ไม่มีใครทำให้จิตหลุดพ้นได้...
https://www.youtube.com/watch?v=u99hR1pD4K8
เบื้องต้น.. การภาวนานะ ให้จิตใจมากลับมาอยู่กับตัวเอง พอจิตใจกลับมาอยู่กับตนเอง มันเป็นขั้นเดินปัญญาได้ ก็มาเรียนรู้ความจริงของกายของใจเรื่อยไป ถ้ากลับมาอยู่กับตัว แล้วอยู่เฉยๆนะ ไม่เดินปัญญา เป็นสมถะอีกแบบนึง กลับมาอยู่กับตัวเอง แล้วใจไม่ไหลไป
มีร่างกายก็รู้สึกถึงความมีอยู่ของร่างกาย มีสุข มีทุกข์ มีกุศล อกุศลก็รู้สึก ว่ามันมีอะไรอยู่ ต่อไปก็จะเห็นได้ ในร่างกายก้มีแต่ของไม่เที่ยง ในจิตใจมีแต่ของไม่เที่ยง มีแต่ของบังคับไม่ได้
ในร่างกายนี้ ตัวที่ดูง่าย จะเห็นตัวทุกข์ง่าย ร่างการเรามีความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหิว เดี๋ยวกระหาย เดี๋ยวเมื่อย เดี๋ยวคัน มีความทุกข์ นานๆก็ป่วย เคล็ดขัดยอก เป็นอยู่ตลอด
เมื่อสติปัญญาเข้มข้นขึ้น ก็จะเห็นเอง นั่งอยู่ก็ทุกข์ ยืนอยู่ก็ทุกข์ เดินอยู่ก็ทุกข์ นอนอยู่ก็ทุกข์ เมื่อทุกข์ก็ต้องเคลื่อนไหวปกติไปเรื่อยๆ เปลี่ยนอิริยาบท นอนก็มีความทุกข์ ต้องพลิกซ้ายพลิกขวาไปเรื่อย คืนหนึ่ง 30.. 40 ครั้งที่นอนพลิกตัว ความทุกขืมันบีบคั้น
หายใจออก ก็เพื่อแก้ทุกข์ของการหายใจเข้า หายใจเข้าก็เพื่อแก้ทุกข์ของการหายใจออก หายใจเข้ามากๆก็ทุกข์ ต้องหายใจออกแก้ทุกข์ หายใจออกมากๆ ก็ต้องหายใจเข้าแก้ทุกข์ นี่ถ้าเรามีสติอยู่ในกาย ก็จะเห็นกายนี้ไม่มีอะไร มีแต่ตัวทุกข์
มีภาระมากมายเลยตั้งแต่หัวถึงเท้านะ เต็มไปด้วยภาระต้องดูแลมากมาย ตั้งแต่ตื่นจนหลับ มีแต่เรื่องต้องดูแลร่างกายมากมาย ตื่นขึ้นมาก็เมื่อนนะ นอนทั้งคืนเมื่อยเลย ต้องบิดขี้เกียจก่อน บิดแก้เมื่อย แล้วไปอาบน้ำ ไปขับถ่าย ภาระเยอะนะ พามันไปกินข้าว พามันไปแต่งตัว พามันไปที่ทำงาน มีภาระทั้งวัน เดี๋ยวก็หิวอีกแล้ว เดี๋ยวก็พาไปห้องน้ำอีกแล้ว
นี่ถ้าเรามีสติอยู่ในกายมากๆ ก็เห็นเป็นตัวทุกข์ มีสติอยู่ในตัวมากๆ ก็เห็นอนิจจัง เห็นอนัตตา เห็นง่าย ดูจิต ถ้าจิตของเรายังไม่ดีนะ ยังเห็นทุกข์ได้ แต่พอจิตดี จิตมีความสุขนี้ จะดูให้เห็นทุกข์นี้ดูยาก ดูจิตนะ ดูอนิจจังง่าย ไม่เหมือนร่างกาย ร่างกายดูอนิจจังยากกว่า
เพราะรูปอายุยืนกว่านามธรรม นามธรรม มีอายุอยู่ชั่วขณะหนึ่งก็ดับ มีแว๊บนึงก็ดับ แว๊บนึงก็ดับ แต่รูปธรรมนั้นอายุยืนกว่า ดูอนิจจังยาก รูปธรรมดูทุกขังง่าย ดูความทุกข์ที่มันบีบคั้นน่ะง่าย
แต่จิตใจดูอนิจจังง่าย มีสุขก็แป๊บเดียว มีทุกข์ผ่านเข้ามานะ มีสติระลึกรู้อยู่ ความทุกข์ก็หายไป ลดระดับไป เปลี่ยนไป เดี๋ยวทุกข์มาก เดี๋ยวทุกข์น้อย เดี๋ยวทุกข์หายไป มีความสุขก็เหมือนกันนะ เกิดดับตลอดเวลา ความเฉยๆ เกิดขึ้นก็เกิดดับอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวก็ไม่เฉยแล้ว
กุศลเกิดขึ้น อย่างมีศรัทธา มีวิริยะ วันนี้ตั้งใจจะเดินจงกลมซักชั่วโมงนึง คึกคักมากเลย ลงมือเดินไม่กี่นาทีนะ มองนาฬิกาแล้ว ได้ครึ่งชั่วโมงหรือยัง อ๋อ เพิ่งได้ 3 นาทีนะ วิริยะหายไปแล้ว กลายเป็นขี้เกียจ วิริยะก็ไม่เที่ยง กุศลก็ไม่เที่ยง
เฝ้าดูไป กำลังเบื่อเดินจงกลมมากๆ เบื่อ ดูไปที่เบื่อ เอ้าความเบื่อดับอีกแล้ว ความเบื่อเป็นอกุศลก็ไม่เที่ยง ความโลภ ความโกรธ ความหลง เรามีสติรู้ทัน ก็เห็นแต่ของไม่เที่ยง แล้วดูจิตดูใจก็จะเห็นความไม่เที่ยงได้ง่าย
อีกอันนึงที่เห็นง่าย สำหรับจิตใจ คือความเป็นอนัตตา อนัตตาว่าไม่อยู่ในอาณัติ บังคับควบคุมไม่ได้ ไม่เป็นไปตามใจอยาก อย่างเราอยากให้จิตใจมีความสุข มันก็ไม่ยอมสุข ความสุขเกิดขึ้นแล้วอยากให้อยู่นานๆ มันก็ไม่อยู่ เราไม่อยากให้จิตใจมีความทุกข์ มันก็จะทุกข์ ความทุกข์เกิดแล้วอยากให้หายไป มันก็ไม่หาย สั่งมันไม่ได้
สั่งว่าต่อไปนี้จะไม่โกรธ มันก็โกรธ ต่อไปนี้จะไม่โลภ จะไม่ซื้อของ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็ขยันซื้อเหมือนเดิม มันควบคุมไม่ได้ ว่าจะไม่เจ้าชู้ มันก็อดไม่ได้นะ นิสสัย ใจมันสั่งไม่ได้ แต่อย่าเอาธรรมะนี้ไปเป็นข้ออ้างกับภรรยานะ ภรรยาก็รู้สึกฉันก็คุมจิตของฉันไม่อยู่เหมือนกัน
นี่เฝ้าดูนะ ในจิตจะเต็มไปด้วยคำว่าอนัตตา สั่งไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ อย่าไปโกรธเขาเลย ก็จะโกรธ
ใครเคยอกหัก มีไหม๊ เวลาอกหัก แป๊บเดียวก็จะไปคิดถึงเขาอีกแล้ว พอไปคิดนะ เดี๋ยวก็รัก เดี๋ยวก็แค้นอะไรอย่างนี้ สลับไปเรื่อยๆ เพื่อนก็มาปลอบ อย่าไปคิดถึงเขาสิ นี่มันปลอบแบบคนไม่มีธรรมะ ห้ามไม่ให้คิด ห้ามได้ไงล่ะ ใจมันจะคิด อย่าไปคิดเลย อย่าไปคิดเลย สั่งไม่ได้ จิตมันเป็นอนัตตา
หรือเวลาอะไรเกิดขึ้นนะ สมมติว่าเราไฟไหม้บ้าน เพื่อนก็มาสอนเรา เธอคิดทางบวกสิ เธอได้อยู่บ้านมาตั้ง 10 ปีแล้ว มันถูกไหม้ไป ควรจะดีใจนะ อยู่มาตั้งนานแล้ว คิดอย่างนี้นะ ...คิดได้ไหม๊ ไม่ได้ สั่งไม่ได้ มันจะคิดแต่ว่า โถ อยู่ได้ 10 ปีเองไปซะแล้ว จะกลับข้าง
เวลาไปซื้อเสื้อผ้ามา มีตำหนิซักนิดนึง เส้นด้าย เส้นใยอะไร ขาดไปเส้นนึงนะ เวียนมองอยู่งั้นแหละ ใครเป็นบ้างไหม๊ เวลาไปซื้ออะไรมามีตำหนินะ จะดูตรงที่มีตำหนินั้น ตรงที่สวยไม่ดูหรอก พระท่านก็เทศน์ให้ฟัง มองในแง่ดีสิ ส่วนที่สวยมีตั้งเยอะ ไปดูที่สวยสิ ดูอย่างนี้นะแล้วจะสบาย ดูได้ไหม๊ ไม่ได้ จะดูไอ้ตรงที่มันชำรุดนั่นแหละ ห้ามไม่ได้
บางคนส่องกระจกนะ พวกนี้พวกมีบุญ ส่งกระจกนะ เห้นแต่จุดที่สวยงามของตัวเอง จุดที่ไม่สวยไม่ดูนะ อุ๊ย ตาของฉันยังหวาน อยู่เลย หวานมา 50 ปีแล้วก็อีกยังหวานอยู่ อะไรอย่างนี้นะ
ส่วนบางคนนะ อกุศลให้ผลเนืองๆ มองทีไรเห็นแต่ตีนกา หน้าซะสวยทั้งหน้านะ ไม่ดู มีไฝอยู่เม็ดนึง มองมันอยู่นั่นแหละ เกลียดมันจังเลย สั่งมันได้ไหม๊ มันให้ดูอันนี้ ไม่ดูอันนี้ สั่งไม่ได้
คำว่าอนัตตา หมายถึงว่า มันไม่อยู่ในอำนาจเรา บังคับมันไม่ได้ มันเป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง นี่ถ้าเรามาดูร่างกาย เราจะเห็นตัวทุกข์ง่าย ถ้ามาดูจิต เราจะเห็นความไม่เที่ยง เห็นความเป็นอนัตตา บังคับไม่ได้ง่าย
เฝ้ารู้... เฝ้าดูแล้วมันจะได้อะไร นี่เป็นขั้นเจริญปัญญาแล้ว เราก็จะได้เห็นความจริง ร่างกายนี้ไม่ใช่ของดีของวิเศษ จิตใจนี้ก็ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก
เราแต่เดิมเห็นว่าร่างกายเป็นของดีของวิเศษ จิตใจเป็นของดีของวิเศษ ก็พยายามปรนเปรอมัน รักใคร่หวงแหน เกิดอะไรขึ้นนิดหน่อยกลุ้มใจมากมาย เจ็บป่วยนิดหน่อยกลุ้มใจ
ผมหงอกขึ้นเส้นหนึ่งก็กลุ้มใจ ผมหงอกเส้นแรก รู้สึกยังไง ใครผมหงอกบ้างแล้ว มีไหม๊ ผมหงอกอันแรกที่เราเห็นน่ะ รู้สึกไหม๊ เอ้อชื่นใจได้อยู่จนยาวนาน เป็นรัฐตัญญูบุคคล อยู่มานาน ไม่รู้สึกเลยใช่ไหม๊ เส้นที่ 500 รู้สึกไหม๊ เส้นที่ 500 ความรู้สึกจะไม่เหมือนเส้นแรกนะ เส้นแรกน่ะสุดๆเลย คับแค้น เศร้าโศก น่ะ ใจคอห่อเหี่ยว นะ
ใจเราเป็นของบังคับไม่ได้ ร่างกายเราก็บังคับไม่ได้จริงหรอกนะ เราเฝ้ารู้เฝ้าดูเรื่อย ไม่มีของดีของวิเศษ พอเห็นซ้ำแล้วซ้ำอีกนะ ใจก็ยอมรับความจริง
ที่เราปฏิบัติทำนี่ ไม่ใช่สะกดจิตให้เชื่อ แต่เป็นการเอาข้อเท็จจริงของกายของใจมาตีแผ่ ให้จิตใจมันได้เรียนรู้ ให้มันมาเรียนรู้ซ้ำแล้วซ้ำอีกลงไป นะ จนกระทั่งมันรู้ความจริง รู้ความจริงของกาย มันก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือในกาย รู้ความจริงของจิตใจ เต็มไปด้วยความไม่เที่ยง ของบังคับไม่ได้
เราอุตส่าห์หาความสุขมาปรนเปรอจิตใจ ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะให้จิตใจมีความสุข แต่ความสุขอยู่แว๊บเดียวก็หายไปอีกแล้ว ความทุกข์ไม่อยากให้มาก็มาอีกแล้ว บังคับมันไม่ได้เลย ความทุกข์ เกลียดมันเท่าไหร่ ไล่มัน มันก็ไม่ไป
ใจเริ่มยอมรับความจริงว่า ไม่มีอะไรที่เราบังคับได้
ทุกอย่างเป็นของไม่เที่ยง มาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป สุขมาแล้วก็ไป ทุกข์มาแล้วก็ไป กุศล อกุศล มาแล้วก็ไป พอมันเห็นความก็จะเริ่มเบื่อ ดิ้นรนหาความสุขไปถึงไหน ในเมื่อความสุขเป็นของชั่วคราว เราจะเกลียดชังความทุกข์ไปถึงไหน ในเมื่อความทุกข์ก็เป็นของชั่วคราว
เราจะพยายามไปเท่าไหร่ เราก็บังคับมันไม่ได้อยู่ดี เราจะพยามทำให้จิตมีความสุขตลอด มันก็เป็นไปไม่ได้ เราจะพยายามให้มันไม่ทุกข์เลย มันก็เป็นไปไม่ได้
เราก็ได้พบความจริงนะว่า มันไม่ดี มันไม่วิเศษ นะ จิตใจมีแต่ของไม่เที่ยง จิตใจมีแต่ของบังคับควบคุมไม่ได้ เป็นไปตามเหตุทั้งสิ้น ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง นี่แหละเห็นกายตามความเป็นจริง เห็นใจตามความเป็นจริง นี่เป็นผลของการเจริญปัญญา
เพราะเห็นตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่าย จึงคลายความยึดถือ เพราะคลายความยึดถือ จึงหลุดพ้น เพราะหลุดพ้น จึงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ใจจะเป็นอิสระ นะ จะไม่เข้าไปยึดอยู่ในกายในใจ เป็นอิสระ มีความสุขที่สุดเลย
เป็นความสุขของคนที่มีอิสรภาพ ในขณะที่ความสุขทั้งหลายแหล่ในโลก โดยเฉพาะกามสุขนี่ เป็นความสุขที่มีเงื่อนไขมาก ต้องเห็นอย่างนี้ ต้องอยู่กับคนนี้ ถึงจะมีความสุข ต้องได้สิ่งนี้มาถึงจะมีความสุข ต้องไม่เสียอันนี้ไปถึงจะมีความสุข
ความสุขในโลกนะ เรียกว่ากามสุข ความสุขที่อาศัยรูป เสียงกลิ่น รส สัมผัสทั้งหลายนี่ เป็นความสุขที่ไม่มีอิสรภาพ มีเงื่อนไขตลอดเวลาเลย เรารักคน คนนึง นึกว่าจะมีความสุข เรารักใครเข้ามานะ เราจะเสียอิสรภาพเพราะคนนั้นทันทีเลย
ไม่ว่าเราจะรักใคร เราจะเสียอิสระเพราะคนนั้นเลย รักสิ่งใด ก็จะทุกข์เพราะสิ่งนั้น เพราะว่าใจจะมีภาระผูกพันมาก
คนโบราณนะ เขาแต่งกลอน เขาบอกว่า... มีลูกเหมือนเชือกผูกคอ มีเมียหรือมีสามีเหมือนปอผูกศอก มีสมบัติน่ะเหมือนมีปลอกรัดขาไว้ เห็นไหม๊ มีลูก มีเมีย มีทรัพย์สมบัติ ในโลกเขาว่าดีนะ แต่นักปราชญ์เขาเห็นว่า มันมีภาระนะ
มีลูกทำไมเขาเทียบว่าเหมือนมีเชือกรัดคอไว้ เวลามีลูกนะ กินอะไรไม่ค่อยลงนะ มันต้องคอยดูก่อนว่าลูกมันได้กินหรือยัง มีเมีย มีสามีไม่คล่องตัว ทำอะไรก็ไม่คล่องตัว ไม่คล่องแคล่วเหมือนเดิม ห่วงหน้าห่วงหลัง
มีสมบัติเหมือนปลอกรัดขาไว้ ไปไหนก็ไม่ได้ ห่วงสมบัติ ต้องนั่งเฝ้าสมบัติไว้ เพราะฉะนั้น มีอะไรก็ทุกข์เพราะอันนั้น มีกายก็ทุกข์เพราะกายนะ มีใจก็ทุกข์เพราะใจ มีกายก้ต้องห่วงมัน ต้องดูแลมันมากมาย มันเป็นอะไรขึ้นมาก็ทุรนทุราย
มีจิตใจก้ต้องดิ้นรน หาความสุขมาบำรุงบำเรอมัน แล้วมันก็อยู่ไม่นานนะ มันก็จะหิวโหยตลอดเวลา จิตใจเราหิวโหยตลอดเวลา ยิ่งกว่าร่างกายอีก ร่างกายหิวโหยวันละครั้ง สองครั้ง สามครั้ง ถ้าตะกละหน่อย ตะกละไม่ใช่หิว นะ ตะกละได้วันละหลายครั้ง แต่หิวจริงๆ วันละ2-3 ครั้งอะไรอย่างนี้
แต่ใจนี่หิวตลอดเวลาเลย ใจหิวอะไร หิวอารมณ์ อยากได้อารมณ์ที่ดี อยากได้อารมณ์ที่ไม่ดีให้มันหายไป มันมีแต่ความดิ้นรนอยู่ข้างใน ความต้องการเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะฉะนั้น มีแต่ความทุกข์นะ ถ้าเรามีสติปัญญา ดูลงมาในกาย ดูลงมาในใจ จะเห็นว่า ไม่ใช่ของดี ของวิเศษ ไม่ใช่ของน่ารัก น่าหวงแหน
นี่การปฏิบัติธรรมนะ เรามุ่งให้มาเห็นความเป็นจริงของกายของใจอันนี้ ไม่ใช่หลอกตัวเองให้เชื่อ หลอกยังไงก็ไม่เชื่อ อย่างเราฟังธรรมะมามากมาย บอกร่างกายนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
หรือว่าชีวิตนี้เราจะต้องตายแน่นอน เคยได้ยินไหม๊ว่า เราจะต้องตายแน่นอน เชื่อไหม๊ว่า เราจะตายวันนี้ ไม่เชื่อ ไม่เชื่อหรอก ใจมันไม่ได้ยอมรับจริงๆ
เพราะฉะนั้น เราพาจิตให้มาเรียนรู้ความจริงของกายของใจ เพื่อมันจะได้ยอมรับความจริง ถ้ามันยอมรับความจริงนะ มันจะคลายความยึดถือ มันจะเป็นอิสระขึ้นมา
ความรักแต่เดิมนั้น ไม่ว่ารักสิ่งใด เราเสียอิสระเพราะสิ่งนั้น พระพุทธเจ้าบอกว่า มีนา ก็ทุกข์เพราะนา มีวัว ก็ทุกข์เพราะวัว เพราะกลัวมันหาย
สมัยพุทธกาลนะมีพระราชินีองค์หนึ่ง... ชื่อพระนางมัลลิกา พระนางมัลลิกาเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า พระเจ้าธะเสนธิโกศลเป็นสามี คนเขาว่าเป็นชาวพุทธ แต่ว่าศาสนาอื่นเขาก็ว่าเป็นศาสนาอื่นนะ คล้ายว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็คบกับเขาหมดแหละ คบทั่วๆไป คบกับทุกศาสดา
วันหนึ่งพระเจ้าธะเสนธิโกศล ถามพระนางมัลลิกา พระพุทธเจ้าสอนอะไร ตอนนั้นยังไม่คุ้นกะพระพุทธเจ้า พระนางมัลลิกาบอกว่า ท่านสอนว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์" พระเจ้าธะเสนธิโกศล ฟังแล้วขัดใจ บอกว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีสุขสิ ใช่ไหม๊" ทำไมที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ โกรธเมียนะ โกรธพระนางมัลลิกา มาอธิบายซิ อธิบายไม่เป็น อธิบายไม่ได้
พระนางมัลลิกานั้น ก็ฉลาดนะ ส่งคนไปหาพระพุทธเจ้า ไปถามท่าน ว่าจะตอบยังไงดี ก็ได้คำตอบ มาบอกพระเจ้าโกศล
เมืองโกศลนี้ พระองค์รักไหม๊
ก็ตอบว่า.. รัก
เป็นห่วงไหม๊
ก็ตอบว่า.. เป็น
ถ้าเมืองโกศลไปตกกะคนอื่น จะพอใจไหม๊
ก็ตอบว่า.. ไม่พอใจ
มเหสีอีกองค์หนึ่ง แสนสวย แสนดี..
รักไหม๊.. รัก
ถ้ามเหสีนี้แปรปรวนไป จะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ล่ะ
บอก... เป็นทุกข์
ตอนรักอยู่ก็ห่วงนะ ...เป็นห่วงอีก
แกมีเมืองใหญ่อีกเมืองนึง เมืองสาเกตุ..
บอกว่าถ้าเมืองนี้หายไป เสียไปล่ะ จะมีความสุขหรือความทุกข์... มีความทุกข์
เมืองนี้ ตอนนี้ยังไม่เสียไป แคว้นกาสี ยังไม่เสียไป เป็นห่วงไหม๊... เป็นห่วง
บอกนี่แหละ ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์
วัยรุ่นฟังแล้วจะไม่เข้าใจ รัก คำว่ารักนี้ ไม่ได้แปลว่า เลิฟ(LOVE) นะ รักตัวนี้ หมายถึง
"ความผูกพัน"
คำว่าราคะ ...ความผูกพัน ไม่ว่าเราผูกพันกะอะไร เราจะเสียอิสระเพราะสิ่งนั้น สิ่งที่เรารักที่สุด เราหวงแหนที่สุด ก็คือ ตัวเรานี่เอง คือ กายกะใจ คือขันธ์ห้า นี่เอง
ท่านถึงสอนให้เรามาเรียนรู้ขันธ์ห้า เรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ ถ้าเรียนรู้ได้แจ่มแจ้งว่ามันไม่ใช่ของดีหรอก มันเป็นของไม่เที่ยง มันเป็นของที่ถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา เป็นของที่บังคับไม่ได้ ไม่เป็นไปตามใจอยาก
แล้วใจจะค่อยๆ คลายความยึดถือ ตามความฉลาด ฉลาดมากเห็นความจริงมาก เพราะคลายความยึดถือได้มาก เห็นความจริงน้อย ก็คลายได้น้อย
พระโสดาบัน เห็นความจริงน้อย คลายได้น้อย
พระสะกะทาคา ก็ยังคลายได้น้อย
พระอนาคา คลายได้เยอะขึ้น เห็นความจริงมากขึ้น
พระอรหันต์ เห็นความจริงได้หมด คลายได้หมด
ท่านถึงสอนบอกว่า พระโสดา.. นะ มีปัญญาเล็กน้อย มีศีลบริบูรณ์นะ มีสมาธิเล็กน้อย มีปัญญาเล็กน้อย
พระสะกะทาคา มีศีลสมบูรณ์ มีสมาธิปานกลาง มีปัญญาเล็กน้อย ปัญญายังน้อยอยู่ ขนาดพระสะกะทาคาปัญญายังน้อย แล้วพวกเราจะมีปัญญาขนาดไหน ต้องอ่อนมากๆเลยนะ เขาเรียกปัญญายวบยาบ
พอได้พระอะนาคา นะ คือ ศีลบริบูรณ์ สมาธิบริบูรณ์ ปัญญาปานกลาง ปัญญายังปานกลางเลย พระอรหันต์ศีลบริบูรณ์ สมาธิบริบูรณ์ ปัญญาเต็มบริบูรณ์ แล้วคำสอนของท่านอัศจรรย์มากเลย ถ้าเราภาวนาไม่เป้น ไม่เข้าใจหรอก ฟังแล้ว เหมือนมีเหตุมีผลนะ แต่ถามเจาะเข้าไปนะ ตอบไม่ได้หรอก ถามลึกลงไปแล้วจะอธิบายไม่ถูกเลย
บอกว่าพระโสดาบันมีศีลสมบูรณ์แล้วนะ ทำไมท่านมีศีลบริบุณ์ ท่านมีหิริ โอตัปปะเต็มที่ ท่านมีสติคุ้มครองจิตอยู่ กิเลสอะไรเกิดขึ้นนี่ สติท่านระลึกรู้เลย กิเลสครอบจิตท่านไม่ได้นะ ถ้าจะทำผิดศีลผิดธรรมขึ้นมา ท่านมีหิริ โอตัปปะ ต้องเบรคตัวเอง มันละอายใจตัวเอง ก็จะรู้สึกทำไม่ได้ ทำผิดศีลไม่ลง
สมาธิเล็กน้อยเป็นยังไง เหมือนพวกเรานี่แหละ สมาธิเล็กน้อย จิตไม่ตั้งมั่น จิตแฉลบตลอดเวลา คำว่าสมาธิตรงนี้ หมายถึง ลักขณูปณิชฌาน ไม่ใช่ อารัมณูปณิชฌาน เมื่อวันแรก ...สอนแล้วนะเรื่องสมาธิ 2 ชนิด
๑.สมาธิแบบสงบนิ่งจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ถูกร ู้อย่างเดียวตลอด(อารัมณูปณิชฌาน)เอาไว้พั กผ่อนจิตให้มี
กำลัง
๒.สมาธิแบบตั้งมั่น(สัมมาสมาธิ)แยกออกห่าง จากสิ่งที่ถูกรู้(ลักขณูปณิชฌาน)เอาไว้เจร ิญปัญญา
ปุถุชนบางคนเข้าฌาน 8 ได้ พระอรหันต์บางองค์เข้าได้แค่ประถมฌาน ได้ฌานหนึ่ง ทำไมบอกว่าระดับอะนาคา พระอรหันต์นี่ สมาธิบริบูรณ์ เข้าได้ประถมฌานเอง
ปุถุชนที่ว่าสมาธิจุ๋มจิ๋ม ไม่มีเลย ไม่เอาไหนเลย ทำไมเข้าฌานแปดได้ ตอบไม่ถูกเลยนะ
ปุถุชนมันมีถึงฌานแปดได้นะ แต่มันเป็นอารัมณูปณิชฌาน
คำว่าสมธิเล็กน้อยหมายถึง ลักขณูปณิชฌาน สมาธิที่จิตตั้งมั่นอยู่ที่จิตหนึ่ง ปุถุชนไม่ค่อยมีหรอก จิตออกนอกตลอด จิตแฉลบตลอด
พระอริยะบุคคล นะ พระโสดา จิตตั้งได้แว๊บเดียวนะ ก็เคลื่อนนะ ตั้งได้แว๊บหนึ่งก็เคลื่อน เคลื่อนไปไหน เคลื่อนไปหาอารมณ์ อะไรเป็นอารมณ์บ้าง รูป เสียง กลิ่น รส โอษฐ์ทัพพะ เรียกว่ากามคุณอารมณ์ ใจยังถูกกามลาก เข้าไปหารูป เสียง กลิ่น รส โอษฐ์ทัพพะได้ ใจยังหนีไปคิดถึงรูป เสียง กลิ่น รส โอษฐ์ทัพพะได้ เรียกว่า กามมะธรรม
ใจที่ถูกลากตลอดเวลา งั้นสมาธิเล็กน้อยถึงขั้นเข้าฌานแปดได้ ตั้งแต่ก่อนเป็นพระโสดาบันแล้ว
เป็นโสดาบันแล้ว ก็ยังเข้าฌานแปดได้ แต่ท่านก็ถือว่าสมาธิเล็กน้อย
เพราะสมาธิชนิดลักขณูปณิชฌาน จิตตั้งมั่นมันเล็กน้อย มันแฉลบตลอด ยกเว้นเวลาจะเข้าฌาน กำหนดลม แล้วแสงสว่างจับ อยู่กับความสว่างนิ่งอย่างนี้ ปล่อยสว่างนะ ปล่อยปีติ มีสุข ปล่อยสุขเข้าไปเอกทัตตา ปล่อยความรับรู้ร่างกายนั้น เข้าอรูปฌาน นี้ท่านยังถือว่าสมาธิเล็กน้อยเลย
เพราะฉะนั้น ต้องตั้งมั่นจริงๆ นะ ท่านถึงจะเรียกว่า มีสมาธิ ตรงนี้ปริยัติตอบไม่ได้นะ ไม่มี ถ้าไม่ได้ภาวนาไม่รู้หรอก พอเป็นพระสักกะทาคา สติจะเร็ว เคลื่อนแล้วรู้ เคลื่อนแล้วรู้ เคลื่อนแล้วรู้นะ ไม่เจตนานะ มันจะตั้งได้เยอะ งั้นสมาธินี้ปานกลาง
พระอะนาคานี่ ท่านมีปัญญาแก่กล้าแล้วท่านเห็นทุกข์ เห็นโทษ ของรูป เสียง กลิ่น รส โอษฐัพพะ ทั้งหลาย กามคุณอารมณ์มาลากใจท่านไปไม่ได้ ใจของท่านตั้งมั่น เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มีลักขณูปณิชฌานอยู่เนืองๆ นะ ใจไม่เคลื่อนไป ไม่ไหลไปทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ เวลาดู ใจก็ไม่ถลำไปดู พวกเราเวลาดูใจถลำไปดู นึกออกไหม๊ เวลาฟัง ถลำไปฟัง เวลาคิด ถลำไปคิด
พระนาคา มีแต่ถลำไม่คิด แล้วก็ไปตั้งสมาธินะ ถลำไปจับอารมณ์ภายใน จับความว่าง จับแสงสว่าง จับยังงั้นไป มีถลำ แต่ถลำไปในรูปภพ อรูปภพ (อะ-รูบ-ปะ-พบ) จะไม่ถลำไปในกาม คือในรูป ในกลิ่น ในเสียง ในรส ในโอษฐัพพะทั้งหลาย ถือว่ามีสมาธิบริบูรณ์แล้ว ใจไม่ถลำไปหากาม
แต่ว่าพระอนาคา มีใจถลำเป็นกลาง ปัญญาเป็นกลาง แต่ท่านเห็นความจริงนะ ว่าร่างกายนี้ หรือหู ตา จมูก ลิ้น กายนี้เป็นตัวทุกข์ ไม่ใช่ของดี ของวิเศษเลย ท่านไม่ได้ยึดถือ ในตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้ยึดถือรูป ไม่ยึดถือกายนี้ แม้กระทั่งตา ยังไม่ยึด เขาไม่ยินดีในรูป แม้กระทั่งหู ยังไม่ยึดนะ ท่านไม่ยินดีในเสียง ถ้ายังยินดีในเสียงก้ต้องรักษาหู รักหู
ยังยินดีในรูป ต้องรักลูกกะตา นี่ถ้าเห็นความจริงในตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ใช่ของดีของวิเศษเลยนะ มีแต่ตัวทุกข์ ตัวโทษ มีร่างกายนี้เป็นของไม่ดีเลยนะ มีความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอด ท่านเห็นความจริงตัวนี้ ท่านหมดความยึดถือกาย พอไม่ยึดถือการ ท่านก็หมดความยึดถือในรูป เสียง กลิ่น รส โอษฐัพพะด้วย
รูป เสียง กลิ่น รส โอษฐัพพะ คือกามคุณอารมณ์นั่น ไม่สามารถลากจิตของท่านให้ถลำเข้าไปหาได้ จิตของท่านตั้งมั่น เด่นดวงอยู่นี่ เป็นสมาธิบริบูรณ์ เพราะมีปัญญาปานกลาง เห็นว่า กายนี้ไม่ใช่ของดีของวิเศษเลย ไม่ยึดกาย
ส่วนพระอรหันต์ ศีลบริบูรณ์ สมาธิบริบูรณ์ ศีลบริบูรณ์มาตั้งแต่โสดาแล้ว สมาธิบริบูรณ์ตั้งแต่เป็นพระอะนาคาแล้ว ปัญญาบริบูณ์ คือเห็นความจริงว่า ตัวจิตนั่นแหละเป็นตัวทุกข์ ตัวโทษ ไม่ใช่เห็นแต่กายเป็นทุกข์เป็นโทษนะ
การปฏิบัตินะ ไม่ว่าเราจะดูกาย ดูเวทนา ดูจิต หรือดูธรรมก็ตามนะ ตั้งแต่ต้นจนสุดสาย ดูกายตลอดเลย แล้วมีจิตเป็นคนดู แต่นาทีที่จะขจัด ทำลายวัฏฏะลงไป ถ้าเป็นพระอรหันต์จะแจ้งในตัวจิต เพราะจิตเป็นสิ่งที่ยึดถือเหนียวแน่นที่สุด ว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา หวงแหนที่สุดเลย เป็นของดีของวิเศษ
พระอะนาคามีเห็นว่าจิตเป็นของดีของวิเศษนะ พระอะนาคามีมีปัญญาปานกลาง เห็นว่าถ้าจิตมีความอยาก จิตมีความยึด จิตจะมีความทุกข์ ถ้าจิตไม่อยาก จิตไม่ยึด จิตไม่ทุกข์ นี่เป็นความหลงผิดของพระอนาคามี
คนที่เป็นบรรลุพระอรหันต์นี่ ท่านเห็นความจริงนะ จิตจะมีความอยาก จิตจะมีความยึดหรือไม่ก็ตาม จิตมีความทุกข์โดยตัวของมันเอง มันคือความทุกข์แท้ๆเลย นี้เรียกว่ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งนะ รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง ท่านจะสละคืนจิตให้โลกไป ไม่ยึดถือจิต
ไม่ยึดถือจิตแล้วมันจะเกิดสภาวะของจิตชนิดหนึ่งขึ้นมาแทน เรียกว่ากริยาจิต กริยาจิตนี้ไม่เสพอารมณ์ทางใจนะ รู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้ ปรุงแต่งทุกอย่างได้เหมือนพวกเราเอง แต่จิตนี้ไม่มีความขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวเลย ไม่มีการไหลเข้าไปจับสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยนะ และไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปนเปื้อนเข้ามาสู่จิตได้ ไม่มีอะไรย้อมมันได้อีก คล้ายๆ มันสะอาดหมดจด มันไม่มีตัวตน ที่จะให้อะไรเจ้ามาจับมันได้
ใครเคยได้ยินชื่อ ชินเชา เป็นซือเฮีย เป็นลูกศิษย์รุ่นก่อน เว่ยหล่างเป็นคนมาเรียนทีหลัง เป็นรุ่นน้อง รุ่นพี่นี่เขียนธรรมะมาว่า ร่างกายเหมือนต้นโพธ์นะ จิตเหมือนกระจกเงาใส กิเลสเหมือนขี้ฝุ่น ให้เราคอยเช็ดกระจกให้ผ่องใสไป เว่ยหล่างไปเห็นนะ รู้เลยว่า ชินเชาไม่จบหรอก ยังมีกระจก อะไรกระจก คือจิตไง ยังต้องคอยถนอกรักษาจิตอยู่นะ ยังต้องคอยปัดขึ้ฝุ่นอยู่นะ ยังมีภาระที่ไม่สิ้นสุด ก็บอกว่าถ้ามันไม่มีกระจกนะ ขี้ฝุ่นไม่มีที่จับ
เขาเขียนธรรมะออกมาถึงระดับนี้ หมายถึงถ้าเราไม่ยึดถือจิต จิตจะกลืนเข้าสู่มหาสุญญตา กลืนเข้าจักรวาล ที่ว่างเปล่าเลยนะ ไม่มีอะไรย้อมมันได้อีกต่อไป ไม่มีอะไรจะต้องรักษา แต่มันจะมาสู่จุดนี้ได้ ไม่ใช่เพราะว่าเราจงใจทำให้จิตหลุดพ้นมาแบบนี้ ไม่มีใครสั่งจิตให้หลุดพ้นได้ จิตหลุดพ้นได้ด้วยตัวของจิตเอง เมื่อศีล สมาธ ปัญญาของเขาแก่รอบ
มีพระสูตรอันหนึ่ง ชื่ออัจจายิกกะสูตร (ไม่รู้เขียนถูกรึเปล่า) สอนบอกว่า ชาวนามีหน้าที่ 3 อย่าง ชาวนาสมัยพุทธกาลนะ อันแรก ไถนา อันที่ 2 ไปหว่านข้าว อันที่ 3 คอยดูแลเรื่องระดับน้ำ ถ้าน้ำมากไปจะท่วมต้นกล้า เอาน้ำออกบ้าง ถ้าน้ำน้อยไปก็เอาน้ำมาใส่นา ดูแลไปอย่างนี้ ถึงเวลาแล้ว ข้าวออกรวงออกเมล็ดเอง ชาวนาไม่สามารถสั่งข้าวให้ออกรวงออกเมล็ดได้ ข้าวออกของมันเอง ชาวนาทำเงื่อนไข 3 ประการ เพื่อดูแลให้ข้าวออกรวงเท่านั้นเอง
ภิกษุทั้งหลายไม่สามารถทำมรรคผลให้เกิดได้ แต่ภิกษุต้องทำงาน 3 อย่าง หมายถึงนักปฏิบัติด้วย ต้องทำงาน 3 อย่าง คือพัฒนาศีล สมาธิ ปัญญา ศีลาสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา แก่รอบสมบูรณ์ขึ้นเมื่อไหร่นะ มีปัญญาแก่รอบขึ้นมา ศีลนั้นส่งทอดให้ทำสมาธิได้ง่าย สมาธิที่ถูกต้องส่งทอด จะส่งทอดให้เจริญปัญญาได้ ปัญญาที่ถูกต้อง ทำให้จิตหลุดพ้น ไม่มีใครสั่งให้จิตหลุดพ้นได้ มีแต่เราต้องพัฒนาศีล สมาธิ ปัญญานี้ ขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วจิตจะหลุดพ้นของเขาเอง
เห็นไหม๊ จิตมันเป็นอนัตตานะ สั่งให้จิตหลุดพ้น ทำให้หลุดพ้น ยังทำไม่ได้เลย นี่ท่านสอนมาอย่างนี้ ชัดเจนมาตลอดนะ พวกเราก้ต้องรู้นะ อยู่ๆ จะไปสั่งจิตให้บรรลุมรรคผลนั้น ไร้สาระที่สุดเลย เป็นไปไม่ได้ ต้องเป็นเอง โดยการที่เราทำเงื่อนไข 3 ประการ เหมือนที่ชาวนาทำเงื่อนไข 3 ประการ
สมัยพุทธกาล ชาวนาก็ทำแค่นี้ ไปไถนา ไปหว่านข้าว แล้วก็ดูแลเรื่องน้ำ สมัยนี้ต้องมากกว่านั้น ใช่ไหม๊ ต้องฉีดยาด้วยใช่ไหม๊ ต้องใส่ปุ๋ยด้วย งานเยอะกว่าเก่า พวกเราสมัยนี้ก็เหมือนกัน ทำไมชาวนาต้องใส่ยาใส่ปุ๋ยตั้งเยอะแยะ ดินก็เลวลงไปใช่ไหม๊ ดินไม่สมบูรณ์อย่างแต่ก่อนแล้ว และก็ศัตรูพืชก็เยอะ
พวกเราทุกวันนี้ศัตรูพืชเยอะนะ อยู่ตามป้ายโฆษณานี่เยอะมากเลย มันเกาะอยู่ มันทำให้จิตใจของเรานี่ กิเลสของเรานี่ ชุ่มชื่น ชุ่มฉ่ำมากเลยนะ ต้องสู้มากกว่าคนสมัยก่อนนะ พยายามสำรวม สำรวมอินทรย์ ธรรมะดีๆต้องทำให้เยอะๆไว้ ไม่งั้นสู้มันไม่ไหวหรอก กิเลสมันรุนแรงเหลือเกินยุคนี้ สิ่งยั่วยวนมันรุนแรงเหลือเกิน หรือการที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมที่เลวๆ
ถ่ายทอดวัฒนาธรรมเลวๆออกมา ให้คนคิดว่าการทำเรื่องเลวๆ เป็นเรื่องปกติ โอ นี่เลวร้ายมากนะในสังคมของเรา อย่างบอกว่า ผัวใครก็ช่าง นี่เพลงอะไรนะ แฟนใครไม่มีป้ายแขวนคอ อะไรงี้ ฉันรักเมียเขา อะไรนี้ โอียเลวร้ายมากเลยนะ มันถ่ายทอดวัฒนธรรมที่เลวให้เรายอมรับความเลวเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
หรือถ่ายทอดว่าคอรัปชั่นก็ได้นะ ขอให้มีผลงาน นี่ถ่ายทอดสิ่งที่ไม่ถูกต้องนะ ผลงานนั้นดีอยู่แล้วนะ แต่วิธีที่จะได้มาถึงผลงานนั้นต้องดีด้วย สำหรับชาวพุทธเรานะ ไม่ใช่ดีแต่ปลายทางนะ วิธีการต้องดีด้วย ไม่ใช่วิธีอะไรก็ได้ที่ประสบความสำเร็จ แล้วถือว่าสำเร็จ นั้นไม่ใช่วิถีของชาวพุทธเลย สิ่งเหล่านี้แปลกปลอมนะ เป็นพิษเป็นภัยเต็มไปหมดเลยนะ
เพราะฉะนั้นเราต้องดำรงชีวิตด้วยสติด้วยปัญญาอย่างแท้จริง ต้องเอาหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาตรวจสอบตลอดเลยนะ กิเลสมันจะลากเราไปอย่างรวดเร็วเลย คนมายั่วกิเลสเรา แล้วเราก็พร้อมจะตามกิเลสด้วย ต้องสู้ให้มากเลย ต้องอดทนให้มากเลย รักษาศีลเอาไว้ให้ได้ ตั้งใจรักษาศีลให้ดี และก็มีสติ มีปัญญา รักษากาย รักษาใจของตัวนะ รักษาจิตใจไว้ มีศีล รักษากายวาจาให้เรียบร้อย ข่มใจไม่ยอมให้ทำตามกิเลส มีสามธิบ้างเพื่อจะข่มกิเลสไม่ให้มันมาย้อมใจนะ
ศีลกับสมาธิไม่เหมือนกันนะ
ศีลนี้ข่มใจไม่ยอมให้ทำตามกิเลส
สมาธินี้ข่มกิเลสไม่ให้มาย้อมใจ
ถ้ากิเลสมันเบาหน่อยก็ข่มมันไว้ ทำสมาธิสู้ไว้ ถ้ากิเลสระดับกลางๆ ไม่รุนแรงมาก ก็ใช้สมาธิสู้ได้ ข่มกิเลสไปเลย
ปัญญานี่ขุดรากถอนโคนกิเลส
ปัญญาคือการเห็นความจริง รูป นาม กาย ใจของเราเรื่อยไป เพราะฉะนั้น เฝ้าดู เฝ้ารู้นะ จนปัญญามันแจ้งขึ้นมา ปัญญษมันแจ่มแจ้งขึ้นมา เราก็จะพ้นทุกข์ตามลำดับ
ๆไป เราจะพบว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของดีของวิเศษ เป็นแสงสว่างของโลกนะ เป้นความร่มเย็นเป็นสุขของโลก ซึ่งมันไม่มีในโลกนี้ มันมืด มันบอดเต็มที นั้นมันหาความสุข ความสงบไม่ได้เลยนะ ทุกหัวระแหงเลยนะ มีแต่เรื่อง เบียดเบียน เข่นฆ่า ล้างผลาญ แย่งชิง ทำร้ายซึ่งกันและกัน เต็มไปหมดเลย
มนุษย์ก็รุนแรงต่อมนุษย์ ธรรมชาติก็รุนแรง เพราะฉะนั้นเราไม่มีทางเลือกนะ เราชาวพุทธนี่พยายามทำภาวนาเข้า เรียนรู้ทันตัวเองนะ เจริญศีล สมาธิ ปัญญา ทำให้มากๆๆ ต่อไปถึงโลกจะแตกนะ ใจเราไม่กระเทือนเลยนะ โลกจะแตกก็เรื่องของดลก ไม่ใช่เรื่องของเรา ขนาดร่างกายของเราจะแตก เรายังไม่เดือดร้อนเลย ค่อยฝึกไปเรื่อยๆนะ เราจะได้ไม่จมลงไปในโลกที่สกปรก
มีร่างกายก็รู้สึกถึงความมีอยู่ของร่างกาย มีสุข มีทุกข์ มีกุศล อกุศลก็รู้สึก ว่ามันมีอะไรอยู่ ต่อไปก็จะเห็นได้ ในร่างกายก้มีแต่ของไม่เที่ยง ในจิตใจมีแต่ของไม่เที่ยง มีแต่ของบังคับไม่ได้
ในร่างกายนี้ ตัวที่ดูง่าย จะเห็นตัวทุกข์ง่าย ร่างการเรามีความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวหิว เดี๋ยวกระหาย เดี๋ยวเมื่อย เดี๋ยวคัน มีความทุกข์ นานๆก็ป่วย เคล็ดขัดยอก เป็นอยู่ตลอด
เมื่อสติปัญญาเข้มข้นขึ้น ก็จะเห็นเอง นั่งอยู่ก็ทุกข์ ยืนอยู่ก็ทุกข์ เดินอยู่ก็ทุกข์ นอนอยู่ก็ทุกข์ เมื่อทุกข์ก็ต้องเคลื่อนไหวปกติไปเรื่อยๆ เปลี่ยนอิริยาบท นอนก็มีความทุกข์ ต้องพลิกซ้ายพลิกขวาไปเรื่อย คืนหนึ่ง 30.. 40 ครั้งที่นอนพลิกตัว ความทุกขืมันบีบคั้น
หายใจออก ก็เพื่อแก้ทุกข์ของการหายใจเข้า หายใจเข้าก็เพื่อแก้ทุกข์ของการหายใจออก หายใจเข้ามากๆก็ทุกข์ ต้องหายใจออกแก้ทุกข์ หายใจออกมากๆ ก็ต้องหายใจเข้าแก้ทุกข์ นี่ถ้าเรามีสติอยู่ในกาย ก็จะเห็นกายนี้ไม่มีอะไร มีแต่ตัวทุกข์
มีภาระมากมายเลยตั้งแต่หัวถึงเท้านะ เต็มไปด้วยภาระต้องดูแลมากมาย ตั้งแต่ตื่นจนหลับ มีแต่เรื่องต้องดูแลร่างกายมากมาย ตื่นขึ้นมาก็เมื่อนนะ นอนทั้งคืนเมื่อยเลย ต้องบิดขี้เกียจก่อน บิดแก้เมื่อย แล้วไปอาบน้ำ ไปขับถ่าย ภาระเยอะนะ พามันไปกินข้าว พามันไปแต่งตัว พามันไปที่ทำงาน มีภาระทั้งวัน เดี๋ยวก็หิวอีกแล้ว เดี๋ยวก็พาไปห้องน้ำอีกแล้ว
นี่ถ้าเรามีสติอยู่ในกายมากๆ ก็เห็นเป็นตัวทุกข์ มีสติอยู่ในตัวมากๆ ก็เห็นอนิจจัง เห็นอนัตตา เห็นง่าย ดูจิต ถ้าจิตของเรายังไม่ดีนะ ยังเห็นทุกข์ได้ แต่พอจิตดี จิตมีความสุขนี้ จะดูให้เห็นทุกข์นี้ดูยาก ดูจิตนะ ดูอนิจจังง่าย ไม่เหมือนร่างกาย ร่างกายดูอนิจจังยากกว่า
เพราะรูปอายุยืนกว่านามธรรม นามธรรม มีอายุอยู่ชั่วขณะหนึ่งก็ดับ มีแว๊บนึงก็ดับ แว๊บนึงก็ดับ แต่รูปธรรมนั้นอายุยืนกว่า ดูอนิจจังยาก รูปธรรมดูทุกขังง่าย ดูความทุกข์ที่มันบีบคั้นน่ะง่าย
แต่จิตใจดูอนิจจังง่าย มีสุขก็แป๊บเดียว มีทุกข์ผ่านเข้ามานะ มีสติระลึกรู้อยู่ ความทุกข์ก็หายไป ลดระดับไป เปลี่ยนไป เดี๋ยวทุกข์มาก เดี๋ยวทุกข์น้อย เดี๋ยวทุกข์หายไป มีความสุขก็เหมือนกันนะ เกิดดับตลอดเวลา ความเฉยๆ เกิดขึ้นก็เกิดดับอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวก็ไม่เฉยแล้ว
กุศลเกิดขึ้น อย่างมีศรัทธา มีวิริยะ วันนี้ตั้งใจจะเดินจงกลมซักชั่วโมงนึง คึกคักมากเลย ลงมือเดินไม่กี่นาทีนะ มองนาฬิกาแล้ว ได้ครึ่งชั่วโมงหรือยัง อ๋อ เพิ่งได้ 3 นาทีนะ วิริยะหายไปแล้ว กลายเป็นขี้เกียจ วิริยะก็ไม่เที่ยง กุศลก็ไม่เที่ยง
เฝ้าดูไป กำลังเบื่อเดินจงกลมมากๆ เบื่อ ดูไปที่เบื่อ เอ้าความเบื่อดับอีกแล้ว ความเบื่อเป็นอกุศลก็ไม่เที่ยง ความโลภ ความโกรธ ความหลง เรามีสติรู้ทัน ก็เห็นแต่ของไม่เที่ยง แล้วดูจิตดูใจก็จะเห็นความไม่เที่ยงได้ง่าย
อีกอันนึงที่เห็นง่าย สำหรับจิตใจ คือความเป็นอนัตตา อนัตตาว่าไม่อยู่ในอาณัติ บังคับควบคุมไม่ได้ ไม่เป็นไปตามใจอยาก อย่างเราอยากให้จิตใจมีความสุข มันก็ไม่ยอมสุข ความสุขเกิดขึ้นแล้วอยากให้อยู่นานๆ มันก็ไม่อยู่ เราไม่อยากให้จิตใจมีความทุกข์ มันก็จะทุกข์ ความทุกข์เกิดแล้วอยากให้หายไป มันก็ไม่หาย สั่งมันไม่ได้
สั่งว่าต่อไปนี้จะไม่โกรธ มันก็โกรธ ต่อไปนี้จะไม่โลภ จะไม่ซื้อของ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็ขยันซื้อเหมือนเดิม มันควบคุมไม่ได้ ว่าจะไม่เจ้าชู้ มันก็อดไม่ได้นะ นิสสัย ใจมันสั่งไม่ได้ แต่อย่าเอาธรรมะนี้ไปเป็นข้ออ้างกับภรรยานะ ภรรยาก็รู้สึกฉันก็คุมจิตของฉันไม่อยู่เหมือนกัน
นี่เฝ้าดูนะ ในจิตจะเต็มไปด้วยคำว่าอนัตตา สั่งไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ อย่าไปโกรธเขาเลย ก็จะโกรธ
ใครเคยอกหัก มีไหม๊ เวลาอกหัก แป๊บเดียวก็จะไปคิดถึงเขาอีกแล้ว พอไปคิดนะ เดี๋ยวก็รัก เดี๋ยวก็แค้นอะไรอย่างนี้ สลับไปเรื่อยๆ เพื่อนก็มาปลอบ อย่าไปคิดถึงเขาสิ นี่มันปลอบแบบคนไม่มีธรรมะ ห้ามไม่ให้คิด ห้ามได้ไงล่ะ ใจมันจะคิด อย่าไปคิดเลย อย่าไปคิดเลย สั่งไม่ได้ จิตมันเป็นอนัตตา
หรือเวลาอะไรเกิดขึ้นนะ สมมติว่าเราไฟไหม้บ้าน เพื่อนก็มาสอนเรา เธอคิดทางบวกสิ เธอได้อยู่บ้านมาตั้ง 10 ปีแล้ว มันถูกไหม้ไป ควรจะดีใจนะ อยู่มาตั้งนานแล้ว คิดอย่างนี้นะ ...คิดได้ไหม๊ ไม่ได้ สั่งไม่ได้ มันจะคิดแต่ว่า โถ อยู่ได้ 10 ปีเองไปซะแล้ว จะกลับข้าง
เวลาไปซื้อเสื้อผ้ามา มีตำหนิซักนิดนึง เส้นด้าย เส้นใยอะไร ขาดไปเส้นนึงนะ เวียนมองอยู่งั้นแหละ ใครเป็นบ้างไหม๊ เวลาไปซื้ออะไรมามีตำหนินะ จะดูตรงที่มีตำหนินั้น ตรงที่สวยไม่ดูหรอก พระท่านก็เทศน์ให้ฟัง มองในแง่ดีสิ ส่วนที่สวยมีตั้งเยอะ ไปดูที่สวยสิ ดูอย่างนี้นะแล้วจะสบาย ดูได้ไหม๊ ไม่ได้ จะดูไอ้ตรงที่มันชำรุดนั่นแหละ ห้ามไม่ได้
บางคนส่องกระจกนะ พวกนี้พวกมีบุญ ส่งกระจกนะ เห้นแต่จุดที่สวยงามของตัวเอง จุดที่ไม่สวยไม่ดูนะ อุ๊ย ตาของฉันยังหวาน อยู่เลย หวานมา 50 ปีแล้วก็อีกยังหวานอยู่ อะไรอย่างนี้นะ
ส่วนบางคนนะ อกุศลให้ผลเนืองๆ มองทีไรเห็นแต่ตีนกา หน้าซะสวยทั้งหน้านะ ไม่ดู มีไฝอยู่เม็ดนึง มองมันอยู่นั่นแหละ เกลียดมันจังเลย สั่งมันได้ไหม๊ มันให้ดูอันนี้ ไม่ดูอันนี้ สั่งไม่ได้
คำว่าอนัตตา หมายถึงว่า มันไม่อยู่ในอำนาจเรา บังคับมันไม่ได้ มันเป็นไปตามเหตุ ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง นี่ถ้าเรามาดูร่างกาย เราจะเห็นตัวทุกข์ง่าย ถ้ามาดูจิต เราจะเห็นความไม่เที่ยง เห็นความเป็นอนัตตา บังคับไม่ได้ง่าย
เฝ้ารู้... เฝ้าดูแล้วมันจะได้อะไร นี่เป็นขั้นเจริญปัญญาแล้ว เราก็จะได้เห็นความจริง ร่างกายนี้ไม่ใช่ของดีของวิเศษ จิตใจนี้ก็ไม่ใช่ของดีของวิเศษหรอก
เราแต่เดิมเห็นว่าร่างกายเป็นของดีของวิเศษ จิตใจเป็นของดีของวิเศษ ก็พยายามปรนเปรอมัน รักใคร่หวงแหน เกิดอะไรขึ้นนิดหน่อยกลุ้มใจมากมาย เจ็บป่วยนิดหน่อยกลุ้มใจ
ผมหงอกขึ้นเส้นหนึ่งก็กลุ้มใจ ผมหงอกเส้นแรก รู้สึกยังไง ใครผมหงอกบ้างแล้ว มีไหม๊ ผมหงอกอันแรกที่เราเห็นน่ะ รู้สึกไหม๊ เอ้อชื่นใจได้อยู่จนยาวนาน เป็นรัฐตัญญูบุคคล อยู่มานาน ไม่รู้สึกเลยใช่ไหม๊ เส้นที่ 500 รู้สึกไหม๊ เส้นที่ 500 ความรู้สึกจะไม่เหมือนเส้นแรกนะ เส้นแรกน่ะสุดๆเลย คับแค้น เศร้าโศก น่ะ ใจคอห่อเหี่ยว นะ
ใจเราเป็นของบังคับไม่ได้ ร่างกายเราก็บังคับไม่ได้จริงหรอกนะ เราเฝ้ารู้เฝ้าดูเรื่อย ไม่มีของดีของวิเศษ พอเห็นซ้ำแล้วซ้ำอีกนะ ใจก็ยอมรับความจริง
ที่เราปฏิบัติทำนี่ ไม่ใช่สะกดจิตให้เชื่อ แต่เป็นการเอาข้อเท็จจริงของกายของใจมาตีแผ่ ให้จิตใจมันได้เรียนรู้ ให้มันมาเรียนรู้ซ้ำแล้วซ้ำอีกลงไป นะ จนกระทั่งมันรู้ความจริง รู้ความจริงของกาย มันก็จะเบื่อหน่ายคลายความยึดถือในกาย รู้ความจริงของจิตใจ เต็มไปด้วยความไม่เที่ยง ของบังคับไม่ได้
เราอุตส่าห์หาความสุขมาปรนเปรอจิตใจ ทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะให้จิตใจมีความสุข แต่ความสุขอยู่แว๊บเดียวก็หายไปอีกแล้ว ความทุกข์ไม่อยากให้มาก็มาอีกแล้ว บังคับมันไม่ได้เลย ความทุกข์ เกลียดมันเท่าไหร่ ไล่มัน มันก็ไม่ไป
ใจเริ่มยอมรับความจริงว่า ไม่มีอะไรที่เราบังคับได้
ทุกอย่างเป็นของไม่เที่ยง มาแล้วก็ไป มาแล้วก็ไป สุขมาแล้วก็ไป ทุกข์มาแล้วก็ไป กุศล อกุศล มาแล้วก็ไป พอมันเห็นความก็จะเริ่มเบื่อ ดิ้นรนหาความสุขไปถึงไหน ในเมื่อความสุขเป็นของชั่วคราว เราจะเกลียดชังความทุกข์ไปถึงไหน ในเมื่อความทุกข์ก็เป็นของชั่วคราว
เราจะพยายามไปเท่าไหร่ เราก็บังคับมันไม่ได้อยู่ดี เราจะพยามทำให้จิตมีความสุขตลอด มันก็เป็นไปไม่ได้ เราจะพยายามให้มันไม่ทุกข์เลย มันก็เป็นไปไม่ได้
เราก็ได้พบความจริงนะว่า มันไม่ดี มันไม่วิเศษ นะ จิตใจมีแต่ของไม่เที่ยง จิตใจมีแต่ของบังคับควบคุมไม่ได้ เป็นไปตามเหตุทั้งสิ้น ไม่ใช่ตามที่เราสั่ง นี่แหละเห็นกายตามความเป็นจริง เห็นใจตามความเป็นจริง นี่เป็นผลของการเจริญปัญญา
เพราะเห็นตามความเป็นจริงจึงเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่าย จึงคลายความยึดถือ เพราะคลายความยึดถือ จึงหลุดพ้น เพราะหลุดพ้น จึงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ใจจะเป็นอิสระ นะ จะไม่เข้าไปยึดอยู่ในกายในใจ เป็นอิสระ มีความสุขที่สุดเลย
เป็นความสุขของคนที่มีอิสรภาพ ในขณะที่ความสุขทั้งหลายแหล่ในโลก โดยเฉพาะกามสุขนี่ เป็นความสุขที่มีเงื่อนไขมาก ต้องเห็นอย่างนี้ ต้องอยู่กับคนนี้ ถึงจะมีความสุข ต้องได้สิ่งนี้มาถึงจะมีความสุข ต้องไม่เสียอันนี้ไปถึงจะมีความสุข
ความสุขในโลกนะ เรียกว่ากามสุข ความสุขที่อาศัยรูป เสียงกลิ่น รส สัมผัสทั้งหลายนี่ เป็นความสุขที่ไม่มีอิสรภาพ มีเงื่อนไขตลอดเวลาเลย เรารักคน คนนึง นึกว่าจะมีความสุข เรารักใครเข้ามานะ เราจะเสียอิสรภาพเพราะคนนั้นทันทีเลย
ไม่ว่าเราจะรักใคร เราจะเสียอิสระเพราะคนนั้นเลย รักสิ่งใด ก็จะทุกข์เพราะสิ่งนั้น เพราะว่าใจจะมีภาระผูกพันมาก
คนโบราณนะ เขาแต่งกลอน เขาบอกว่า... มีลูกเหมือนเชือกผูกคอ มีเมียหรือมีสามีเหมือนปอผูกศอก มีสมบัติน่ะเหมือนมีปลอกรัดขาไว้ เห็นไหม๊ มีลูก มีเมีย มีทรัพย์สมบัติ ในโลกเขาว่าดีนะ แต่นักปราชญ์เขาเห็นว่า มันมีภาระนะ
มีลูกทำไมเขาเทียบว่าเหมือนมีเชือกรัดคอไว้ เวลามีลูกนะ กินอะไรไม่ค่อยลงนะ มันต้องคอยดูก่อนว่าลูกมันได้กินหรือยัง มีเมีย มีสามีไม่คล่องตัว ทำอะไรก็ไม่คล่องตัว ไม่คล่องแคล่วเหมือนเดิม ห่วงหน้าห่วงหลัง
มีสมบัติเหมือนปลอกรัดขาไว้ ไปไหนก็ไม่ได้ ห่วงสมบัติ ต้องนั่งเฝ้าสมบัติไว้ เพราะฉะนั้น มีอะไรก็ทุกข์เพราะอันนั้น มีกายก็ทุกข์เพราะกายนะ มีใจก็ทุกข์เพราะใจ มีกายก้ต้องห่วงมัน ต้องดูแลมันมากมาย มันเป็นอะไรขึ้นมาก็ทุรนทุราย
มีจิตใจก้ต้องดิ้นรน หาความสุขมาบำรุงบำเรอมัน แล้วมันก็อยู่ไม่นานนะ มันก็จะหิวโหยตลอดเวลา จิตใจเราหิวโหยตลอดเวลา ยิ่งกว่าร่างกายอีก ร่างกายหิวโหยวันละครั้ง สองครั้ง สามครั้ง ถ้าตะกละหน่อย ตะกละไม่ใช่หิว นะ ตะกละได้วันละหลายครั้ง แต่หิวจริงๆ วันละ2-3 ครั้งอะไรอย่างนี้
แต่ใจนี่หิวตลอดเวลาเลย ใจหิวอะไร หิวอารมณ์ อยากได้อารมณ์ที่ดี อยากได้อารมณ์ที่ไม่ดีให้มันหายไป มันมีแต่ความดิ้นรนอยู่ข้างใน ความต้องการเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะฉะนั้น มีแต่ความทุกข์นะ ถ้าเรามีสติปัญญา ดูลงมาในกาย ดูลงมาในใจ จะเห็นว่า ไม่ใช่ของดี ของวิเศษ ไม่ใช่ของน่ารัก น่าหวงแหน
นี่การปฏิบัติธรรมนะ เรามุ่งให้มาเห็นความเป็นจริงของกายของใจอันนี้ ไม่ใช่หลอกตัวเองให้เชื่อ หลอกยังไงก็ไม่เชื่อ อย่างเราฟังธรรมะมามากมาย บอกร่างกายนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
หรือว่าชีวิตนี้เราจะต้องตายแน่นอน เคยได้ยินไหม๊ว่า เราจะต้องตายแน่นอน เชื่อไหม๊ว่า เราจะตายวันนี้ ไม่เชื่อ ไม่เชื่อหรอก ใจมันไม่ได้ยอมรับจริงๆ
เพราะฉะนั้น เราพาจิตให้มาเรียนรู้ความจริงของกายของใจ เพื่อมันจะได้ยอมรับความจริง ถ้ามันยอมรับความจริงนะ มันจะคลายความยึดถือ มันจะเป็นอิสระขึ้นมา
ความรักแต่เดิมนั้น ไม่ว่ารักสิ่งใด เราเสียอิสระเพราะสิ่งนั้น พระพุทธเจ้าบอกว่า มีนา ก็ทุกข์เพราะนา มีวัว ก็ทุกข์เพราะวัว เพราะกลัวมันหาย
สมัยพุทธกาลนะมีพระราชินีองค์หนึ่ง... ชื่อพระนางมัลลิกา พระนางมัลลิกาเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า พระเจ้าธะเสนธิโกศลเป็นสามี คนเขาว่าเป็นชาวพุทธ แต่ว่าศาสนาอื่นเขาก็ว่าเป็นศาสนาอื่นนะ คล้ายว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน ก็คบกับเขาหมดแหละ คบทั่วๆไป คบกับทุกศาสดา
วันหนึ่งพระเจ้าธะเสนธิโกศล ถามพระนางมัลลิกา พระพุทธเจ้าสอนอะไร ตอนนั้นยังไม่คุ้นกะพระพุทธเจ้า พระนางมัลลิกาบอกว่า ท่านสอนว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์" พระเจ้าธะเสนธิโกศล ฟังแล้วขัดใจ บอกว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีสุขสิ ใช่ไหม๊" ทำไมที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์ โกรธเมียนะ โกรธพระนางมัลลิกา มาอธิบายซิ อธิบายไม่เป็น อธิบายไม่ได้
พระนางมัลลิกานั้น ก็ฉลาดนะ ส่งคนไปหาพระพุทธเจ้า ไปถามท่าน ว่าจะตอบยังไงดี ก็ได้คำตอบ มาบอกพระเจ้าโกศล
เมืองโกศลนี้ พระองค์รักไหม๊
ก็ตอบว่า.. รัก
เป็นห่วงไหม๊
ก็ตอบว่า.. เป็น
ถ้าเมืองโกศลไปตกกะคนอื่น จะพอใจไหม๊
ก็ตอบว่า.. ไม่พอใจ
มเหสีอีกองค์หนึ่ง แสนสวย แสนดี..
รักไหม๊.. รัก
ถ้ามเหสีนี้แปรปรวนไป จะเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ล่ะ
บอก... เป็นทุกข์
ตอนรักอยู่ก็ห่วงนะ ...เป็นห่วงอีก
แกมีเมืองใหญ่อีกเมืองนึง เมืองสาเกตุ..
บอกว่าถ้าเมืองนี้หายไป เสียไปล่ะ จะมีความสุขหรือความทุกข์... มีความทุกข์
เมืองนี้ ตอนนี้ยังไม่เสียไป แคว้นกาสี ยังไม่เสียไป เป็นห่วงไหม๊... เป็นห่วง
บอกนี่แหละ ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์
วัยรุ่นฟังแล้วจะไม่เข้าใจ รัก คำว่ารักนี้ ไม่ได้แปลว่า เลิฟ(LOVE) นะ รักตัวนี้ หมายถึง
"ความผูกพัน"
คำว่าราคะ ...ความผูกพัน ไม่ว่าเราผูกพันกะอะไร เราจะเสียอิสระเพราะสิ่งนั้น สิ่งที่เรารักที่สุด เราหวงแหนที่สุด ก็คือ ตัวเรานี่เอง คือ กายกะใจ คือขันธ์ห้า นี่เอง
ท่านถึงสอนให้เรามาเรียนรู้ขันธ์ห้า เรียนรู้กาย เรียนรู้ใจ ถ้าเรียนรู้ได้แจ่มแจ้งว่ามันไม่ใช่ของดีหรอก มันเป็นของไม่เที่ยง มันเป็นของที่ถูกความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอดเวลา เป็นของที่บังคับไม่ได้ ไม่เป็นไปตามใจอยาก
แล้วใจจะค่อยๆ คลายความยึดถือ ตามความฉลาด ฉลาดมากเห็นความจริงมาก เพราะคลายความยึดถือได้มาก เห็นความจริงน้อย ก็คลายได้น้อย
พระโสดาบัน เห็นความจริงน้อย คลายได้น้อย
พระสะกะทาคา ก็ยังคลายได้น้อย
พระอนาคา คลายได้เยอะขึ้น เห็นความจริงมากขึ้น
พระอรหันต์ เห็นความจริงได้หมด คลายได้หมด
ท่านถึงสอนบอกว่า พระโสดา.. นะ มีปัญญาเล็กน้อย มีศีลบริบูรณ์นะ มีสมาธิเล็กน้อย มีปัญญาเล็กน้อย
พระสะกะทาคา มีศีลสมบูรณ์ มีสมาธิปานกลาง มีปัญญาเล็กน้อย ปัญญายังน้อยอยู่ ขนาดพระสะกะทาคาปัญญายังน้อย แล้วพวกเราจะมีปัญญาขนาดไหน ต้องอ่อนมากๆเลยนะ เขาเรียกปัญญายวบยาบ
พอได้พระอะนาคา นะ คือ ศีลบริบูรณ์ สมาธิบริบูรณ์ ปัญญาปานกลาง ปัญญายังปานกลางเลย พระอรหันต์ศีลบริบูรณ์ สมาธิบริบูรณ์ ปัญญาเต็มบริบูรณ์ แล้วคำสอนของท่านอัศจรรย์มากเลย ถ้าเราภาวนาไม่เป้น ไม่เข้าใจหรอก ฟังแล้ว เหมือนมีเหตุมีผลนะ แต่ถามเจาะเข้าไปนะ ตอบไม่ได้หรอก ถามลึกลงไปแล้วจะอธิบายไม่ถูกเลย
บอกว่าพระโสดาบันมีศีลสมบูรณ์แล้วนะ ทำไมท่านมีศีลบริบุณ์ ท่านมีหิริ โอตัปปะเต็มที่ ท่านมีสติคุ้มครองจิตอยู่ กิเลสอะไรเกิดขึ้นนี่ สติท่านระลึกรู้เลย กิเลสครอบจิตท่านไม่ได้นะ ถ้าจะทำผิดศีลผิดธรรมขึ้นมา ท่านมีหิริ โอตัปปะ ต้องเบรคตัวเอง มันละอายใจตัวเอง ก็จะรู้สึกทำไม่ได้ ทำผิดศีลไม่ลง
สมาธิเล็กน้อยเป็นยังไง เหมือนพวกเรานี่แหละ สมาธิเล็กน้อย จิตไม่ตั้งมั่น จิตแฉลบตลอดเวลา คำว่าสมาธิตรงนี้ หมายถึง ลักขณูปณิชฌาน ไม่ใช่ อารัมณูปณิชฌาน เมื่อวันแรก ...สอนแล้วนะเรื่องสมาธิ 2 ชนิด
๑.สมาธิแบบสงบนิ่งจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ถูกร
กำลัง
๒.สมาธิแบบตั้งมั่น(สัมมาสมาธิ)แยกออกห่าง
ปุถุชนบางคนเข้าฌาน 8 ได้ พระอรหันต์บางองค์เข้าได้แค่ประถมฌาน ได้ฌานหนึ่ง ทำไมบอกว่าระดับอะนาคา พระอรหันต์นี่ สมาธิบริบูรณ์ เข้าได้ประถมฌานเอง
ปุถุชนที่ว่าสมาธิจุ๋มจิ๋ม ไม่มีเลย ไม่เอาไหนเลย ทำไมเข้าฌานแปดได้ ตอบไม่ถูกเลยนะ
ปุถุชนมันมีถึงฌานแปดได้นะ แต่มันเป็นอารัมณูปณิชฌาน
คำว่าสมธิเล็กน้อยหมายถึง ลักขณูปณิชฌาน สมาธิที่จิตตั้งมั่นอยู่ที่จิตหนึ่ง ปุถุชนไม่ค่อยมีหรอก จิตออกนอกตลอด จิตแฉลบตลอด
พระอริยะบุคคล นะ พระโสดา จิตตั้งได้แว๊บเดียวนะ ก็เคลื่อนนะ ตั้งได้แว๊บหนึ่งก็เคลื่อน เคลื่อนไปไหน เคลื่อนไปหาอารมณ์ อะไรเป็นอารมณ์บ้าง รูป เสียง กลิ่น รส โอษฐ์ทัพพะ เรียกว่ากามคุณอารมณ์ ใจยังถูกกามลาก เข้าไปหารูป เสียง กลิ่น รส โอษฐ์ทัพพะได้ ใจยังหนีไปคิดถึงรูป เสียง กลิ่น รส โอษฐ์ทัพพะได้ เรียกว่า กามมะธรรม
ใจที่ถูกลากตลอดเวลา งั้นสมาธิเล็กน้อยถึงขั้นเข้าฌานแปดได้ ตั้งแต่ก่อนเป็นพระโสดาบันแล้ว
เป็นโสดาบันแล้ว ก็ยังเข้าฌานแปดได้ แต่ท่านก็ถือว่าสมาธิเล็กน้อย
เพราะสมาธิชนิดลักขณูปณิชฌาน จิตตั้งมั่นมันเล็กน้อย มันแฉลบตลอด ยกเว้นเวลาจะเข้าฌาน กำหนดลม แล้วแสงสว่างจับ อยู่กับความสว่างนิ่งอย่างนี้ ปล่อยสว่างนะ ปล่อยปีติ มีสุข ปล่อยสุขเข้าไปเอกทัตตา ปล่อยความรับรู้ร่างกายนั้น เข้าอรูปฌาน นี้ท่านยังถือว่าสมาธิเล็กน้อยเลย
เพราะฉะนั้น ต้องตั้งมั่นจริงๆ นะ ท่านถึงจะเรียกว่า มีสมาธิ ตรงนี้ปริยัติตอบไม่ได้นะ ไม่มี ถ้าไม่ได้ภาวนาไม่รู้หรอก พอเป็นพระสักกะทาคา สติจะเร็ว เคลื่อนแล้วรู้ เคลื่อนแล้วรู้ เคลื่อนแล้วรู้นะ ไม่เจตนานะ มันจะตั้งได้เยอะ งั้นสมาธินี้ปานกลาง
พระอะนาคานี่ ท่านมีปัญญาแก่กล้าแล้วท่านเห็นทุกข์ เห็นโทษ ของรูป เสียง กลิ่น รส โอษฐัพพะ ทั้งหลาย กามคุณอารมณ์มาลากใจท่านไปไม่ได้ ใจของท่านตั้งมั่น เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มีลักขณูปณิชฌานอยู่เนืองๆ นะ ใจไม่เคลื่อนไป ไม่ไหลไปทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ เวลาดู ใจก็ไม่ถลำไปดู พวกเราเวลาดูใจถลำไปดู นึกออกไหม๊ เวลาฟัง ถลำไปฟัง เวลาคิด ถลำไปคิด
พระนาคา มีแต่ถลำไม่คิด แล้วก็ไปตั้งสมาธินะ ถลำไปจับอารมณ์ภายใน จับความว่าง จับแสงสว่าง จับยังงั้นไป มีถลำ แต่ถลำไปในรูปภพ อรูปภพ (อะ-รูบ-ปะ-พบ) จะไม่ถลำไปในกาม คือในรูป ในกลิ่น ในเสียง ในรส ในโอษฐัพพะทั้งหลาย ถือว่ามีสมาธิบริบูรณ์แล้ว ใจไม่ถลำไปหากาม
แต่ว่าพระอนาคา มีใจถลำเป็นกลาง ปัญญาเป็นกลาง แต่ท่านเห็นความจริงนะ ว่าร่างกายนี้ หรือหู ตา จมูก ลิ้น กายนี้เป็นตัวทุกข์ ไม่ใช่ของดี ของวิเศษเลย ท่านไม่ได้ยึดถือ ในตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ได้ยึดถือรูป ไม่ยึดถือกายนี้ แม้กระทั่งตา ยังไม่ยึด เขาไม่ยินดีในรูป แม้กระทั่งหู ยังไม่ยึดนะ ท่านไม่ยินดีในเสียง ถ้ายังยินดีในเสียงก้ต้องรักษาหู รักหู
ยังยินดีในรูป ต้องรักลูกกะตา นี่ถ้าเห็นความจริงในตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่ใช่ของดีของวิเศษเลยนะ มีแต่ตัวทุกข์ ตัวโทษ มีร่างกายนี้เป็นของไม่ดีเลยนะ มีความทุกข์บีบคั้นอยู่ตลอด ท่านเห็นความจริงตัวนี้ ท่านหมดความยึดถือกาย พอไม่ยึดถือการ ท่านก็หมดความยึดถือในรูป เสียง กลิ่น รส โอษฐัพพะด้วย
รูป เสียง กลิ่น รส โอษฐัพพะ คือกามคุณอารมณ์นั่น ไม่สามารถลากจิตของท่านให้ถลำเข้าไปหาได้ จิตของท่านตั้งมั่น เด่นดวงอยู่นี่ เป็นสมาธิบริบูรณ์ เพราะมีปัญญาปานกลาง เห็นว่า กายนี้ไม่ใช่ของดีของวิเศษเลย ไม่ยึดกาย
ส่วนพระอรหันต์ ศีลบริบูรณ์ สมาธิบริบูรณ์ ศีลบริบูรณ์มาตั้งแต่โสดาแล้ว สมาธิบริบูรณ์ตั้งแต่เป็นพระอะนาคาแล้ว ปัญญาบริบูณ์ คือเห็นความจริงว่า ตัวจิตนั่นแหละเป็นตัวทุกข์ ตัวโทษ ไม่ใช่เห็นแต่กายเป็นทุกข์เป็นโทษนะ
การปฏิบัตินะ ไม่ว่าเราจะดูกาย ดูเวทนา ดูจิต หรือดูธรรมก็ตามนะ ตั้งแต่ต้นจนสุดสาย ดูกายตลอดเลย แล้วมีจิตเป็นคนดู แต่นาทีที่จะขจัด ทำลายวัฏฏะลงไป ถ้าเป็นพระอรหันต์จะแจ้งในตัวจิต เพราะจิตเป็นสิ่งที่ยึดถือเหนียวแน่นที่สุด ว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา หวงแหนที่สุดเลย เป็นของดีของวิเศษ
พระอะนาคามีเห็นว่าจิตเป็นของดีของวิเศษนะ พระอะนาคามีมีปัญญาปานกลาง เห็นว่าถ้าจิตมีความอยาก จิตมีความยึด จิตจะมีความทุกข์ ถ้าจิตไม่อยาก จิตไม่ยึด จิตไม่ทุกข์ นี่เป็นความหลงผิดของพระอนาคามี
คนที่เป็นบรรลุพระอรหันต์นี่ ท่านเห็นความจริงนะ จิตจะมีความอยาก จิตจะมีความยึดหรือไม่ก็ตาม จิตมีความทุกข์โดยตัวของมันเอง มันคือความทุกข์แท้ๆเลย นี้เรียกว่ารู้ทุกข์แจ่มแจ้งนะ รู้ทุกข์แจ่มแจ้ง ท่านจะสละคืนจิตให้โลกไป ไม่ยึดถือจิต
ไม่ยึดถือจิตแล้วมันจะเกิดสภาวะของจิตชนิดหนึ่งขึ้นมาแทน เรียกว่ากริยาจิต กริยาจิตนี้ไม่เสพอารมณ์ทางใจนะ รู้ทุกสิ่งทุกอย่างได้ ปรุงแต่งทุกอย่างได้เหมือนพวกเราเอง แต่จิตนี้ไม่มีความขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวเลย ไม่มีการไหลเข้าไปจับสิ่งหนึ่งสิ่งใดเลยนะ และไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดปนเปื้อนเข้ามาสู่จิตได้ ไม่มีอะไรย้อมมันได้อีก คล้ายๆ มันสะอาดหมดจด มันไม่มีตัวตน ที่จะให้อะไรเจ้ามาจับมันได้
ใครเคยได้ยินชื่อ ชินเชา เป็นซือเฮีย เป็นลูกศิษย์รุ่นก่อน เว่ยหล่างเป็นคนมาเรียนทีหลัง เป็นรุ่นน้อง รุ่นพี่นี่เขียนธรรมะมาว่า ร่างกายเหมือนต้นโพธ์นะ จิตเหมือนกระจกเงาใส กิเลสเหมือนขี้ฝุ่น ให้เราคอยเช็ดกระจกให้ผ่องใสไป เว่ยหล่างไปเห็นนะ รู้เลยว่า ชินเชาไม่จบหรอก ยังมีกระจก อะไรกระจก คือจิตไง ยังต้องคอยถนอกรักษาจิตอยู่นะ ยังต้องคอยปัดขึ้ฝุ่นอยู่นะ ยังมีภาระที่ไม่สิ้นสุด ก็บอกว่าถ้ามันไม่มีกระจกนะ ขี้ฝุ่นไม่มีที่จับ
เขาเขียนธรรมะออกมาถึงระดับนี้ หมายถึงถ้าเราไม่ยึดถือจิต จิตจะกลืนเข้าสู่มหาสุญญตา กลืนเข้าจักรวาล ที่ว่างเปล่าเลยนะ ไม่มีอะไรย้อมมันได้อีกต่อไป ไม่มีอะไรจะต้องรักษา แต่มันจะมาสู่จุดนี้ได้ ไม่ใช่เพราะว่าเราจงใจทำให้จิตหลุดพ้นมาแบบนี้ ไม่มีใครสั่งจิตให้หลุดพ้นได้ จิตหลุดพ้นได้ด้วยตัวของจิตเอง เมื่อศีล สมาธ ปัญญาของเขาแก่รอบ
มีพระสูตรอันหนึ่ง ชื่ออัจจายิกกะสูตร (ไม่รู้เขียนถูกรึเปล่า) สอนบอกว่า ชาวนามีหน้าที่ 3 อย่าง ชาวนาสมัยพุทธกาลนะ อันแรก ไถนา อันที่ 2 ไปหว่านข้าว อันที่ 3 คอยดูแลเรื่องระดับน้ำ ถ้าน้ำมากไปจะท่วมต้นกล้า เอาน้ำออกบ้าง ถ้าน้ำน้อยไปก็เอาน้ำมาใส่นา ดูแลไปอย่างนี้ ถึงเวลาแล้ว ข้าวออกรวงออกเมล็ดเอง ชาวนาไม่สามารถสั่งข้าวให้ออกรวงออกเมล็ดได้ ข้าวออกของมันเอง ชาวนาทำเงื่อนไข 3 ประการ เพื่อดูแลให้ข้าวออกรวงเท่านั้นเอง
ภิกษุทั้งหลายไม่สามารถทำมรรคผลให้เกิดได้ แต่ภิกษุต้องทำงาน 3 อย่าง หมายถึงนักปฏิบัติด้วย ต้องทำงาน 3 อย่าง คือพัฒนาศีล สมาธิ ปัญญา ศีลาสิกขา จิตตสิกขา ปัญญาสิกขา แก่รอบสมบูรณ์ขึ้นเมื่อไหร่นะ มีปัญญาแก่รอบขึ้นมา ศีลนั้นส่งทอดให้ทำสมาธิได้ง่าย สมาธิที่ถูกต้องส่งทอด จะส่งทอดให้เจริญปัญญาได้ ปัญญาที่ถูกต้อง ทำให้จิตหลุดพ้น ไม่มีใครสั่งให้จิตหลุดพ้นได้ มีแต่เราต้องพัฒนาศีล สมาธิ ปัญญานี้ ขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วจิตจะหลุดพ้นของเขาเอง
เห็นไหม๊ จิตมันเป็นอนัตตานะ สั่งให้จิตหลุดพ้น ทำให้หลุดพ้น ยังทำไม่ได้เลย นี่ท่านสอนมาอย่างนี้ ชัดเจนมาตลอดนะ พวกเราก้ต้องรู้นะ อยู่ๆ จะไปสั่งจิตให้บรรลุมรรคผลนั้น ไร้สาระที่สุดเลย เป็นไปไม่ได้ ต้องเป็นเอง โดยการที่เราทำเงื่อนไข 3 ประการ เหมือนที่ชาวนาทำเงื่อนไข 3 ประการ
สมัยพุทธกาล ชาวนาก็ทำแค่นี้ ไปไถนา ไปหว่านข้าว แล้วก็ดูแลเรื่องน้ำ สมัยนี้ต้องมากกว่านั้น ใช่ไหม๊ ต้องฉีดยาด้วยใช่ไหม๊ ต้องใส่ปุ๋ยด้วย งานเยอะกว่าเก่า พวกเราสมัยนี้ก็เหมือนกัน ทำไมชาวนาต้องใส่ยาใส่ปุ๋ยตั้งเยอะแยะ ดินก็เลวลงไปใช่ไหม๊ ดินไม่สมบูรณ์อย่างแต่ก่อนแล้ว และก็ศัตรูพืชก็เยอะ
พวกเราทุกวันนี้ศัตรูพืชเยอะนะ อยู่ตามป้ายโฆษณานี่เยอะมากเลย มันเกาะอยู่ มันทำให้จิตใจของเรานี่ กิเลสของเรานี่ ชุ่มชื่น ชุ่มฉ่ำมากเลยนะ ต้องสู้มากกว่าคนสมัยก่อนนะ พยายามสำรวม สำรวมอินทรย์ ธรรมะดีๆต้องทำให้เยอะๆไว้ ไม่งั้นสู้มันไม่ไหวหรอก กิเลสมันรุนแรงเหลือเกินยุคนี้ สิ่งยั่วยวนมันรุนแรงเหลือเกิน หรือการที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมที่เลวๆ
ถ่ายทอดวัฒนาธรรมเลวๆออกมา ให้คนคิดว่าการทำเรื่องเลวๆ เป็นเรื่องปกติ โอ นี่เลวร้ายมากนะในสังคมของเรา อย่างบอกว่า ผัวใครก็ช่าง นี่เพลงอะไรนะ แฟนใครไม่มีป้ายแขวนคอ อะไรงี้ ฉันรักเมียเขา อะไรนี้ โอียเลวร้ายมากเลยนะ มันถ่ายทอดวัฒนธรรมที่เลวให้เรายอมรับความเลวเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
หรือถ่ายทอดว่าคอรัปชั่นก็ได้นะ ขอให้มีผลงาน นี่ถ่ายทอดสิ่งที่ไม่ถูกต้องนะ ผลงานนั้นดีอยู่แล้วนะ แต่วิธีที่จะได้มาถึงผลงานนั้นต้องดีด้วย สำหรับชาวพุทธเรานะ ไม่ใช่ดีแต่ปลายทางนะ วิธีการต้องดีด้วย ไม่ใช่วิธีอะไรก็ได้ที่ประสบความสำเร็จ แล้วถือว่าสำเร็จ นั้นไม่ใช่วิถีของชาวพุทธเลย สิ่งเหล่านี้แปลกปลอมนะ เป็นพิษเป็นภัยเต็มไปหมดเลยนะ
เพราะฉะนั้นเราต้องดำรงชีวิตด้วยสติด้วยปัญญาอย่างแท้จริง ต้องเอาหลักธรรมของพระพุทธเจ้ามาตรวจสอบตลอดเลยนะ กิเลสมันจะลากเราไปอย่างรวดเร็วเลย คนมายั่วกิเลสเรา แล้วเราก็พร้อมจะตามกิเลสด้วย ต้องสู้ให้มากเลย ต้องอดทนให้มากเลย รักษาศีลเอาไว้ให้ได้ ตั้งใจรักษาศีลให้ดี และก็มีสติ มีปัญญา รักษากาย รักษาใจของตัวนะ รักษาจิตใจไว้ มีศีล รักษากายวาจาให้เรียบร้อย ข่มใจไม่ยอมให้ทำตามกิเลส มีสามธิบ้างเพื่อจะข่มกิเลสไม่ให้มันมาย้อมใจนะ
ศีลกับสมาธิไม่เหมือนกันนะ
ศีลนี้ข่มใจไม่ยอมให้ทำตามกิเลส
สมาธินี้ข่มกิเลสไม่ให้มาย้อมใจ
ถ้ากิเลสมันเบาหน่อยก็ข่มมันไว้ ทำสมาธิสู้ไว้ ถ้ากิเลสระดับกลางๆ ไม่รุนแรงมาก ก็ใช้สมาธิสู้ได้ ข่มกิเลสไปเลย
ปัญญานี่ขุดรากถอนโคนกิเลส
ปัญญาคือการเห็นความจริง รูป นาม กาย ใจของเราเรื่อยไป เพราะฉะนั้น เฝ้าดู เฝ้ารู้นะ จนปัญญามันแจ้งขึ้นมา ปัญญษมันแจ่มแจ้งขึ้นมา เราก็จะพ้นทุกข์ตามลำดับ
ๆไป เราจะพบว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นของดีของวิเศษ เป็นแสงสว่างของโลกนะ เป้นความร่มเย็นเป็นสุขของโลก ซึ่งมันไม่มีในโลกนี้ มันมืด มันบอดเต็มที นั้นมันหาความสุข ความสงบไม่ได้เลยนะ ทุกหัวระแหงเลยนะ มีแต่เรื่อง เบียดเบียน เข่นฆ่า ล้างผลาญ แย่งชิง ทำร้ายซึ่งกันและกัน เต็มไปหมดเลย
มนุษย์ก็รุนแรงต่อมนุษย์ ธรรมชาติก็รุนแรง เพราะฉะนั้นเราไม่มีทางเลือกนะ เราชาวพุทธนี่พยายามทำภาวนาเข้า เรียนรู้ทันตัวเองนะ เจริญศีล สมาธิ ปัญญา ทำให้มากๆๆ ต่อไปถึงโลกจะแตกนะ ใจเราไม่กระเทือนเลยนะ โลกจะแตกก็เรื่องของดลก ไม่ใช่เรื่องของเรา ขนาดร่างกายของเราจะแตก เรายังไม่เดือดร้อนเลย ค่อยฝึกไปเรื่อยๆนะ เราจะได้ไม่จมลงไปในโลกที่สกปรก

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น