุรุษ จริงหรือเท็จ ตัวของท่านเองย่อมจะรู้ได้" 
(๒๐/๔๗๙) 









ภาพพระอาทิตย์ทรงกลดเหนือกรุงเทพมหานคร