การดูจิต มีกฎ 3 ข้อ
ข้อที่ 1 ก่อนดู อย่าไปดักดู อย่าไปรอดู อย่าไปจ้อง ถ้าเราไปดูจิตแล้วเราไปรอ ไหนเมื่อไหร่จะโกรธ ไปจ้องอยู่ มันไม่โกรธหรอก มันเฉยๆ งั้นการดูจิต ห้ามไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้เอา
ข้อ 2 ระหว่างดู ดูแบบคนวงนอก ดูห่างๆ อย่าให้ใจมันไหลเข้าไปรวมกับอารมณ์ ดูแบบคนวงนอก เหมือนเราอยู่บนตึก เห็นรถวิ่งที่บนถนน ดูแบบคนวงนอก อย่าดูจนตกตึกลงไปอยู่บนถนน ดูจนชะโงกตกตึกลงไป จิตมันไหลไปรวมเข้ากับอารมณ์ ดูแบบคนวงนอกไม่เกี่ยว
ข้อ 3 ดูแล้วไม่แทรกแซง เช่นเราเห็นแล้วจิตมันโกรธ ไม่ต้องหาทางให้หาย ดูแล้วจิตเป็นกุศล ไม่ต้องหาทางรักษา รู้อย่างเป็นกลางจริงๆเลย ว่าเราปฏิบัติ มิได้มุ่งเอาดี ไม่ได้มุ่งเอาสุข ไม่ได้มุ่งเอาสงบนะ เราปฏิบัติเพื่อให้เห็นความจริง ว่าสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สิ่งทั้งหลายบังคับไม่ได้
อย่างถ้าเราไม่ได้บังคับใช่ไหม๊ ตาเรามองเห็น ใจเราก็เปลี่ยน เช่นเราเห็นคนขับรถปาดหน้า ใจเราเปลี่ยน ทีแรกเฉยๆ ที่นี้โทสะเกิด ความโกรธเกิดขึ้นมา ความโกรธเกิดขึ้นแล้วทำไง รู้ว่าโกรธ
ไม่ใช่เจตนาขับรถอยู่แล้วคอยดูว่าใครจะปาด คอยดูเมื่อไรจะปาดซักที คอยดู ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเฉยๆ
ถ้าดักดูแล้วเฉยนะ ห้ามดักดู ดูใจนี่แหละ ให้ความรู้สึกเกิดไปก่อน แล้วค่อยรู้เอา จะไม่เหมือนดูกายนะ
ดูใจให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยดูเอา ถ้าดูผิดวิธี ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่เห็นไตรลักษณ์หรอก ไปนั่งเฝ้าจิตทั้งวัน จะไปเห็นอะไร เห็นแต่ความว่าง
งั้นพวกดูจิต ดุจิตนะ จุดที่พลาดกันมาก ต้องระวังนะ ดูจิตๆกลายเป็นเพ่งจิต ไปจ้องจิตจนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เฉยๆ ว่างๆ สบายๆ ถ้ายังงั้นผิดแน่นอน ไม่เกิดปัญญาหรอก
ดูกาย ดูปัจจุบันขณะ รู้เดี๋ยวนี้
ดูจิต ตามรู้มันไปเรื่อยๆ
จิตโลภขึ้นมา โลภแล้ว
โกรธขึ้นมา โกรธแล้ว
แต่แล้วนี่ ต้องเร็วๆนะ เมื่อวานโกรธ วันนี้รู้ ใช้ไม่ได้นะ นานเกิน ไม่เป็นปัจจุบันสัญปติ(เขียนไปก่อน ไม่รู้ถูกหรือเปล่า) คือไม่สืบเนื่องกับปัจจุบันแล้ว มันห่างไปตั้งเยอะแยะแล้ว รู้สดๆร้อนๆ อย่างเห็นความโกรธ มีหางไหวๆอยู่นิดนึง ยังเห็นอยู่ ตวัดปั๊บ... (ฟังไม่ทันค่า)
เห็นเพื่ออะไร เห็นกายก็เพื่อให้เห็นความจริงของกาย ร่างกายไม่เที่ยง ร่างกายเป็นทุกข์ ถูกบีบคั้นตลอด ร่างกายไม่ใช่ตัวเราเป็นวัตถุก้อนธาตุ
ดูจิตเพื่ออะไร ดูจิตเพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ จิตมีแต่ความไม่เที่ยง มีแต่การถูกบีบคั้นเสียดแทง ด้วยความอยากนานาชนิด มีแต่การบังคับไม่ได้ จิตเป็นของบังคับไม่ได้นะ
อย่างตั้งใจว่าจะไม่โกรธ ก็โกรธใช่ไหม๊ เคยไหม๊ ตั้งใจว่าจะไม่โกรธ แล้วก็โกรธ (เคยเยอะค่ะหลวงพ่อ) ตั้งใจว่าจะไม่โลภ มันก็โลภนะ
กะจะไปเดินเล่นศูนย์การค้า กะจะไปเอาแอร์เฉยๆ ดูเล่นๆ ดูโน่นดูนี่ ไม่ซื้อๆวันนี้ แป๊บเดียวหลังเดี้ยงมาแล้วนะ แบกมากเลย (อิอิ หลวงพ่อรู้จิงแฮะ 555)
ตั้งใจจะไม่รัก ก็รักอีก สาวๆบางคนถูกเขาหลอก ตัดญาติขาดมิตรแล้วไอ้หนุ่มคนนี้ ไม่เอาแล้ว ไม่รักมันอีกต่อไปละ มันมาอ้อนแป๊บเดียว รักมันอีกแล้ว ใจน่ะมันสั่งไม่ได้
ดูไปเพื่อให้เห็นของจริง เมื่อไรเราเห็นของจริงในกาย เห็นของจริงในใจ ความยึดถือมันจะหมด มันจะยึดไม่ลงหรอก มันไม่ใช่ของดี ร่างกายเป็นก้อนทุกข์ ไปยึดมันทำไม
จิตใจมีแต่ของแปรปรวน มีแต่ของบังคับไม่ได้ จะยึดมันทำไม ใจจะหมดความยึดไปเป็นลำดับๆ เพราะฉะนั้นใจจะหมดความยึดได้ ก็ต้องหัดวิปัสสนา
ก่อนจะทำวิปัสสนาได้ ต้องมาฝึกจิตให้มีคุณภาพเป็นคนดู เป็นผู้ดู แล้วพื้นฐานต้องถือศีล 5 ต้องถือนะ ถ้าศีล 5 เสียจิตจะฟุ้ง...
ต้อวระวังนะสมาธ กับสติ ปัญญานี่ แตกต่างกัน สมาธิเกิดร่วมกับจิตที่เป็นอกุศลได้ สติ ปัญญานี่ เกิดร่วมกับจิตที่เป็นกุศลเท่านั้น
อย่างสมาธิต้องระวัง มีสมาธิที่ใช้ไม่ได้อยู่ จะไปยิงเขานี่ ต้องมีสมาธใช่ไหม ไม่งั้นยิงไม่ถูก ทำชั่วก็ต้องมีสมาธิ สมาธิเกิดกับจิตที่เป็นอกุศลได้ด้วย
สมาธิเป็นองค์ธรรมที่เกิดร่วมกับจิตทุกๆดวง จิตที่เป็นกุศลก็มีสมาธิ จิตที่เป็นอกุศลก็มีสมาธิ จิตที่เป็นกลางๆก็มีสมาธิ
แต่ถ้าเป็นจิตที่มีสติต้องเป็นกุศล จิตที่มีสติที่เป็นกุศลบางดวงที่มีปัญญา จิตที่เป็นกุศลบางดวงเฉยๆไม่มีปัญญา บางดวงมีปัญญาให้เห็นไตรลักษณ์ด้วย
เราค่อยๆฝึก ถือศีล 5 ไปก่อน แล้วมาฝึกใจให้อยู่กับตัวเอง ด้วยการรู้ทันใจที่ไหลไป ห้ามบังคับไว้สุดโต่งไปอีกข้าง รู้ทันใจที่ไหล
ต้องฝึกนะ ทุกวันๆ ต้องซ้อม แล้วก็มาฝึกปฏิบัติจริงๆ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ เห็นร่างกายเคลื่อนไหว ใจเป็นคนดู เห็นจิตใจเคลื่อนไหวใจเป็นคนดู สุดท้ายก็จะเห็นกายเห็นใจแสดงไตรลักษณ์
ถ้าเห็นอย่างถ่องแท้ เบื้องต้นก็จะรู้ว่าไม่มีตัวเรา เบื้องปลายก็จะรู้ว่าสิ่งที่มีนั่นคือตัวทุกข์ นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรตั้งอยู่ ไม่มีอะไรดับไป
งั้นวันนึง ถ้าทำตามที่หลวงพ่อบอก เดินไปตามร่องรอยที่พระพุทธเจ้าให้ไว้ วันหนึ่งเราจะพ้นทุกข์ อะไรที่ว่าทุกข์ ก็คือขันธ์ 5 กายใจนี่แหละตัวทุกข์
คำว่าพ้นทุกข์ คือจิตมันพ้นความยึดถือในใจในกายนี้ แล้วอยู่ไปเป็นพระอรหันต์ ดำรงชีวิตไป จนวันหนึ่งร่างกายแตกดับ ดับทุกข์
ตอนแรกกิเลสมันตายไป จิตไม่เข้าไปเกาะเกี่ยวในกายใจในรูปนาม เป็นนิพพานชนิดแรก... (ภาษาบาลี) อยู่ไปจนขันธ์มันแตกดับ... นิพพานขันธ์ เป็น อนุปา.. (ภาษาบาลีอีกแย้ว)
ฝึกนะ อย่าให้เสียชาติเกิด แล้วตั้งใจไว้ ตั้งใจไว้นะ ทำความดีไปเรื่อย ตั้งใจทุกคราวที่ทำความดี ขอให้รู้ธรรมเห็นธรรมตามพระพุทธเจ้า ได้พ้นทุกข์พ้นร้อนไป
ถ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก ขอให้ได้เกิดในแวดวงของคนที่มีสัมมาทิษฐิ (ไม่รู้พิมพ์ถูกปล่าว) ขออย่างนี้นะ อย่าขอเป็นคนไทยนะ เดี๋ยวจะเสียใจทีหลัง
ขอเป็นชาวพุทธ ขอให้มีสัมมาทิษฐิ ทำบุญอธิษฐานไป ถ้ายังต้องเกิดอีก ขอเป็นคนที่มีสัมมาทิษฐิ อยู่ในแวดวงของคนที่มีสัมมาธิษฐิ... ดูต่อที่

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น