จิตตภาวนา
หลวงพ่อว่าอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับการฝึกจิตฝึกใจของตนเอง "เพราะจิตที่ฝึกดีแล้ว นำความสุขมาให้"
จิตนำเราไปสู่ทิศทางต่างๆ จิตที่เลวก็นำเราไปสู่สภาวะที่เลว จิตที่ดีก็นำไปสู่สภาวะที่ดี จิตที่ฝึกได้สมบูรณ์เต็มที่ ก็นำเราไปสู่ความพ้นทุกข์ที่ถาวร
ทุกคนแสวงหาความสุขกันมาตลอด ลูกเล็กเด็กแดงจนแก่จนเฒ่า ที่จริงแล้ว ทุกคนก็อยากได้ความสุขด้วยกันทั้งนั้น เพราะแสวงหาความสุขด้วยวิธีต่างๆ
คนทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายนั้น หาความสุขด้วยการแสวงหาอารมณ์ภายนอก มีความสุขเพราะการดูรูป เพราะการฟังเสียง เพราะได้กลิ่น เพราะได้รส เพราะได้สัมผัสที่ถูกใจ เพราะได้คิดนึกเรื่องราวที่สนุกสนานถูกอกถูกใจ
ความสุขจากภายนอกอยู่ได้ชั่วครั้งชั่วคราว เดี๋ยวมันก็หาย ความสุขและการแสวงหาความสุขออกไปภายนอกนี่ มันไม่ได้ความสุขที่ถาวรจริง เราไปดูรูปที่สวย ไปดูหนัง ดูอะไรนี่ มีความสุขประเดี่ยวประด๋าว เดี๋ยวความทุกข์ก็ตามมาอีกแล้ว ไปฟังสิ่งที่ดีๆ ไปฟังสิ่งที่ถูกอกถูกใจ ไปฟังเสียงเพราะๆ มีความสุขชั่วครั้งชั่วคราว เดี๋ยวความทุกข์มันก็ตามมาอีกแล้ว
เพราะฉะนั้น การหาความสุข ด้วยการเพลิดเพลินไปในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัสนี่ นักปราชญ์ทั้งหลายท่านเห็นว่าไม่มีคุณค่าเท่าที่ควรหรอก
เจ้าชายสิทธัตถะ ท่านก็เห็นว่า ท่านเป็นเจ้าชาย มีกามสุข มีความสุขในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสัมผัส อยู่มาจนอายุ 29 มันไม่อิ่ม มันไม่เต็ม ท่านก็อยากได้สิ่งซึ่งมันเป็นอมตะมากกว่านั้น
ความสุขอันต่อมา ที่พวกเราแสวงหากัน ไม่ใช่กามสุขแล้ว แต่เป็นฌานสุข เป็นการฝึกจิตให้สงบ มันก็มีความสุขอยู่กับการที่จิตใจเราสงบ
เจ้าชายสิทธัตถะ ออกจากวังมา สิ่งแรกที่ไปทำ ก็เหมือนกับที่พวกเรา เวลาคิดถึงการปฏิบัติธรรม สิ่งแรกที่เราทำคือ การนั่งสมาธิ ก็คิดถึงเรื่องเหล่านี่ก่อน เจ้าชายสิทธัตถะก็คิดอย่างนั้นแหละ
ท่านก็ไปหัดนั่งสมาธิ มีความสุขจากสมาธิ ฝึกอยู่ไม่นาน ท่านก็จบหลักสูตรของสมาธิ ท่านได้ เนวสัญญานา สัญญายตนะ (เน-วะ-สัน-ยา-สัน-ยา-ยะ-ตะ-นะ)ได้ฌานที่สูงที่สุดของมนุษย์ ได้ฌานที่สูงที่สุดของปุถุชน
อาจารย์ก็ชวนว่า จบหลักสูตรแล้วให้ช่วยกันมาสอน บุญบารมีท่านแก่กล้า ท่านก็บอกอาจารย์ว่า นี่มันไม่ใช่สิ่งที่ท่านต้องการหรอก มีความสุขจากสมาธิไม่นานมันก็เสื่อม เสื่อมแล้วมันก็ทุกข์อีก นี่ยังไม่ใช่ทางที่จะเข้าไปสู่ทางพ้นทุกข์ที่แท้จริง
ท่านก็ออกแสวงหาด้วยตัวเอง ว่าทำฌานไม่สำเร็จ ไม่พ้นทุกข์ มาฝึกทรมาณตัวเอง ท่านก็ไม่ได้ทรมาณโง่ๆ ตามจริงก็มีเหตุผล ที่ท่านต้องทรมาณ คือคนในยุคนั้นก็เริ่มรู้แล้ว ว่าตัณหา ทำให้เกิดทุกข์ ความอยากในศาสนาอื่นนะ บางศาสนานี่ก็รู้ว่าต้องทำลายตัณหา
วิธีทำลายความอยาก ถ้ามันอยากก็แกล้งมัน มันอยากกิน ไม่กิน มันอยากนอน ไม่นอน มันอยากสบาย ทำให้มันลำบาก แกล้งฝึก ฝืนกิเลส ฝืนจิตฝืนใจ ไม่ใช่ฝึกโง่ๆนะ ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ไปทรมาณแบบไม่มีเหตุผลใดๆหนุนหลัง
...แสวงหาความพ้นทุกข์ อยากกินไม่กิน อยากนอนไม่นอน อยากสบายทำให้ลำบาก หวังว่าวันหนึ่ง จะทำให้สิ้นตัณหา
และผ่านไปหลายปี 5-6 ปี ท่านก็พบว่า...
มันไม่สิ้นหรอก ความอยากมีตั้งเยอะแยะ เดี๋ยวอยากได้รูป อยากได้เสียง อยากได้กลิ่น อยากได้รส อยากได้สัมผัส อยากคิด อยากนึก อยากปรุง อยากแต่งทางใจ
สุดท้าย ท่านก็พบว่า การปล่อยตัวปล่อยใจตามกิเลส เป็นเจ้าชายเพลิดเพลินในกามสุข ไม่ทำให้พ้นทุกข์ การมาบังคับจิต ฝึกจิตให้นิ่ง ก็ไม่พ้นทุกข์ การมาบังคับกาย ทรมาณกาย ก็ไม่พื้นทุกข์ ท่านก็คิดถึงสิ่งที่เรียกว่า ทางสายกลาง
ทางสายกลางนี่แหละ คือการฝึกจิตใจ เบื้องต้นท่านคิดถึงการทำสมาธิชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสมาธิอัตโนมัติ มันเกิดขึ้นตอนท่านเด็กๆ ฝึกไม่ใช่เรื่องประหลาด ว่าทำไม อยู่ๆ เจ้าชายสิทธัตถะอายุไม่กี่ปี ลุกขึ้นนั่งสมาธิเป็น สมาธิชนิดนี้ ไม่เหมือนสมาธิที่ท่านเรียนจากฤาษี สมาธิที่ท่านเห็นจากฤาษีนั้น เป็นการน้อมจิต ให้ไปสงบ ให้ไปนิ่ง ให้ไปว่าง อยู่ในอารมณ์อันเดียว
แต่สมาธิที่ท่านได้มาตอนเด็กๆนั้น เป็นสมาธิแห่งความรู้เนื้อรู้ตัว ท่านหายใจ หายใจทำ.. อานาปานสติ(อา-นา-ปา-นะ-สะ-ติ) แล้วจิตของท่านตื่นขึ้นมา ตรงที่จิตตื่นขึ้นมานี่ เป็นสมาธิอีกชนิดหนึ่ง เป็นสมาธิที่คนในยุคนั้น ไม่มีใครรู้จัก ท่านนึกถึงสมาธิชนิดนี้ได้ ท่านทำอานาปานสติ
นี้พวกเราบางคนศึกษาพุทธประวัติไม่ดี ก็คิดว่าพระพุทธเจ้าบรรลุพระอรหันต์ด้วยการทำอานาปานสติ ที่จริงไม่ใช่ ท่านทำอานาปานสติหายใจด้วยความรู้สึกตัว...นั่งคู้บังลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติ เฉพาะหน้า มีสติอยู่นะ หายใจออกยาว รู้ว่าหายใจออกยาว หายใจเข้ายาว รู้ว่าหายใจเข้ายาว มีความรู้สึกตัวอยู่ เป็นร่างกายหายใจอยู่ รู้ว่าใครเป็นคนดูอยู่
นี่เป็นสมาธิชนิดที่สอง ซึ่งคนอื่นไม่รู้จัก ท่านเป็นขึ้นมาโดยอัตโนมัติเมื่อตอนเด็กๆ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเป็นนะ พวกเราถ้าได้เคยฝึกสมาธิชนิดนี้นะ ในชาติก่อนๆนี่ เวลามาอยู่ในชาตินี้ตอนเด็กๆ มักจะขึ้นมา มันจะมาของมันเอง แต่มักจะมาตอนที่เราต้องกระทบกับอารมณ์ที่น่ากลัว อารมณ์ที่รุนแรง
หลวงพ่อแต่เด็กๆ ไม่ได้เทียบท่านนะ ไมรู้จะเทียบยังไง เล่ายังไง หลวงพ่อตอนเด็กๆ อายุสัก 10 ขวบได้ ไฟไหม้ข้างบ้าน บ้านเป็นตึกแถว อยู่วรจักรนี่แหละ พอไฟไหม้ข้างบ้าน เรามองเห็น ห่างไป4-5 ห้อง ลุกขึ้นวิ่งไป จะไปบอกผู้ใหญ่ วิ่งก้าวที่ 1 ก็กลัวอยู่นะ ก้าวที่ 2 ก็กลัว ก้าวที่ 3 นี่ จิตมันตื่นขึ้นในฉับพลันเลย มันรู้สึกตัวขึ้น โผล่ขึ้นมาเลย ความตกใจความกลัวนั้น ขาดสะบั้นลงตรงนั้นเลย กลายเป็นความรู้สึกตัว เดินไปบอกผู้ใหญ่ว่าไฟไหม้ ผู้ใหญ่ตกใจ เราก็ไปดูผู้ใหญ่ตกใจ เราก็ไม่ตกใจด้วย
มีพระองค์หนึ่ง ท่านก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อตอนท่านเป็นวัยรุ่น ยังไม่ได้บวช ไปเที่ยวงานลอยกระทง แล้วเขาจุดพลุใกล้ๆตัวท่าน ท่านไม่ทันรู้ตัวว่าเขาจะจุดพลุ ตูมขึ้นมา ท่านตกใจ พอตกใจ สติระลึกรู้ความตกใจ จิตดีดตัวผางขึ้นมา ตั้งมั่นขึ้นมาเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเลย นี่ของถ้าเคยทำนะ มันจะทำได้.. จะง่าย
นี่พวกเรา ถ้าชาตินี้ เด็กๆ เคยรู้สึกตัวมา การภาวนาก็ไม่ลำบากมาก แต่ถ้าเราไม่เคยรู้สึกตัวเลย กว่าจะรู้สึกตัวได้ ก็หนักหนาสาหัสเอาเรื่องเหมือนกัน แต่ฝึกได้... ช้าง ม้า วัว ควาย ยังฝึกได้เลย ...คนทำไมจะฝึกไม่ได้
เจ้าชายสิทธัตถะทำสมาธิชนิดที่ 2 คือจิตตั้งมั่นขึ้นมา เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานขึ้นมา ถัดจากนั้นท่านเจริญปัญญา เพราะสมาธิเป็นจุดตั้งต้นของการเจริญปัญญา สมาธิที่ถูกต้องนะ ที่จิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ส่วนสมาธิที่ท่านทิ้งมาจากฤาษี เป็นสมาธิที่จิตสงบ แน่วแน่ อยู่ในอารมณ์อันเดียว อันนั้นจะไม่เจริญปัญญา เป็นที่พักผ่อนเฉยๆ
งั้นเราต้องแยกให้ออก ว่าสมาธิมันมี 2 อย่าง ที่เป็นเรื่องที่เราต้องเรียน ถ้าเราอยากทำ "จิตตภาวนา" เราแบ่งกลุ่มของจิตตภาวนาออกไปก่อนมี 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่ง คือทำสมาธิ ฝึกสมถะกัมมัฏฐาน อีกกลุ่มหนึ่ง คือการเจริญปัญญา
ทำสมาธินั้น สมาธิแยกได้ 2 ชนิดด้วย
สมาธิอันที่ 1 ให้จิตสงบแนบแน่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว ไม่หนีไปที่อื่น อันนี้ใช้สำหรับพักผ่อน...
สมาธิชนิดที่ 2 ฝึกให้จิตตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ...ร่างกายเคลื่อนไหว จิตใจเป็นแค่คนดู ความรู้สึกใดๆ เกิดขึ้นในกาย ความรู้สึกใดๆ เกิดขึ้นในจิต จิตเป็นแค่คนดู ถอนตัวออกมาจากผู้แสดง กลายเป็นผู้รู้ผู้ดูไป... สมาธิชนิดนี้อาภัพที่สุดเลย ไม่ค่อยมีคนรู้จัก
สมัยพุทธกาล มีสมาธิให้จิตสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียว เป็นเรื่องธรรมดา พวกเราเองกับสมัยพุทธกาลแทบไม่มีอะไรแตกต่างกันเลยนะ พอๆ กัน พูดถึงความไม่เอาไหนก็ใกล้เคียงกัน คนที่สนใจจริงๆ มีบุญวาสนาก็ภาวนาได้ ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่หรอก
เจ้าชายสิทธัตถะ จิตท่านเป็นผู้รู้ได้แล้วนะ ท่านก็มาเจริญปัญญา ท่านน่ะดูทุกข์ ท่านดูแต่ที่ทุกข์ อะไรมีอยู่ ทุกข์ถึงมีอยู่ ท่านพบว่าชาติยังมีอยู่ ชาติคือความได้มาซึ่งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำไมจิตไปหยิบฉวยขึ้นมา จิตไปหยิบฉวยขึ้นมาเพราะจิตมันดิ้นรนปรุงแต่ง จิตมันมีเจตนา(เจ-ตะ-นา) มีเจตนาเกิดขึ้น เจตนานี่แหละเป็นตัวภพ
พอท่านดูไป ท่านทวนไปเรื่อย สภาวะที่ท่านเห็น...ล้วนเป็นรูปธรรมนามธรรมทั้งสิ้น ...ตัวทุกข์ก็เป็นรูปธรรมนามธรรม ...ตัวชาติก็เป็นรูปธรรมนามธรรม...ท่านเฝ้าดู ตัวทุกข์ก็คือ ขันธ์ 5 นั่นแหละ ทั้งรูปทั้งนาม ไล่ๆ ลงไป จนถึงอวิชชา... อวิชชาเป็นนามธรรม
ท่านพบว่า มีแต่รูปกับนาม ซึ่งอาศัยกันเกิด สิ่งทั้งหลายมีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับบังคับไม่ได้ สิ่งทั้งหลายทั้งปวง รากเหง้ามาจากความไม่รู้อริยสัจ คือตัวอวิชชา
เพราะฉะนั้น สูงสุดของการเจริญจิตตภาวนา คือการทำลายอวิชชาลงไปให้ได้
จิตตภาวนามีหลายขั้นหลายstep
เบื้องต้น เป็นแค่ว่า ทำยังไงจิตจะสงบ
stepที่ 2 ทำยังไงจิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นคนดู ไม่ใช่ผู้แสดง แต่เป็นผู้ดู
ขั้นที่ 3 ทำยังไงจะเกิดปัญญา เห็นความจริงของรูปนาม กายใจ ของธาตุของขันธ์ ของอายตนะ(อา-ยะ-ตะ-นะ) ของอินทรีย์ คือของสิ่งที่เรียกว่าตัวเรานั่นเอง
แล้วสิ่งที่พวกเราจะต้องเรียน...ต้องเรียนนะ...อยู่ๆรู้ด้วยตัวเองไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่พระพุทธเจ้า เราไม่ใช่พระสัมมา สัมพุทธเจ้า ไม่ใช่พระปัจเจกพระพุทธเจ้า เรารู้ด้วยตัวเองไม่ได้ เราต้องฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า
ฉะนั้นหลวงพ่อจะมาสรุปให้ฟังว่า...สิ่งที่เราจะฝึก 3 ประการนั้น เราจะทำอย่างไร
อันแรกทำอย่างไรจิตจะสงบ
อันที่ 2 ทำอย่างไรจิตจะตั้งมั่น
อันที่ 3 ทำอย่างไรจิตจะเห็นความเป็นจริงของธาตุขันธ์ของกายของใจ
ถ้าจิตเห็นความจริง เรียกว่าจิตมีปัญญา ถ้ามีปัญญา จิตจะเข้าถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้น เพราะพระพุทธเจ้าท่านบอกไว้เลยว่า บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา
สมัยพุทธกาล มีสมาธิให้จิตสงบอยู่ในอารมณ์อันเดียว เป็นเรื่องธรรมดา พวกเราเองกับสมัยพุทธกาลแทบไม่มีอะไรแตกต่างกันเลยนะ พอๆ กัน พูดถึงความไม่เอาไหนก็ใกล้เคียงกัน คนที่สนใจจริงๆ มีบุญวาสนาก็ภาวนาได้ ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่หรอก
เจ้าชายสิทธัตถะ จิตท่านเป็นผู้รู้ได้แล้วนะ ท่านก็มาเจริญปัญญา ท่านน่ะดูทุกข์ ท่านดูแต่ที่ทุกข์ อะไรมีอยู่ ทุกข์ถึงมีอยู่ ท่านพบว่าชาติยังมีอยู่ ชาติคือความได้มาซึ่งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทำไมจิตไปหยิบฉวยขึ้นมา จิตไปหยิบฉวยขึ้นมาเพราะจิตมันดิ้นรนปรุงแต่ง จิตมันมีเจตนา(เจ-ตะ-นา) มีเจตนาเกิดขึ้น เจตนานี่แหละเป็นตัวภพ
พอท่านดูไป ท่านทวนไปเรื่อย สภาวะที่ท่านเห็น...ล้วนเป็นรูปธรรมนามธรรมทั้งสิ้น ...ตัวทุกข์ก็เป็นรูปธรรมนามธรรม ...ตัวชาติก็เป็นรูปธรรมนามธรรม...ท่านเฝ้าดู ตัวทุกข์ก็คือ ขันธ์ 5 นั่นแหละ ทั้งรูปทั้งนาม ไล่ๆ ลงไป จนถึงอวิชชา... อวิชชาเป็นนามธรรม
ท่านพบว่า มีแต่รูปกับนาม ซึ่งอาศัยกันเกิด สิ่งทั้งหลายมีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับบังคับไม่ได้ สิ่งทั้งหลายทั้งปวง รากเหง้ามาจากความไม่รู้อริยสัจ คือตัวอวิชชา
เพราะฉะนั้น สูงสุดของการเจริญจิตตภาวนา คือการทำลายอวิชชาลงไปให้ได้
จิตตภาวนามีหลายขั้นหลายstep
เบื้องต้น เป็นแค่ว่า ทำยังไงจิตจะสงบ
stepที่ 2 ทำยังไงจิตจะตั้งมั่นขึ้นมาเป็นคนดู ไม่ใช่ผู้แสดง แต่เป็นผู้ดู
ขั้นที่ 3 ทำยังไงจะเกิดปัญญา เห็นความจริงของรูปนาม กายใจ ของธาตุของขันธ์ ของอายตนะ(อา-ยะ-ตะ-นะ) ของอินทรีย์ คือของสิ่งที่เรียกว่าตัวเรานั่นเอง
แล้วสิ่งที่พวกเราจะต้องเรียน...ต้องเรียนนะ...อยู่ๆรู้ด้วยตัวเองไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่พระพุทธเจ้า เราไม่ใช่พระสัมมา สัมพุทธเจ้า ไม่ใช่พระปัจเจกพระพุทธเจ้า เรารู้ด้วยตัวเองไม่ได้ เราต้องฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า
ฉะนั้นหลวงพ่อจะมาสรุปให้ฟังว่า...สิ่งที่เราจะฝึก 3 ประการนั้น เราจะทำอย่างไร
อันแรกทำอย่างไรจิตจะสงบ
อันที่ 2 ทำอย่างไรจิตจะตั้งมั่น
อันที่ 3 ทำอย่างไรจิตจะเห็นความเป็นจริงของธาตุขันธ์ของกายของใจ
ถ้าจิตเห็นความจริง เรียกว่าจิตมีปัญญา ถ้ามีปัญญา จิตจะเข้าถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้น เพราะพระพุทธเจ้าท่านบอกไว้เลยว่า บุคคลถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา
ลพ ปราโมทย์ "จิตตภาวนา"
https://www.youtube.com/watch?v=lBXCaNds2nk
.jpg)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น