วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

สูงสุดเลย คือ ความทุกข์ดับสนิท...

การปฏิบัติธรรมนั้น เราปฏิบัติไปเพื่ออะไร
https://www.youtube.com/watch?v=ApML6LsNk1k


...หัดมีความรู้สึกตัว... เห็นร่างกายหายใจไป จิตเราแค่เป็นคนดู ...ค่อยๆดูนะ ร่างกายมันนั่ง ใจเราเป็นคนดู...

ฝึกมากๆ ต่อไปมันจะเห็น ร่างกายที่เคลื่อนไหวอยู่ ไม่ใช่ตัวเราหรอก
จิตที่เป็นคนดู อันนี้ยากหน่อย ที่จะเห็นว่า ไม่ใช่ตัวเรา ซักวันหนึ่งก็เห็น 

จิตมันเป็นเราขึ้นมาตอนที่มันมีผัสสะ มันมีการกระทบอารมณ์นะ และก็สัญญาเข้าไปหมาย รู้ผิดๆว่ามีตัวมีตน แล้วเกิดความคิดผิด พอคิดผิดก็เกิดความเชื่อผิดๆ เกิดความเห็นผิดๆ ว่ามีตัวเรา... จริงๆ ตัวเราไม่มีหรอก


ธรรมะของพระพุทธเจ้าอัศจรรย์ ไม่ใช่ของเล่นๆนะ... คนจีนที่มาปฏิบัติธรรม.. เกือบทั้งหมดเห็นขันธ์มันแยกได้ ร่างกายอยู่ส่วนร่างกาย จิตอยู่ส่วนจิต ความสุขทุกข์แยกออกไปอยู่ต่างหาก กุศล อกุศล

เรียกว่าแยกรูปนามออกไปแล้ว บางคนเขาเห้นรูปนามแต่ละอย่างแสดงไตรลักษณ์ ตัวนี้เห็นได้ไม่มาก ไม่กี่คน ตรงที่เห็นรูปนาม ไตรลักษณ์ได้นั้น เขาขึ้นวิปัสสนาได้แล้ว

พวกเรา ชาวพุทธมาแต่เกิด ภาษาที่เราใช้ว่าพูดกันรู้เรื่อง ฟังธรรมะมาก็มากแล้ว ถ้าเราสู้เขาไม่ได้นะ ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วนะ...

เพราะฉะนั้นพวกเราต้องมาเรียน ให้ได้แก่นสารสาระที่แท้จริงของการปฏิบัติให้ได้ 

การปฏิบัติธรรมนั้น เราปฏิบัติไปเพื่ออะไร  เพื่อถอดถอนใจของเรา
ออกจากกองทุกข์ให้ได้

 เป้าหมายสูงสุด คือไม่ทุกข์ พ้นจากความทุกข์สิ้นเชิง ความทุกข์นั้นดับสนิทสิ้นเชิง...

สูงสุดเลย คือ ความทุกข์มันดับสนิท

ก่อนที่จะถึงจุดที่ความทุกข์มันดับสนิทนี้ จิตมันพ้นจากความทุกข์ พ้นทุกข์ก่อนนะ เพราะทุกข์มันดับ 

พ้นทุกข์ตอนไหน พ้นทุกข์ตอนที่จิตมันพรากออกจากขันธ์ จิตมันหมดความยึดถือขันธ์ อะไรที่เรียกว่าทุกข์ ขันธ์นั้นแหละคือตัวทุกข์ รูปนามนั้นแหละคือตัวทุกข์

พระพุทธเจ้าท่านสอน... (ภาษาบาลี) โดยสรุป ขันธ์ทั้ง 5 คือตัวทุกข์ รูปธรรม นามธรรมที่ประกอบกันเป็นตัวเรานี่แหละ คือตัวทุกข์ จิตที่มันมีกิเลสก็เข้าไปจับรูปธรรมนามธรรมมาเป็นตัวเราของเรา รูปธรรมนามธรรมเป็นตัวทุกข์ จิตก็ไปจับตัวทุกข์เข้าไว้ จิตก็เลยทุกข์ไปด้วย 

นี่ภาวนาจนมันหมดกิเลส จิตมันไม่มีแรงที่จะดึงดูดเข้าไปจับ ไม่มีตัณหา ตัณหาเป็นตัวผลัก ให้จิตกระโดดเข้าไปจับอารมณ์ต่างๆ ถ้าทำลายตัณหาไปแล้วนะ จิตไม่เข้าไปยึดถือในรูปนาม
รูปนามก็อยู่ส่วนรูปนาม จิตก็อยู่ส่วนจิต ก็เรียกว่าพ้นทุกข์ จิตนั้นพ้นออกจากรูปนาม

อย่างพระอรหันต์ท่านทำสติปัฏฐาน พวกเราก็ทำสติปัฏฐานเหมือนกัน เรามีสติรู้รูปนามอย่างที่รูปนามมันเป็นไป มีจิตตั้งมั่นเป็นกลาง ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย

แต่พวกเราเจริญสติปัฏฐานให้เห็นความจริง ว่ารูปนามนี้ไม่ใช่ของดีของวิเศษ เมื่อเห็นความจริงแล้วจิตจะคลายความยึดถือ 

แต่พระอรหันต์นั้น ท่านหมดความยึดถือแล้ว ท่านทำสติปัฏฐานเป็นเครื่องอยู่ ให้เห็นขันธ์ส่วนขันธ์ จิตส่วนจิต ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำงาน 

นี่จิตพ้นทุกข์ มันก็พ้นจากตรงนี้แหละ มันไม่เข้าไปยึดถือขันธ์ ก็อยู่ไปเรื่อย จนกระทั่งวันที่ขันธ์แตก ขันธ์ดับ เมื่อขันธ์ดับก็คือทุกข์ดับ

ฉะนั้นเวลาพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน ท่านไม่รู้สึกหรอกว่า ของดีของวิเศษกำลังจะตาย แต่ท่านเห็นว่า ทุกข์ที่อยู่ด้วยกันมานานนี่ มันกำลังจะดับไป รูป เวทนา สัญญา สังขารที่เกิดขึ้นมาจะดับไป

เพราะฉะนั้น ใจท่านร่าเริง เบิกบาน ไม่กลุ้มใจอย่างพวกเรา ใกล้ตายก็กลุ้มใจ งั้นเวลาอย่างพระอรหันต์ท่านใกล้จะนิพพาน ท่านจะสดใส ผ่องใสเป็นพิเศษ

จิตที่ฝึกไว้ดี นำความสุขมาให้ ฉะนั้นพวกเราต้องมาฝึกจิตฝึกใจ ให้เกิดความรู้ ความฉลาด ลำพังฝึกจิตให้สงบ มีมาก่อนพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ปฏิเสธ เพราะการฝึกจิตให้สงบก็ดีเหมือนกัน เอาไว้พักผ่อน ดีกว่าฟุ้งซ่าน

 ฝึกจิตให้สงบ ก็ข่มกิเลสได้ชั่วคราว ก็ไปสุคติได้ เป็นมนุษย์ได้ เป็นเทวดาได้ เป็นพรหมได้ แต่ไม่ไปนิพพานหรอก ต้องมาฝึกให้จิตเกิดปัญญา ปัญญาก็คือการรู้ความจริงของรูปนามกายใจนี่เอง 

ต้องมาฝึกให้จิตเกิดปัญญา พอจิตเกิดปัญญาแล้วนี่ จิตจะปล่อยวางความยึดถือรูปนาม จิตจะเข้าถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้นที่แท้จริง เข้าถึงพระนิพพาน

นิพพานมีอยู่แล้ว แต่ว่าจิตมันมีกิเลสมันเลยไม่เห็น วันที่จิตมันหมดกิเลสนะ มันฉลาด กิเลสตัวที่ละเอียดที่สุดก็คือความไม่รู้ของเรานี่เอง ความโง่ คือพ่อคือแม่ของกิเลสตัวอื่นๆเลย

งั้นเรามาสู้กับกิเลส มาสู้กับความไม่รู้ของตัวเอง ไม่ได้สู้กับคนอื่นหรอก




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น