วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2558

บางคนเคยดีแสนดีกับเรา แต่วันรุ่งขึ้น อาจจะพลิกเป็นคนละคน


"ถ้ามีสติอยู่กับปัจจุบัน เจ็บที่แล้วไปอย่าไปนึกถึงมันอีก เจ็บที่กำลังเจ็บดูมัน เจ็บที่ยังไม่มา อย่าเพิ่งไปเจ็บก่อน เราจะพบว่าความเจ็บได้เป็นทุกข์ก้อนใหญ่ที่เราจะต้องแบกไว้ แต่ความเจ็บนั้นมันเป็นชั่วขณะๆ ...

"ความทุกข์ทั้งหลายที่เป็นความทุกข์ทางใจนี้ เป็นเพราะว่าเรามองดูปรากฏการณ์ในชีวิตด้วยความไม่ชัดเจน"

"ยังไม่สนใจธรรมะ เพราะชีวิตยังไม่มีทุกข์"คนจำนวนมากคิดเช่นนี้ เพราะคำว่า "ทุกข์" นั้นฟังดูเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสในชีวิต ทั้งที่ความจริงแล้ว ความหมายของคำนี้ในธรรมะของพุทธศาสนามีความละเอียดอ่อนยิ่งนัก หากศึกษาจริงๆ แล้วจะรู้สึกทึ่งและอัศจรรย์ใจในอัจฉริยภาพของตัวผู้ค้นพบยิ่งนัก

จะรู้สึกอย่างไรหากบอกว่าในทุกๆ จังหวะและท่วงทำนองของการดำเนินชีวิตมีทุกข์แฝงอยู่ทุกขณะ

ไม่รู้จัก-อย่ารีบบอกว่าไม่มีอย่าเพิ่งเถียงถ้ายังไม่ได้คำอธิบายในเรื่องนี้ของ ดร.ระวี ภาวิไล ที่ส่องกล้องมองดูคำว่าทุกข์ได้ละเอียดไม่แพ้การส่องกล้องดูดาวบนท้องฟ้าเลย 

"คำว่าปัญหากับความทุกข์ในทางพระพุทธศาสนาใช้แทนกันได้ คำว่าปัญหาเป็นคำสมัยใหม่ เราจะพิจารณาได้ว่าสิ่งที่เราเรียกว่าปัญหานี้คือ ความทุกข์นั่นเอง แต่เวลาพูดความทุกข์จะดูเหมือนหนัก พูดคำว่าปัญหาเป็นเรื่องทันสมัย แล้วเราจะพบว่าสิ่งที่เราต้องแก้ก็คือ ความไม่สะดวกสบายที่ทนได้ยากนั่นเอง

"ตามที่บอกว่าชีวิตเป็นความทุกข์เป็นปัญหานั้น ไม่ใช่ว่าการกล่าวเช่นนั้นเป็นการมองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นการกล่าวถึงสภาวะที่เป็นจริงในชีวิตของเรา"

ไม่เชื่อลองฟังต่อไปได้

"นับตั้งแต่เรารู้สึกตัวลืมตาขึ้นวันหนึ่งๆ จะพบปัญหาที่ต้องแก้ถัดกันไป แก้ปัญหานั้นปัญหาใหม่ก็เข้ามาเรื่อย ถ้าจะสังเกตตั้งแต่เช้า ปัญหาทำอย่างไรเราจะมาถึงที่ทำงานได้โดยเรียบร้อย แม้เมื่อถึงที่ทำงานเราจะพบปัญหารออยู่บนโต๊ะ จะต้องแก้อันนั้นอันนี้เรื่อยไป ชีวิตก็จะเป็นอย่างนี้

"ปัญหาหรือความทุกข์ทางกายนี้เป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่งที่น่าจะสังเกตได้ก็คือว่า ส่วนใจมันพลอยไปกับกายมากน้อยแค่ไหน ทั้งที่ส่วนใจก็มีความทุกข์ทางใจอยู่แล้ว คือความเศร้าโศก ความคับแค้นใจ ซึ่งส่วนของจิตใจนี้อาจจะเกิดขึ้นเพราะความทุกข์ทางกายทำให้เกิด หรืออาจเกิดแม้ความทุกข์ทางกายไม่มีก็ได้

"นับเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนในสาเหตุ และสาเหตุเหล่านี้ทางพฤติกรรมสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเกิดขึ้นมาอย่างไร แล้วก็รู้หนทางที่จะบรรเทามันลงไป"

ในบรรดาความทุกข์ที่แบ่งออกเป็นทางกายและทางใจนั้น อ.ระวีบอกว่า

"ความทุกข์ทางใจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น แล้วเราจะพบว่ามนุษย์ได้สร้างกลไกขึ้นทั้งในตัวเองและสังคม ทำให้เกิดความกดดันและความทุกข์ทางใจขึ้น โดยคนส่วนใหญ่อาจจะมองข้ามไป หรืออาจจะมองไม่เห็น มันก็กลายเป็นปัญหาหรือเป็นทุกข์ ความทุกข์ทางใจเหล่านี้เป็นสิ่งที่การอบรมและการฝึกฝนใจสามารถทำให้มันระงับไปได้"

ความทุกข์ทางใจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น-เป็นประเด็นที่ควรให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นวันหนึ่งๆ คนเราทุกข์ทางใจไปโดยสิ้นเปลืองไม่ใช่น้อย

บอกแค่นี้คงไม่ทำให้คิ้วที่ขมวดอยู่คลายออกไปได้ ต้องรับรู้การแจกแจงปฏิบัติการของสิ่งที่เรียกว่าทุกข์เสียก่อน

ทุกข์กาย-ทุกข์ใจแน่

กายไม่ทุกข์-ใจทุกข์ไปล่วงหน้า

"ตัวอย่างความพัวพันระหว่างทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจที่อาจจะได้พบกันในชีวิตประจำวัน สมมุติว่าเราเป็นเด็กไม่สบายแล้วไปหาหมอ หมอบอกว่าเราเป็นไข้หวัด ต้องฉีดยา ถ้าเด็กคนนั้นเคยฉีดยามาหนหนึ่งแล้ว พอบอกต้องฉีดยาอีกมันเกิดทุกข์ขึ้นมาทันที ความทุกข์ที่ได้รับฟังว่าต้องเอาเข็มมาแทงลงไปในเนื้อ ในขณะนั้นทุกข์ทางกายยังไม่ได้เกิด แต่ทุกข์ทางใจเกิดขึ้นแล้ว อาจจะเริ่มมีอาการเป็นทุกข์ เริ่มน้ำตาคลอ พอหมอเอาเข็มฉีดยาดูดยาออกมาจากหลอดก็เริ่มจะมีความทุกข์ทางกายบ้าง แต่ไม่เจ็บ น้ำตาไหลได้

"เราเป็นผู้ใหญ่รู้สึกแต่คงไม่ถึงกับน้ำตาไหล เห็นหมอทำอย่างนั้นเราก็เริ่มรู้สึก หมอเอาเข็มฉีดยามาบีบยาให้ยามันไล่ แล้วก็เอามาจรดลง แล้วลองนึกทบทวนดูว่าเรารู้สึกอย่างไร จะรู้สึกไม่สบายใจ หมอเริ่มกดเข็ม บางครั้งเราก็มอง บางครั้งเราก็ไม่อยากมอง ลองมองดูและลองพิจารณาดูตอนที่เข็มมันจรด ความทุกข์ทางกายยังไม่เกิดขึ้น แต่เรามีความไม่สบายใจ พอหมอกดเข็มเข้าไปในเนื้อเรา นึกว่าเราเจ็บ แต่ที่จริงถ้าเราเพ่งใจลงไปในขณะเข็มกดลงไปในเนื้อ จะพบว่ามันยังไม่เจ็บ ความทุกข์ทางกายยังไม่มี แต่เมื่อเข็มมันลงไปลึกพอประมาณแล้ว และเมื่อหมอเริ่มกดยาเข้าไป ความเจ็บมันจะมี

"ถ้ามีสติอยู่กับปัจจุบัน เจ็บที่แล้วไปอย่าไปนึกถึงมันอีก เจ็บที่กำลังเจ็บดูมัน เจ็บที่ยังไม่มา อย่าเพิ่งไปเจ็บก่อน เราจะพบว่าความเจ็บได้เป็นทุกข์ก้อนใหญ่ที่เราจะต้องแบกไว้ แต่ความเจ็บนั้นมันเป็นชั่วขณะๆ ...

พอหมอถอนเข็มออกแล้วขยี้ตอนนั้นเราจะเจ็บมากชั่วขณะ แล้วก็จะชา แต่ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้นจะรู้สึกว่าความเจ็บจริงๆ กับความที่ใจเราเป็นทุกข์มันปนเปกันไปหมด ไม่รู้ส่วนไหนเป็นทุกข์ทางกาย ส่วนไหนเป็นทุกข์ทางใจ

"ถ้าเป็นเด็ก เด็กจะร้องก่อนเข็มจะถูก เมื่อถูกเข็มแทงก็ร้องลั่น พอหมอถอนเข็มออกก็ยังร้องอยู่ เพราะโกรธหมอ นี่คือตัวอย่างที่ยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นกลไกของสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์"

"ความทุกข์ทั้งหลายที่เป็นความทุกข์ทางใจนี้ เป็นเพราะว่าเรามองดูปรากฏการณ์ในชีวิตด้วยความไม่ชัดเจน ทำอย่างไรจะเห็นสภาวะชัดเจน ทำอย่างไรจะรู้ทัน"

โจทย์นี้หาคำตอบได้ไม่ยาก!

**********
คอลัมน์ ร้อยเหลี่ยมพันมุม
โดย วีณา โดมพนานคร
มติชนรายวัน วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10487
---------------------------------------------------------------

Comment1 : หักห้ามใจตัวเองไม่เป็น ไม่ให้คิด ไม่ให้จดจ่อ ดูใจตัวเองไม่เป็น เป็นทุกข์มากๆ บางครั้งทำอะไรไม่ได้ เลย ไม่หิว ไม่ง่วง ไม่นอน พยายาม ไม่ยึดปัญหาไว้ แต่ก็ปล่อยไม่ได้ ปล่อยไม่เป็น

Comment2 : อย่าพยายามลืมจะไม่ลืม เพราะทันทีที่เราบังคับใจให้ลืม ใจเราจะต่อต้าน จะเเข็งทื่อ เงียบเศร้า และทุกข์เกิดแทน ตื้อๆ มึนๆ เพราะจิตเราจะต่อต้าน การบังคับของเรา แค่ตามรู้ไป ว่าเราหลงไปคิดถึงทุกข์ ถามตัวเองบ่อย เหมือนพูดกับตัวเอง ว่าเออมันคิดแล้วนะ มันเวียนเข้ามาอีกแล้วนะ แล้วสักพักมันจะหายไป เอง โดยเราไม่รู้ตัว ลืมเป็นทุกข์ แต่ไม่ใช่ว่ามันจะไม่ กลับมาอีก เดี่ยวมันก็มาเดี่ยวมันก็ไป เกิดขึ้น ดำรงอยู่ชั้วขณะหนึ่ง แล้วก็ดับไปเอง เหมือนพี่เอง วันหนึ่งๆ ทุกข์สุขเกิดทั้งวัน ตามดูตามรู้ไป ไม่ต้องบังคับให้ลืม แล้วมันจะลืมไปเอง อนัตตาความไม่เที่ยง ไม่ถาวร

Comment3 : จะทำยังไงดีค่ะ มันทุกข์ในสิ่งที่ยัง มาไม่ถึงทีเดียว มันค่อยๆมาทุกวันๆมัน ทรมานกว่าค่ะ ทำไมคนเราบางทีก็สามารถเปลี่ยนหน้ามือเป็น หลังมือได้ค่ะ เหมือนรู้จักกันดีอยู ่มาอีกวันเหมือนไม่ใช ่คนที่เราเคยรู้จักอะไรในตัวเค้าเลยค่ะ จิตใจมนุษย์นี่มันหยั่งยากนะคะ

Comment4 : ถึงเรียกว่า "อนิจจัง" ไงล่ะคะ .. บางคนเคยดีแสนดีกับเรา แต่วันรุ่งขึ้น อาจจะพลิกเป็นคนละคนก็ได้ นั่นเป็นเพราะ "ความไม่แน่นอน"  ขอเพียงแค่เราอย่าไป "ยึดติด" /"ปล่อยวาง" ให้ได้ เราก็จะไม่ทุกข์ค่ะ แต่ที่เราทุกข์อยู่เนี่ย ก็เพราะเราไปยึดติดกับเขา คิดว่าเขาเคยดีแสนดีกับเรา แต่ทำไมตอนนี้เขาเป็น อย่างนั้นเป็นอย่างนี ้ (ปรุงแต่งไปเรื่อย) ???   มองให้เป็นธรรมชาติว่า คนเรามันเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ช้าก็เร็ว.. 

ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติ ของสิ่งๆนั้น เราก็จะอยู่กับมันได้เองค่ะ และเราก็จะไม่ทุกข์ไปกับมัน.. เมื่อไม่ยึดติดกับสิ่งๆใด เราก็จะสงบและสุขได้ ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราเองทั้งนั้นค่ะ   ต่อให้เขาจะดีหรือร้ายกับเราสักแค่ไหน ถ้าเราไม่ยึดติด/ไม่เก็บมาคิด ใครก็ทำร้ายเราไม่ได้  เว้นเสียแต่ว่า เราจะทำร้ายตัวเองด้วยการเก็บมาคิด เก็บมาใส่ใจเองหรือเปล่า ???  เป็นกำลังใจให้ "กัลยาณมิตร" ทุกท่านที่กำลังต่อสู ้กับทุกๆสิ่งนะคะ  ***กำลังสู้อยู่เหมือนกันค่ะ*** 

Comment6 : ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาคนพาลทำกรรมอัน ลามกอยู่ย่อมไม่รู้ แต่ภายหลังเร่าร้อนอย ู่เพราะกรรมอันตนทำแล ้ว ย่อมเป็นเช่นกับไฟไหม ้ป่า ด้วยตนของตนเอง

Comment7 : ได้อ่านแล้วขอบอกว่าดีกับตัวเองมาก... ตอนนี้กำลังแย่สามีไปมีกิ๊กแถมได้ลูกกับหล่อนด้วย พอทราบเรื่องเครียดมาก  กว่าจะรู้เขาก็มีลูก 2 คนอยู่จังหวัดที่สามี เดินทางไปทำงานพอให้เขาเลิกกันสามีก็ขอเวลาให้เด็กโตกว่านี้ก่อน ดิฉันก็สงสารเด็กก็ทน เพราะเห็นว่าเด็กยังเ ล็ก 4, 2 ขวบ แต่มันยิ่งทำให้ตัวเองทุกข์ในช่วงเวลาที่เขาไปทำงานอยู่ทางโน้น และไปอยู่กับกิ๊ก จะรู้สึกถึงความทุกข์ ตลอดเวลา ใจจะคิดไปเรื่่อยว่า ตอนนี้สองคนกำลังมีความสุขกันแน่ คือเกิดการจินตนาการไปเรื่อย 

ทุกข์ทุกครั้งที่สามี เดินทางไปทุกเดือน ๆ ละ 15 วันโดยประมาณช่วงเวลา นี้จะเครียดมาก กำลังคิดว่าจะหย่าก็ยังสงสารลูกสามี เวลากลับมาบ้านก็ดูแลครอบครัวดี ตอนทราบเรื่องใหม่ ๆ เขาขอโทษที่ทำให้เกิด ปัญหานี้และขอเวลา แต่ตัวเองยิ่งคิดยิ่งทุกข์ ชวงเวลาที่ทำใจได้ก็อ่านข้อความเกี่ยวกับธรรมะได้ดี แต่เวลาปรอทในกายมันขึ้นสูงธรรมะเข้าไม่ถึงตัวเลยค่ะ เคยคิดอยากฆ่าตัวเองและลูก เพื่อสามีจะได้ทุกข์กับสิ่งนั้นบ้าง  หลายครั้งแล้วที่มักคิดแบบนี้ ทราบว่าบาปแต่บางครั้งก็อยากประชด ดิฉันควรทำอย่างไรดีค ะอยากขอทำแนะนำเพื่อสงบจิตที่ย่ำแย่ในขณะนี้ได้

Comment8 : กาย ใจ นี้ เป็นทุกข์ล้วนๆ  แต่การรู้กาย รู้ใจ จะทำให้พ้นทุกข์ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น