https://www.youtube.com/watch?v=_3-5SUDaf3w
"ธรรมะ" ความจริงไม่ใช่เรื่องยากหรอก...
มันยากเพราะเราไม่ได้ยินได้ฟังกัน ส่วนใหญ่เราฟังธรรมะ จะสอนจริยธรรมเป็นหลัก พอถึงขั้นปฏิบัติ ก็จะสอนเรื่องสมาธิกันเป็นส่วนใหญ่ ทำใจสงบ บางทีก็สอนให้เจริญปัญญา วิปัสสนา แต่สภาวะจริงๆ ก็เป็นสมถะจนได้ ขึ้นวิปัสสนาไม่ค่อยเป็นหรอก หาคนที่ทำวิปัสสนาแท้ๆ ได้ยากมากเลย
ถ้าหากพวกเราเคยปฏิบัติมาตั้งหลายปีแล้วนะ ก็เหมือนเดิม สงบแล้วก็ฟุ้งซ่าน ดีแล้วก็เลว อะไรอย่างนี้ ก็ต้องสำนึกหน่อยว่า ไอ้ที่ฝึกอยู่มันใช้ไม่ได้ เปิดใจลองฟังสิ่งใหม่ดู เผื่อจะใช้ได้ ถ้าฟังแล้วทดลองดูนะ
ผ่านไป 3 เดือนแล้ว ก็ไม่เห็นผลอะไร ที่หลวงพ่อปราโมทย์ฯสอน ไม่ถูกจริตของเรา ก็ไปหาที่เรียนเอาใหม่ ไม่ว่ากันหรอกนะ เป็นทางเลือกอันนึง ทางเลือกก็เหมือนท่าน้ำ ท่าน้ำแต่ละท่า คนนี้ชอบข้ามท่านี้ ก้ข้ามตรงนี้ อีกคนอยากข้ามตรงอื่นก็ข้ามได้ เพราะทางใครทางมัน
กรรมฐานมีตั้งเยอะตั้งแยะ ข้ามไปแล้ว ไปพรหมโลกก็มี ข้ามไปเป็นเทวดา เป็นพรหม ข้ามไปตกนรกก็มี ส่วนที่จะข้ามไปได้มรรคได้ผลอะไร หายากหน่อย คือถ้าเราไม่ได้เรียนสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ปฏิบัติมันเหนื่อย แล้วมันไม่ได้ผล ไม่ได้ผลที่ควรจะได้
ถ้าเราเคยได้ยิน ได้ฟัง ได้ปฏิบัติในสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน เราจะเปลี่ยนในเวลาอันสั้น จนกระทั่งพวกเดรัจถีนะ ถึงขนาดออกปากเลยว่า อย่าไปคุยกับพระสะมะนะโค-ดม นะ พระสะมะนะโค-ดม มีมนต์เปลี่ยนใจ ใครไปคุยด้วย ใจเปลี่ยนไปเลย ความจริงไม่เห็นจะน่ากลัวเลย ที่ใจจะถูกเปลี่ยน
ใจเคยมืดเคยบอด สว่างไสวขึ้นมา ใจเคยทุกข์หนัก ก็ทุกข์น้อย ทุกข์นานก็ทุกข์สั้น บางคนก็พ้นทุกข์ไปเลย ไม่เห็นมันจะน่ากลัวตรงไหนในการเปลี่ยนแปลงแบบนี้...
ธรรมะจริงๆ ไม่ใช่เรื่องยากหรอก ถ้าเรารู้ว่า...
เราจะทำอะไร
จะทำเพื่ออะไร
จะทำอย่างไร
ทำแล้วมีผลยังไง
ถ้าเรารู้อย่างนี้นะ การปฏิบัติจะไม่ออกนอกลู่นอกทาง...
ธรรมะทำไปเพื่ออะไร... เราปฏิบัติธรรม เพื่อให้เห็นความเป็นจริง ของกาย ของใจ ของรูปนาม
ถ้าเห็นความเป็นจริงของรูปนามแล้ว จะได้อะไร พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เพราะเห็นตามความเป็นจริง จึงเบื่อหน่าย พอเบื่อหน่ายจึงคลายความยึดถือ พอคลายความยึดถือจึงหลุดพ้น พอหลุดพ้นก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ความเกิดสิ้นแล้ว ความทุกข์สิ้นแล้ว ไม่มีอีกแล้ว
ไม่มีอะไรต้องทำอีกแล้ว เพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น การที่จะเข้าถึงการบริสุทธิ์หลุดพ้น จุดตั้งต้นมันก็คือ การเห็นรูปนาม เห็นกาย เห็นใจนี้ตามความเป็นจริง ถ้าเราไม่สามารถเห็นกายเห็นใจตามความเป็นจริงได้ มันจะหลุดพ้นไม่ได้ มันจะยึดถือ สิ่งที่เรายึดถือเหนียวแน่นที่สุดก็คือ ยึดถือตัวเราเองนี่เอง
ยึดถือร่างกายนี้ ว่าร่างกายนี้คือตัวเรา ยึดถือจิตใจนี้ว่าเป็นจิตใจของเรา เป็นตัวเรา เราก็อยากให้ร่างกายเป็นอมตะ ไม่อยากให้แก่ ไม่อยากให้เจ็บ ไม่อยากให้ตาย แต่มันต้องแก่ มันต้องเจ็บ มันต้องตาย เราไปอยากอะไรของที่มันไม่มีนะ... มันทุกข์
ร่างกายแก่ขึ้นมาเราก็ทุรนทุราย ทนไม่ได้ ยอมรับความจริงไม่ได้ แต่ถ้าใจมันยอมรับความจริงได้ว่าร่างกายมันต้องแก่ แก่ขึ้นมามันยอมรับได้ มันก็ไม่ทุกข์นะ ร่างกายต้องเจ็บ มันเจ็บขึ้นมานะ เรายอมรับความจริงตรงนี้ได้ เราก็ไม่ทุกข์ ทุกข์แต่ร่างกาย แต่ใจมันไม่ทุกข์ไปด้วย...
(วันนี้ขออนุญาตนอนก่อนเจ้าค่ะ.. พรุ่งนี้มาปฏิบัติต่อเจ้าค่ะ)
มันยากเพราะเราไม่ได้ยินได้ฟังกัน ส่วนใหญ่เราฟังธรรมะ จะสอนจริยธรรมเป็นหลัก พอถึงขั้นปฏิบัติ ก็จะสอนเรื่องสมาธิกันเป็นส่วนใหญ่ ทำใจสงบ บางทีก็สอนให้เจริญปัญญา วิปัสสนา แต่สภาวะจริงๆ ก็เป็นสมถะจนได้ ขึ้นวิปัสสนาไม่ค่อยเป็นหรอก หาคนที่ทำวิปัสสนาแท้ๆ ได้ยากมากเลย
ถ้าหากพวกเราเคยปฏิบัติมาตั้งหลายปีแล้วนะ ก็เหมือนเดิม สงบแล้วก็ฟุ้งซ่าน ดีแล้วก็เลว อะไรอย่างนี้ ก็ต้องสำนึกหน่อยว่า ไอ้ที่ฝึกอยู่มันใช้ไม่ได้ เปิดใจลองฟังสิ่งใหม่ดู เผื่อจะใช้ได้ ถ้าฟังแล้วทดลองดูนะ
ผ่านไป 3 เดือนแล้ว ก็ไม่เห็นผลอะไร ที่หลวงพ่อปราโมทย์ฯสอน ไม่ถูกจริตของเรา ก็ไปหาที่เรียนเอาใหม่ ไม่ว่ากันหรอกนะ เป็นทางเลือกอันนึง ทางเลือกก็เหมือนท่าน้ำ ท่าน้ำแต่ละท่า คนนี้ชอบข้ามท่านี้ ก้ข้ามตรงนี้ อีกคนอยากข้ามตรงอื่นก็ข้ามได้ เพราะทางใครทางมัน
กรรมฐานมีตั้งเยอะตั้งแยะ ข้ามไปแล้ว ไปพรหมโลกก็มี ข้ามไปเป็นเทวดา เป็นพรหม ข้ามไปตกนรกก็มี ส่วนที่จะข้ามไปได้มรรคได้ผลอะไร หายากหน่อย คือถ้าเราไม่ได้เรียนสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ปฏิบัติมันเหนื่อย แล้วมันไม่ได้ผล ไม่ได้ผลที่ควรจะได้
ถ้าเราเคยได้ยิน ได้ฟัง ได้ปฏิบัติในสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน เราจะเปลี่ยนในเวลาอันสั้น จนกระทั่งพวกเดรัจถีนะ ถึงขนาดออกปากเลยว่า อย่าไปคุยกับพระสะมะนะโค-ดม นะ พระสะมะนะโค-ดม มีมนต์เปลี่ยนใจ ใครไปคุยด้วย ใจเปลี่ยนไปเลย ความจริงไม่เห็นจะน่ากลัวเลย ที่ใจจะถูกเปลี่ยน
ใจเคยมืดเคยบอด สว่างไสวขึ้นมา ใจเคยทุกข์หนัก ก็ทุกข์น้อย ทุกข์นานก็ทุกข์สั้น บางคนก็พ้นทุกข์ไปเลย ไม่เห็นมันจะน่ากลัวตรงไหนในการเปลี่ยนแปลงแบบนี้...
ธรรมะจริงๆ ไม่ใช่เรื่องยากหรอก ถ้าเรารู้ว่า...
เราจะทำอะไร
จะทำเพื่ออะไร
จะทำอย่างไร
ทำแล้วมีผลยังไง
ถ้าเรารู้อย่างนี้นะ การปฏิบัติจะไม่ออกนอกลู่นอกทาง...
ธรรมะทำไปเพื่ออะไร... เราปฏิบัติธรรม เพื่อให้เห็นความเป็นจริง ของกาย ของใจ ของรูปนาม
ถ้าเห็นความเป็นจริงของรูปนามแล้ว จะได้อะไร พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เพราะเห็นตามความเป็นจริง จึงเบื่อหน่าย พอเบื่อหน่ายจึงคลายความยึดถือ พอคลายความยึดถือจึงหลุดพ้น พอหลุดพ้นก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ความเกิดสิ้นแล้ว ความทุกข์สิ้นแล้ว ไม่มีอีกแล้ว
ไม่มีอะไรต้องทำอีกแล้ว เพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น การที่จะเข้าถึงการบริสุทธิ์หลุดพ้น จุดตั้งต้นมันก็คือ การเห็นรูปนาม เห็นกาย เห็นใจนี้ตามความเป็นจริง ถ้าเราไม่สามารถเห็นกายเห็นใจตามความเป็นจริงได้ มันจะหลุดพ้นไม่ได้ มันจะยึดถือ สิ่งที่เรายึดถือเหนียวแน่นที่สุดก็คือ ยึดถือตัวเราเองนี่เอง
ยึดถือร่างกายนี้ ว่าร่างกายนี้คือตัวเรา ยึดถือจิตใจนี้ว่าเป็นจิตใจของเรา เป็นตัวเรา เราก็อยากให้ร่างกายเป็นอมตะ ไม่อยากให้แก่ ไม่อยากให้เจ็บ ไม่อยากให้ตาย แต่มันต้องแก่ มันต้องเจ็บ มันต้องตาย เราไปอยากอะไรของที่มันไม่มีนะ... มันทุกข์
ร่างกายแก่ขึ้นมาเราก็ทุรนทุราย ทนไม่ได้ ยอมรับความจริงไม่ได้ แต่ถ้าใจมันยอมรับความจริงได้ว่าร่างกายมันต้องแก่ แก่ขึ้นมามันยอมรับได้ มันก็ไม่ทุกข์นะ ร่างกายต้องเจ็บ มันเจ็บขึ้นมานะ เรายอมรับความจริงตรงนี้ได้ เราก็ไม่ทุกข์ ทุกข์แต่ร่างกาย แต่ใจมันไม่ทุกข์ไปด้วย...
(วันนี้ขออนุญาตนอนก่อนเจ้าค่ะ.. พรุ่งนี้มาปฏิบัติต่อเจ้าค่ะ)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น