วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2558

ทำดีทุกๆอย่าง.. ให้กับทุกๆคน


ที่มา https://dhammaway.files.wordpress.com/2014/06/giving-fullsize.png

อธิษฐานบารมี


"คนเราลองตั้งใจแล้วทำให้ได้ เป็นบารมีนะ 
เรียกอธิษฐานบารมี"

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
25 ธันวาคม 2553

ทุกอย่างที่เกิด ล้วนดับทั้งสิ้น


ดูแค่ว่า... ทุกอย่างที่เกิด ล้วนดับทั้งสิ้น

เวลาที่เราถูกอารมณ์ครอบงำ 
ง่ายๆ ให้ใช้วิธีนี้...

ให้รู้เลยว่ามันกำลังครอบอยู่... อย่าไปยอมให้มันครอบ
มันครอบอยู่..  รู้ว่ามันครอบ... มันจะค่อยๆหลุดออกไป
เราจะไม่ถูกความเศร้าโศก ไม่ถูกอารมณ์อะไรครอบงำ
(สักครู่นี้ โดนเต็มๆ นู๋เกือบเอาตัวไม่รอดเลยแหละหลวงพ่อ แฮ่ๆ
ได้ทันฟังหลวงพ่อพอดีเลย... )

บางคนโดนปีติครอบงำ ก็ใช้ไม่ได้เหมือนกัน อารมณ์อะไรครอบงำก็ใช้ไม่ได้ ให้รู้ว่ากำลังโดนครอบอยู่ ..ผู้หญิงเป็นเยอะนะ (นั่นไง รู้จริงนะหลวงพ่อ) 

บางทีชอบคิดเรื่องเศร้าๆ (นู๋ยิ่งกว่าเศร้าอีกค่า แหะๆ) แล้วใจก็ไปติดอยู่ ไปโอดครวญอยากเป็นนางเอก (โดนอีกแย้วว) เรียกว่าสวมวิญญาณนางเอก ทำใจเศร้าๆ เจ็บแสบๆ หน่อย (ไม่หน่อยเจ้าค่า ปางตายเลยแหละ แงๆๆ)

 ให้รู้ทันเลยว่าจิตติดอยู่ มันจะหลุดออกมาเองเลย ใจมันจะเข้มแข็ง ไม่งั้นใจมันจะไม่เข้มแข็ง...  แค่เราไม่ยอมมัน รู้ทัน.. มันก็ไปแล้ว ไอ้พวกนี้ เหมือนตัวอะไรที่หลอกลวง ถ้าเรารู้ทันมัน มันหนีหมด เห็นเท่าที่เห็น  จิตมันรู้อารมณ์ได้ครั้งละอันเดียว มันไม่รู้ทีละ 5 อัน  ไม่ต้องไปใส่ชื่อว่า อันนี้คือขันธ์นี้ แค่เห็นว่า...

สิ่งทั้งหลาย สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นดับไป... แค่นั้นเอง
*****************

เมื่อคิดมากและชอบคิดไปเรื่อยๆ...ให้รู้ทันว่ามันคิดนะ แล้วมันหยุดคิดเอง แต่ไม่ห้ามนะ ไม่ใช่ว่าห้ามคิด  ไม่ต้องห้าม...แค่รู้ทันว่ามันคิด มันหยุดของมันเอง ไม่ต้องจำความรู้สึกตรงนั้นด้วย จิตมันจำของมันเอง...

เราจะดูนะ... ว่าทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นมานี่ อะไรก็ได้นะ ไม่ต้องมีชื่อเลย... ทุกอย่างที่เกิดนี่ ดับทั้งสิ้น ดูแค่นี้เอง... ดูการเปลี่ยนแปลง ดูการเกิด ดับ ... มีการเปรียบเทียบ ถึงให้ดู(สภาวะ)เป็นคู่ๆ ...

มันโกรธ... แล้วมันก็หายโกรธ
มันโลภ... แล้วมันก็หายโลภ
มันฟุ้งซ่าน... แล้วมันก็สงบ...


ที่มา: หลวงพ่อปราโมทย์ แสดงธรรม ณ ราชกรีฑาสโมสร (ธรรมะกลางเมือง 3) วันที่ 8 มี.ค. 2558
https://www.youtube.com/watch?v=uKx90qOYByY




การต่อสู้ในธรรมะมีที่สิ้นสุด...


การต่อสู้ในโลกไม่มีที่สิ้นสุด 
การต่อสู้ในธรรมะมีที่สิ้นสุด
ถ้าเราสู้นะ 
วันนึงก็ถึงการสิ้นสุดของการต่อสู้
ตอนยังสู้อยู่นะ 
ไม่เห็นอนาคตเหมือนกัน
มารมันครองโลกมานาน มันไม่ตายหรอก

สู้กว่าจะชนะมันได้นะ 
คนหนึ่งคนหนึ่งยากเหลือเกิน
แต่ว่าถ้าสู้นะ วันนึงก็เป็นอิสระ 
พ้นจากอำนาจของมาร
ถ้าไม่สู้ก็วนเวียน 
เป็นทาสเขาเรื่อยๆไป
เขาจะหยิบยื่นรางวัลให้เล็กๆ น้อยๆ นะ...

มารมันเลี้ยงเรานะ ให้รางวัลนิดๆ หน่อยๆ
ให้ความสุขอย่างโน้นอย่างนี้
วันสุดท้าย มันเอาไปฆ่าทุกคนเลย...
ถ้าใจไม่ถึงจริง สู้ไม่ได้หรอก มันเนียน...

เมื่อเราภาวนาไปเรื่อย ฝึกไป หายใจไป...


วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2558

การดูจิตมีกฏ 3 ข้อ


การดูจิต มีกฎ 3 ข้อ

ข้อที่ 1 ก่อนดู อย่าไปดักดู อย่าไปรอดู อย่าไปจ้อง ถ้าเราไปดูจิตแล้วเราไปรอ ไหนเมื่อไหร่จะโกรธ ไปจ้องอยู่ มันไม่โกรธหรอก มันเฉยๆ  งั้นการดูจิต ห้ามไปดักดู ให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้เอา

ข้อ 2 ระหว่างดู ดูแบบคนวงนอก ดูห่างๆ อย่าให้ใจมันไหลเข้าไปรวมกับอารมณ์ ดูแบบคนวงนอก เหมือนเราอยู่บนตึก เห็นรถวิ่งที่บนถนน ดูแบบคนวงนอก อย่าดูจนตกตึกลงไปอยู่บนถนน ดูจนชะโงกตกตึกลงไป จิตมันไหลไปรวมเข้ากับอารมณ์ ดูแบบคนวงนอกไม่เกี่ยว

ข้อ 3 ดูแล้วไม่แทรกแซง เช่นเราเห็นแล้วจิตมันโกรธ ไม่ต้องหาทางให้หาย ดูแล้วจิตเป็นกุศล ไม่ต้องหาทางรักษา รู้อย่างเป็นกลางจริงๆเลย ว่าเราปฏิบัติ มิได้มุ่งเอาดี ไม่ได้มุ่งเอาสุข ไม่ได้มุ่งเอาสงบนะ เราปฏิบัติเพื่อให้เห็นความจริง ว่าสิ่งทั้งหลายเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป สิ่งทั้งหลายบังคับไม่ได้

อย่างถ้าเราไม่ได้บังคับใช่ไหม๊ ตาเรามองเห็น ใจเราก็เปลี่ยน เช่นเราเห็นคนขับรถปาดหน้า ใจเราเปลี่ยน ทีแรกเฉยๆ ที่นี้โทสะเกิด ความโกรธเกิดขึ้นมา ความโกรธเกิดขึ้นแล้วทำไง รู้ว่าโกรธ

ไม่ใช่เจตนาขับรถอยู่แล้วคอยดูว่าใครจะปาด คอยดูเมื่อไรจะปาดซักที คอยดู ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเฉยๆ 

ถ้าดักดูแล้วเฉยนะ ห้ามดักดู ดูใจนี่แหละ ให้ความรู้สึกเกิดไปก่อน แล้วค่อยรู้เอา จะไม่เหมือนดูกายนะ 

ดูใจให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยดูเอา ถ้าดูผิดวิธี ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่เห็นไตรลักษณ์หรอก ไปนั่งเฝ้าจิตทั้งวัน จะไปเห็นอะไร เห็นแต่ความว่าง 

งั้นพวกดูจิต ดุจิตนะ จุดที่พลาดกันมาก ต้องระวังนะ ดูจิตๆกลายเป็นเพ่งจิต ไปจ้องจิตจนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เฉยๆ ว่างๆ  สบายๆ ถ้ายังงั้นผิดแน่นอน ไม่เกิดปัญญาหรอก

ดูกาย ดูปัจจุบันขณะ รู้เดี๋ยวนี้ 
ดูจิต ตามรู้มันไปเรื่อยๆ 

จิตโลภขึ้นมา โลภแล้ว 
โกรธขึ้นมา โกรธแล้ว

แต่แล้วนี่ ต้องเร็วๆนะ เมื่อวานโกรธ วันนี้รู้ ใช้ไม่ได้นะ นานเกิน ไม่เป็นปัจจุบันสัญปติ(เขียนไปก่อน ไม่รู้ถูกหรือเปล่า) คือไม่สืบเนื่องกับปัจจุบันแล้ว มันห่างไปตั้งเยอะแยะแล้ว รู้สดๆร้อนๆ อย่างเห็นความโกรธ มีหางไหวๆอยู่นิดนึง ยังเห็นอยู่ ตวัดปั๊บ... (ฟังไม่ทันค่า)

เห็นเพื่ออะไร เห็นกายก็เพื่อให้เห็นความจริงของกาย ร่างกายไม่เที่ยง ร่างกายเป็นทุกข์ ถูกบีบคั้นตลอด ร่างกายไม่ใช่ตัวเราเป็นวัตถุก้อนธาตุ

ดูจิตเพื่ออะไร ดูจิตเพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ จิตมีแต่ความไม่เที่ยง มีแต่การถูกบีบคั้นเสียดแทง ด้วยความอยากนานาชนิด มีแต่การบังคับไม่ได้ จิตเป็นของบังคับไม่ได้นะ 

อย่างตั้งใจว่าจะไม่โกรธ ก็โกรธใช่ไหม๊ เคยไหม๊ ตั้งใจว่าจะไม่โกรธ แล้วก็โกรธ (เคยเยอะค่ะหลวงพ่อ) ตั้งใจว่าจะไม่โลภ มันก็โลภนะ

กะจะไปเดินเล่นศูนย์การค้า กะจะไปเอาแอร์เฉยๆ ดูเล่นๆ ดูโน่นดูนี่ ไม่ซื้อๆวันนี้ แป๊บเดียวหลังเดี้ยงมาแล้วนะ แบกมากเลย (อิอิ หลวงพ่อรู้จิงแฮะ 555)

ตั้งใจจะไม่รัก ก็รักอีก สาวๆบางคนถูกเขาหลอก ตัดญาติขาดมิตรแล้วไอ้หนุ่มคนนี้ ไม่เอาแล้ว ไม่รักมันอีกต่อไปละ มันมาอ้อนแป๊บเดียว รักมันอีกแล้ว ใจน่ะมันสั่งไม่ได้ 

ดูไปเพื่อให้เห็นของจริง เมื่อไรเราเห็นของจริงในกาย เห็นของจริงในใจ ความยึดถือมันจะหมด มันจะยึดไม่ลงหรอก มันไม่ใช่ของดี ร่างกายเป็นก้อนทุกข์ ไปยึดมันทำไม

จิตใจมีแต่ของแปรปรวน มีแต่ของบังคับไม่ได้ จะยึดมันทำไม ใจจะหมดความยึดไปเป็นลำดับๆ เพราะฉะนั้นใจจะหมดความยึดได้ ก็ต้องหัดวิปัสสนา

ก่อนจะทำวิปัสสนาได้ ต้องมาฝึกจิตให้มีคุณภาพเป็นคนดู เป็นผู้ดู แล้วพื้นฐานต้องถือศีล 5 ต้องถือนะ ถ้าศีล 5 เสียจิตจะฟุ้ง...

ต้อวระวังนะสมาธ กับสติ ปัญญานี่ แตกต่างกัน สมาธิเกิดร่วมกับจิตที่เป็นอกุศลได้ สติ ปัญญานี่ เกิดร่วมกับจิตที่เป็นกุศลเท่านั้น 

อย่างสมาธิต้องระวัง มีสมาธิที่ใช้ไม่ได้อยู่ จะไปยิงเขานี่ ต้องมีสมาธใช่ไหม ไม่งั้นยิงไม่ถูก ทำชั่วก็ต้องมีสมาธิ สมาธิเกิดกับจิตที่เป็นอกุศลได้ด้วย

สมาธิเป็นองค์ธรรมที่เกิดร่วมกับจิตทุกๆดวง จิตที่เป็นกุศลก็มีสมาธิ จิตที่เป็นอกุศลก็มีสมาธิ จิตที่เป็นกลางๆก็มีสมาธิ 

แต่ถ้าเป็นจิตที่มีสติต้องเป็นกุศล จิตที่มีสติที่เป็นกุศลบางดวงที่มีปัญญา จิตที่เป็นกุศลบางดวงเฉยๆไม่มีปัญญา บางดวงมีปัญญาให้เห็นไตรลักษณ์ด้วย

เราค่อยๆฝึก ถือศีล 5 ไปก่อน แล้วมาฝึกใจให้อยู่กับตัวเอง ด้วยการรู้ทันใจที่ไหลไป ห้ามบังคับไว้สุดโต่งไปอีกข้าง รู้ทันใจที่ไหล 

ต้องฝึกนะ ทุกวันๆ ต้องซ้อม แล้วก็มาฝึกปฏิบัติจริงๆ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ เห็นร่างกายเคลื่อนไหว ใจเป็นคนดู เห็นจิตใจเคลื่อนไหวใจเป็นคนดู สุดท้ายก็จะเห็นกายเห็นใจแสดงไตรลักษณ์ 

ถ้าเห็นอย่างถ่องแท้ เบื้องต้นก็จะรู้ว่าไม่มีตัวเรา เบื้องปลายก็จะรู้ว่าสิ่งที่มีนั่นคือตัวทุกข์  นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรตั้งอยู่ ไม่มีอะไรดับไป

งั้นวันนึง ถ้าทำตามที่หลวงพ่อบอก เดินไปตามร่องรอยที่พระพุทธเจ้าให้ไว้ วันหนึ่งเราจะพ้นทุกข์ อะไรที่ว่าทุกข์ ก็คือขันธ์ 5 กายใจนี่แหละตัวทุกข์

คำว่าพ้นทุกข์ คือจิตมันพ้นความยึดถือในใจในกายนี้ แล้วอยู่ไปเป็นพระอรหันต์ ดำรงชีวิตไป จนวันหนึ่งร่างกายแตกดับ ดับทุกข์

ตอนแรกกิเลสมันตายไป จิตไม่เข้าไปเกาะเกี่ยวในกายใจในรูปนาม เป็นนิพพานชนิดแรก... (ภาษาบาลี) อยู่ไปจนขันธ์มันแตกดับ... นิพพานขันธ์ เป็น อนุปา.. (ภาษาบาลีอีกแย้ว)

ฝึกนะ อย่าให้เสียชาติเกิด แล้วตั้งใจไว้ ตั้งใจไว้นะ ทำความดีไปเรื่อย ตั้งใจทุกคราวที่ทำความดี ขอให้รู้ธรรมเห็นธรรมตามพระพุทธเจ้า ได้พ้นทุกข์พ้นร้อนไป

ถ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก ขอให้ได้เกิดในแวดวงของคนที่มีสัมมาทิษฐิ (ไม่รู้พิมพ์ถูกปล่าว) ขออย่างนี้นะ อย่าขอเป็นคนไทยนะ เดี๋ยวจะเสียใจทีหลัง 

ขอเป็นชาวพุทธ ขอให้มีสัมมาทิษฐิ ทำบุญอธิษฐานไป ถ้ายังต้องเกิดอีก ขอเป็นคนที่มีสัมมาทิษฐิ อยู่ในแวดวงของคนที่มีสัมมาธิษฐิ... ดูต่อที่ 

หลวงพ่อปราโมทย์ วัดสวนสันติธรรม แสดงธรรม ณ อาคารอามีโก้ สี่พระยา
https://www.youtube.com/watch?v=1_cPMlMHd6U&list=PLPqG5nzc5KpN5--0sXFnnz_2CAmM_JVQx&index=22




จิตถึงฐาน


ปัญหาใหญ่ของฆารวาส มี 2 อย่าง คือ  
1. จิตไม่ตั้งมั่นถึงฐานจริงๆ  
2. ทำไม่ต่อเนื่อง ทำๆ หยุดๆ

ถ้าเราแก้ปัญหา 2 อย่างนี้ได้ การปฏิบัติของฆารวาส ไม่ได้ช้ากว่าพระเลย ในขั้นต้นๆ พระได้เปรียบ พระมีเวลาดูจิตตัวเองได้ทั้งวัน ฆารวาส มีเวลาน้อย แต่ในขั้นต้นๆ โสดา สะกะทาคา ไม่ช้ากว่าพระ

ถ้าแก้จุดอ่อน 2 ข้อนั้นได้ อันนึงสมาธิไม่พอ จิตไม่ค่อยตั้งมั่น จิตหลงแฉลบตลอดเวลา ฟุ้งซ่านตลอด จิตไม่เข้าฐาน อีกอันนึงปฏิบัติไม่ค่อยต่อเนื่อง ทำบ้างหยุดบ้าง เว้นวรรคบ่อย

ปฏิบัติในรูปแบบจะช่วยได้เยอะเลย สมมติในรูปแบบเราทำสมาธิลึกๆไม่เป็น ก็ไม่ยากอะไร หัดสวดมนต์ไปเรื่อย หัดสวดมนต์ สวดหลายบทไม่เป็น สวดมันบทเดียว แต่สวดหลายๆจบ

สวดมนต์ไปเรื่อย สมมติสวดได้แต่ นะโมตัสสะ พะคะวะโต อยู่บทเดียวก็มันสวดอยู่บทเดียวนี่แหละ ซัก 15 นาที ครึ่งชั่วโมง สวดแล้ว ไม่ใช่สวดเอาความสุข ความสงบ แต่สวดแล้วคอยรู้ทันใจของเรานะ 

สวดไปเรื่อย ใจฟุ้งซ่านรู้ทัน สวดไปอีก ใจสงบขึ้นมารู้ทัน สวดไปอีก ใจมีความสุขรู้ทัน วันนี้สวดแล้วหงุดหงิด รู้ทัน สวดแล้วรู้ทันจิตไปเรื่อยๆ  ต่อไปสมาธิเราจะได้แก่กล้าขึ้น

จิตต้องมีเครื่องอยู่ ถ้าอยู่ในชีวิตประจำวัน อยู่กับพุทโธ อยู่ในอะไรก็อยู่ไป ทำกรรมฐานลึกๆ เข้าฌานไม่เป็นไม่สำคัญหรอก... ดูต่อที่ 

หลวงพ่อปราโมทย์ แสดงธรรมที่ ราชกรีฑาสโมสร Full HD

https://www.youtube.com/watch?v=TZVFr0YwNNo&list=PLPqG5nzc5KpN5--0sXFnnz_2CAmM_JVQx&index=20

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558

เส้นทางแห่งความบริสุทธิ์หลุดพ้น...


เส้นทางแห่งความบริสุทธิ์หลุดพ้น..

https://www.youtube.com/watch?v=rs5g35StlWU&list=PLGaPwCZ02YMDv8PEkkyf_EcsajFOYg_SE

เราดูกายดูใจเขาทำงานของเขาไป เราดูกายดูใจเขาปรุงแต่งของเขาไป แล้วเราไม่ต้องทำอะไร รู้ลูกเดียว* รู้แล้ววันหนึ่งแล้วจะเข้าใจเลย กายกับใจเป็นธรรมชาติที่ปรุงแต่ง เรียก สังขตธรรม เป็นธรรมชาติที่ปรุงแต่ง ไม่ใช่ไปฝึกให้มันไม่ปรุงแต่ง แต่เมื่อมันปรุงแต่งแล้วเราไม่หลงยินดียิน­ร้าย เราไม่ไปช่วยมันปรุงแต่ง

ตัวนี้ต่างหากล่ะ สบายเลยคราวนี้ จิตใจนะไม่ต้องทำงาน จิตใจว่างงาน ที่ว่าสิ้นชาติสิ้นภพจบพรหมจรรย์ สิ้นชาติคือจิตไม่ไปหยิบฉวยรูปธรรมนามธรรม­ใดๆขึ้นมายึดถือไว้ให้เป็นภาระหนักหน่วงถ่­วงจิตใจอีกต่อไป สิ้นภพคือสิ้นการทำงานทางใจ 


สิ้นชาติ สิ้นภพ จบพรหมจรรย์ คือไม่ต้องมีการศึกษาเรียนรู้การปฏิบัติธร­รมใดๆอีกแล้วนะ งานทำเสร็จแล้ว เพราะใจปล่อยวางไปหมดแล้ว ใจพ้นจากการปรุงแต่ง พ้นจากการทำงานแล้ว

 พ้นไปได้อย่างนี้นะ เข้าถึงสันติสุขที่แท้จริง มีแต่ความสุขล้วนๆ ทีนี้จะพ้นได้ก็เพราะมีสติขึ้นมา รู้ทันการปรุงแต่งของกายของใจไป โดยที่ไม่ไปช่วยมันปรุงแต่ง พอเรารู้ทันการปรุงแต่งของกายของใจนะ ใจมันก็จะปรุงสุข ปรุงทุกข์ ปรุงดี ปรุงชั่วอะไรขึ้นมา ก็แล้วแต่มัน ไม่ห้ามมันหรอก ไม่ใช่ว่าจะต้องดีด้วยซ้ำไป 


ไม่ใช่ฝึกเอาดีนะ ไม่ใช่ฝึกเอาดี ไม่ใช่ฝึกเอาสุข ไม่ได้ฝึกเอาสงบ แต่ฝึกเพื่อเห็นเลยว่า จิตใจมันก็ทำงานของมันไป ในใจเรารู้ทันแล้วก็เป็นกลาง ไม่ไปแตะต้องแล้วก็ไม่ไปทำอะไรมัน...

**********

สติ คือ. ... ถิรสัญญาคือการที่จิตจำสภาวะธรรมได้แม่น หน้าที่เราต้องหัดรู้สภาวะไปเรื่อยๆ นะ ความโกรธเกิดขึ้นก็รู้ ความโลภเกิดก็รู้ ... ไม่ว่าเราจะเห็นสภาวะอะไรเกิดขึ้นเราจะไม่เข้าไปแทรกแซง เช่นเราเห็นความโกรธเกิดขึ้น เราไม่ต้องพยายามทำให้หายโกรธ หน้าที่ของเราคือก็แค่รู้ไปว่าจิตมันโกรธนะ ... วิธีปฏิบัติที่จะทำให้เราพ้นจากทุกข์ทางใจนั้น คือหัดรู้ใจของเรา

***********

วิมุตติสูตร ว่าด้วยเหตุแห่งวิมุตติ ๕ ประการ [๒๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุแห่งวิมุตติ ๕ ประการนี้ ซึ่งเป็น เหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะที่ยังไม่สิ้น ย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมบรรลุธรรม อันเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ที่ยังไม่ได้บรรลุ เหตุแห่งวิมุตติ ๕ ประการ เป็นไฉน 


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารีผู้อยู่ในฐานะ ครูบางรูปแสดงธรรมแก่ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เธอย่อมเข้าใจอรรถเข้าใจธรรม ในธรรมนั้นตามที่พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหมจารี ผู้อยู่ในฐานะครูแสดงแก่ เธอ เมื่อเธอเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อเกิดปราโมทย์ แล้ว ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจเกิดปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีการสงบแล้ว ย่อมได้ เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติ ข้อที่ ๑ ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะที่ยังไม่สิ้นไป ย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมได้บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ที่ยังไม่ได้บรรลุ. 


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหม- จารี ผู้อยู่ในฐานะครูบางรูป ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ ก็แต่ว่าภิกษุย่อม แสดงธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร เธอ ย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมในธรรมนั้น ที่ภิกษุแสดงธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร เมื่อเธอเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์. . .เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็น เหตุแห่งวิมุตติข้อที่ ๒. . . 


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหม- จารีผู้อยู่ในฐานะครูบางรูป ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ แม้ภิกษุก็ไม่ได้แสดง- ธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร ก็แต่ว่า ภิกษุย่อมทำการสาธยายธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาโดยพิสดาร เธอย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ในธรรมนั้น ตามที่ภิกษุสาธยายธรรม เท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาโดยพิสดาร เมื่อเธอเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์. . . เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็น เหตุแห่งวิมุตติข้อ ๓. . . 


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหม- จารีผู้อยู่ในฐานะครูบางรูป ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรม เท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร แม้ภิกษุก็ไม่ได้ ทำการสาธยายธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาโดยพิสดาร ก็แต่ว่า ภิกษุย่อมตรึกตรองใคร่ครวญธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาด้วยใจ เธอย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมในธรรมนั้น ตามที่ภิกษุตรึกตรองใคร่ครวญ ธรรมตามที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาด้วยใจ เมื่อเธอเข้าใจอรรถ เข้าใจ ธรรมย่อมเกิดปราโมทย์. . .เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ ๔. . . 


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง พระศาสดาหรือเพื่อนสพรหม- จารีผู้อยู่ในฐานะครูบางรูป ก็ไม่ได้แสดงธรรมแก่ภิกษุ ภิกษุก็ไม่ได้แสดงธรรม เท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาแก่ชนเหล่าอื่นโดยพิสดาร ภิกษุก็ไม่ได้ สาธยายธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาโดยพิสดาร แม้ภิกษุก็ไม่ได้ ตรึกตรอง ใคร่ครวญธรรมเท่าที่ได้สดับ ได้ศึกษาเล่าเรียนมาด้วยใจ ก็แต่ว่า สมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่ง เธอเล่าเรียนมาด้วยดี ทำไว้ในใจด้วยดี ทรงไว้ ด้วยดี แทงตลอดด้วยดี ด้วยปัญญา เธอย่อมเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรมใน ธรรมนั้น ตามที่เธอเล่าเรียนสมาธินิมิตอย่างใดอย่างหนึ่งมาด้วยดี ทำไว้ในใจ ด้วยดี ทรงไว้ด้วยดี แทงตลอดด้วยดี ด้วยปัญญา เมื่อเธอเข้าใจอรรถ เข้าใจธรรม ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อเกิดปราโมทย์แล้วย่อมเกิดปีติ เมื่อมีใจ เกิดปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบแล้วย่อมได้เสวยสุข เมื่อมีสุข จิตย่อมตั้งมั่น 


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นเหตุแห่งวิมุตติข้อที่ ๕ ซึ่งเป็นเหตุให้จิตของภิกษุ ผู้ไม่ประมาทมีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ที่ยังไม่หลุดพ้นย่อมหลุดพ้น อาสวะที่ยังไม่สิ้น ย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมได้บรรลุธรรมอันเกษมจาก โยคะชั้นเยี่ยม ที่ยังไม่ได้บรรลุ. 


ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุแห่งวิมุตติ ๕ ประการนี้แล ซึ่งเป็นเหตุให้ จิตของภิกษุผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่ ที่ยังไม่หลุดพ้น ย่อมหลุดพ้น อาสวะที่ยังไม่สิ้น ย่อมถึงความสิ้นไป หรือเธอย่อมได้บรรลุ ธรรมอันเกษมจากโยคะชั้นเยี่ยม ที่ยังไม่ได้บรรลุ. จบวิมุตติสูตรที่ ๖

****************

รู้ว่าติดเพ่งก็ไม่มีปัญหาแล้ว ติดไม่นานเดี๋ยวก็หาย พวกที่ไม่รู้ว่าติดอยู่เนี่ย มีปัญหา พวกที่ติดอยู่ไม่รู้ แต่ว่าดิ้นรน ไม่ยอมรู้เฉยๆ ดิ้นรนหาทางแก้ อันนี้ก็มีปัญหา .รู้แค่นั้นพอแล้ว นะ ไม่ต้องอยากหายนะ สภาวะที่ปรากฎขึ้น ที่รู้สึกติดๆอยู่เนี่ย ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน ถึงจุดหนึ่งก็คลายเหมือนสภาวะอย่างอื่นนั่นเอง มันเท่าเทียมกันทุกๆสภาวะแหละ เพราะฉะนั้นอย่าตกใจ

****************************

การหัดรู้สภาวะทุกวันๆ มีประโยชน์มาก มันจะทำให้เรามีกำลัง ... หน้าที่เราไม่ใช่ไปหน่วงอารมณ์ให้ช้าลง หน้าที่เราต้องฝึกสติให้เร็วขึ้น เร็ว เร็วมากขึ้นๆ จนใจไหว...แว้บ.รู้ทัน..

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2558

สติปฐาน


สติปฐาน มี 2 ขั้น ขั้นแรกให้มีสติ ขั้นที่ 2 ให้มีปัญญา

วิธีการมีสติ เราไม่จำเป็นต้องรู้รูปธรรมนามธรรมทั้งหมด รูปธรรมนามธรรมทั้งหมดมีจำนวนมาก สภาวะธรรมมีทั้งหมด 72 ตัว จำไม่ไหว ดูไม่หมด เราเลือกเอาตัวที่เรารู้จักบ่อยๆ

คนไหนรู้สึกตัวในร่างกาย หายใจออกรู้สึกได้ หายใจเข้ารู้สึกได้ ก็รู้การหายใจไป ทำกรรมฐานไม่ต้องทำทุกอย่าง ทำอย่างเดียวพอแล้ว ถ้าหายใจออกรู้สึกตัว หายใจเข้ารู้สึกตัว หายใจไปแล้วใจหนีไปคิด รู้ทันว่าหนีไปคิด ใจก็กลับมารู้สึกที่การหายใจใหม่

ต่อไปเราหายใจไปเรื่อยๆ เราไม่เจตนารู้การหายใจ พอจิตหนีไปคิดลืมการหายใจ สติจะเกิดขึ้นเอง

https://www.youtube.com/watch?v=3rDhp-tB7F4

ภาวะเป็นกลาง



ภาวะเป็นกลางคือ ไม่สุข ไม่ทุกข์ มีแต่เห็น
สุขก็เห็น ทุกข์ก็เห็น รู้ก็เห็น ไม่รู้ก็เห็น สงบก็เห็น
มีอะไรเกิดขึ้นก็เห็นทั้งนั้น
นอกตัวในตัวก็เห็น ไม่ได้เข้าไปเป็น
แม้มีคนว่า ดุด่า นินทา สรรเสริญ
มันจะเกิดอะไรขึ้นก็มีแต่ดู
จะร้อน จะหนาว จะหิว ก็มีแต่ดูเท่านั้น
ภาวะที่ดูนี้จึงทำให้คล่องตัวที่สุด
ทำให้เราผ่านได้ตลอด

หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ

นิพพานสำหรับทุกคน...


นิพพานสำหรับทุกคน...

นิพพานไม่ใช่การตายของพระอรหันต์.....
นิพพานนั้น หมายถึงความเย็นเพราะไม่มีกิเลสและไม่ต้องตาย.
ขอให้เข้าใจให้ถูกต้องว่า นิพพาน นี้ไม่ได้เกี่ยวกับความตาย แต่หมายถึงความเย็น ถ้าตายแล้วจะรู้สึกเย็นอย่างไรได้ คนตายรู้สึกร้อนรู้สึกเย็นได้อย่างไร; มันต้องเป็นของคนที่ยังมีความรู้สึกอยู่ คือไม่ตายนั่นเอง. นิพพานแปลว่าเย็น เมื่อใดไม่มีร้อนเมื่อนั้นก็เย็น มันเย็นชนิดที่ไม่มีร้อน. ไม่ใช่เอาของเย็นๆ มากินเข้าไป เช่นว่าเอาน้ำแข็งมากินเข้าไปแล้วมันก็จะเย็น, มันเย็นอย่างนี้ มันอีกความหมายหนึ่ง
ท่านจะต้องสนใจให้ดี ให้เข้าใจเรื่องของนิพพาน จึงจะไม่เสียทีที่เป็นพุทธบริษัท และพระพุทธศาสนาก็จะมีประโยชน์แก่ทุกคนหรือทุกท่าน มันเป็นสิ่งที่มีสำหรับทุกคน ไม่ใช่มีสำหรับสองสามคนหรือไม่กี่คน; ถ้ามีได้เฉพาะแก่พระอรหันต์แล้ว พระอรหันต์ก็มีไม่กี่คน พุทธศาสนาก็ไม่มีประโยชน์แก่คนทั่วไป มีแก่คนไม่กี่คนอย่างนี้ มันไม่คุ้มค่า; พุทธศาสนาจะต้องเป็นประโยชน์แก่ทุกคนไม่มากก็น้อย
เหมือนกับว่าสระน้ำใหญ่ สระน้ำใหญ่ที่ใครขุดไว้ มันก็มีประโยชน์แก่สัตว์ทุกชนิดและทุกขนาด สัตว์ตัวโตๆ เช่นช้าง มันก็ลงไปกินไปอาบได้ สัตว์ตัวเล็กๆ เช่น กบเขียดหรือเล็กกว่าเขียด มันก็ลงไปกินไปอาบได้; มีประโยชน์แก่สัตว์ทุกชนิดหรือทุกขนาดดังนี้ มันก็คุ้มค่า. พระนิพพานก็เหมือนกัน เหมือนกับเป็นสระที่พระพุทธเจ้าท่านขุดไว้ ก็เป็นประโยชน์ได้แก่ทุกคนตามมากตามน้อย โดยสมบูรณ์เต็มที่หรือโดยบางส่วน ก็ตาม มันก็เรียกว่ามีประโยชน์ด้วยกันทั้งนั้นแหละ.
แม้คนโง่ไม่รู้จักพระนิพพานเอาเสียเลย เขาก็ยังลงไปกินไปอาบในสระแห่งนิพพานนั้นได้โดยไม่รู้สึกตัว ข้อนี้ก็เพราะว่า
พระนิพพานเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในที่ทั่วไป เมื่อบุคคลไม่มีความร้อนใดๆ ก็หมายความว่า กำลังดื่มกินพระนิพพาน.
ทีนี้ก็จะพูดกันถึงความร้อน ความร้อนทั่วๆไป อย่างไฟอย่างนี้ มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เดี๋ยวนี้หมายถึง ความร้อนในจิตใจ ที่มันเกิดมาจากกิเลส เช่น โลภะ โทสะ โมหะ เป็นความร้อนแห่งไฟคือกิเลส,
ถ้าเมื่อใดความร้อนจากไฟคือกิเลสมันไม่มี เมื่อนั้นก็มีภาวะแห่งนิพพาน.
นี่เป็นหลักที่สำคัญที่สุดที่จะต้องกระทำไว้ในใจว่า เมื่อใด ไม่มีไฟ คือ ราคะ โทสะ โมหะ ไม่มี, ก็มีความเย็นอย่างนิพพาน, ถ้ามันไม่มีชั่วคราว มันก็เป็นความเย็นชั่วคราว. ถ้ามันมีนิดหนึ่ง มันก็เป็นความเย็นนิดหนึ่ง และมันคงเป็นความเย็นนั่นเอง; ถ้ามันเป็นความเย็นแล้ว ก็มีความหมายแห่งนิพพาน เป็นเรื่องความเย็นในทางจิตใจ
ขอให้สนใจดูให้ดีว่า เรามีความร้อนเมื่อไร มีความร้อนใจเมื่อไร มันก็หมายความว่า มีความร้อนที่เกิดมาจากกิเลสเมื่อนั้น; เมื่อใดความร้อนชนิดนั้นไม่มี มันก็มีสิ่งที่เรียกว่า นิพพานไม่มากก็น้อยอยู่ในจิตใจ.
ท่านพุทธทาส...

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

การใช้บุญสร้างความสำเร็จในปัจจุบัน


การใช้บุญสร้างความสำเร็จในปัจจุบัน

เราชาวพุทธ แต่ละคนล้วนเคยทำบุญให้ทานมาแล้วทั้งสิ้น ทั้งในชาตินี้และในชาติก่อน ถ้าจะนับบุญก็คงใหญ่เท่าภูเขาเลากาหรือเท่าก้อนโลก แต่ไม่รู้จักใช้บุญของตนเองให้เกิดประโยชน์ในปัจจุบันชาติ จึงต้องรอตายแล้วจึงไปรับบุญในสรวงสวรรค์ คนทำบุญจึงชอบบ่นว่า ทำแต่บุญไม่เห็นได้ดีสักที

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะเขาไม่เคยให้บุญแก่เทวดาที่รักษาตัวเอง ไม่เคยให้เจ้ากรรมนายเวรที่ตามจ้องกันอยู่ ไม่เคยให้เทวดาและญาติทิพย์ที่อาศัยอยู่ในเขตบ้านเรือน ไม่เคยให้เทวดาที่รักษาเจ้านายของเทวดาเหล่านั้น บางองค์อาจมีบุญน้อยมีฤทธิ์น้อย จึงไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเราได้มาก แต่ถ้าเขาได้รับบุญจากเราบ่อยๆ เขาจะกลายเป็นเทวดาที่มีฤทธิ์อำนาจ สามารถช่วยเหลือให้เราประสบความสำเร็จได้ดั่งใจหมาย

บางคนอ้างว่าทำบุญทุกครั้งก็กรวดน้ำให้เทวดาและเจ้ากรรมนายเวรทุกครั้ง ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง โปรดเข้าใจว่าท่านให้ไม่เป็น เขาจึงไม่ได้รับ เมื่อกำลังให้ของแก่ใคร ไม่ว่าจะถวายของแก่พระสงฆ์ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ มิตร แม้ให้ข้าวหมากิน ให้อาหารปลา โปรยเศษอาหารให้มดกิน ย่อมเกิดกระแสบุญขึ้นเป็นแสงเรืองรอง แผ่ออกจากตัวผู้ที่กำลังให้เพียงไม่กี่เสี้ยววินาที แสงนี้จะพุ่งหายขึ้นไปยังเบื้องบน แล้วสะสมเป็นกองบุญของผู้ให้อยู่บนเทวโลก ดังนั้น ขณะให้ของแก่ใคร จึงควรอธิษฐานจิต คิดทันทีว่า...

*บุญนี้จงเป็นของเทวดาผู้รักษาตัวข้า*

*บุญนี้จงเป็นของเจ้ากรรมนายเวรของข้า*

*บุญนี้จงเป็นของเทวดา-ภูติ-ผี-ปีศาจ-เปรต-ครุฑ-นาค-ยักษ์-
ที่อาศัยอยู่ในเรือกสวนไร่นาหรือเคหะสถานบ้านเรือนของข้า*

*บุญนี้จงเป็นของเทวดาผู้รักษาบิดา-มารดาของข้า

*บุญนี้จงเป็นของเทวดาผู้รักษาบุตรของข้า-สามีของข้า...
*เมื่อเทวดาได้รับบุญแล้ว ขอให้มีสุข มีกินมีใช้มีเสื้อผ้าที่อยู่อาศัย
และขอให้อบรมตักเตือนบุตรของข้า สามีของข้าให้เป็นคนดีด้วย

*บุญนี้จงเป็นของเทวดาผู้ที่ดูแลกิจการค้าของข้า...
*เทวดารับบุญของเราแล้ว โปรดช่วยเหลือกิจการธุรกิจของเรา
ให้ประสบความสำเร็จด้วยเถิด และโปรดเรียกลูกค้ามาอุดหนุนให้มากๆด้วย
ถ้าร่ำรวยขึ้นจะทำบุญให้ท่านยิ่งๆขึ้นไปอีก*

การอุทิศบุญ ไม่ต้องพูด ไม่ต้องกรวดน้ำ ให้ใช้การคิด ต้องรีบคิดทันที
อย่าชักช้าเพราะแสงบุญที่เกิดขึ้นจะดำรงอยู่ไม่กี่วินาที แล้วจะหายไปอยู่สวรรค์
ถ้าฝึกบ่อยๆ จะชำนาญในการคิด เพราะมีกระแสแรงกว่าพูดออกจากปาก

เวลาหย่อนก้อนข้าวลงในบาตรให้คิดส่งบุญทันทีและคิดให้ชัดเจนอย่าลางเลือน

ให้ของแก่ใคร เมื่อของหลุดมือไปให้คิดทันทีอย่าช้า

วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2558

ก่อนที่จะไปทำวิปัสสนาต้อง...

cr.pic: tw.Thairath_News
Articles: https://www.youtube.com/watch?v=YU1ORAcT-y8

ก่อนที่จะไปทำวิปัสสนา ไม่ว่าด้วยกรรมฐานอะไร จะดูกาย ดูจิต ดูเวทนา ดูธรรมต้องเตรียมความพร้อมของจิตเสียก่อน ให้จิตเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานให้ได้เสียก่อน  เพราะถ้าจิตยังไม่เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตจะไปเพ่งนิ่งอยู่ในอารมณ์อันเดียว 

ถ้าเวลาเรารู้ลมหายใจ จิตจับอยู่ที่ลมหายใจ เรารู้ลมหายใจ

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2558

“หาตัวเองให้เจอ”




https://www.youtube.com/watch?v=3CE2TWdcmfQ

เราต้องรู้ทันอารมณ์ทุกขณะๆ เพราะอารมณ์แต่ละขณะนี่ มันสามารถเปลี่ยนเราให้เป็นคนละคนได้ คนเราพอรู้ทันอารมณ์แล้วนะ อารมณ์ที่เกิดขึ้น

คนเรามักจะไม่รู้ตัว

สูงสุดเลย คือ ความทุกข์ดับสนิท...

การปฏิบัติธรรมนั้น เราปฏิบัติไปเพื่ออะไร
https://www.youtube.com/watch?v=ApML6LsNk1k


...หัดมีความรู้สึกตัว... เห็นร่างกายหายใจไป จิตเราแค่เป็นคนดู ...ค่อยๆดูนะ ร่างกายมันนั่ง ใจเราเป็นคนดู...

ฝึกมากๆ ต่อไปมันจะเห็น ร่างกายที่เคลื่อนไหวอยู่ ไม่ใช่ตัวเราหรอก
จิตที่เป็นคนดู อันนี้ยากหน่อย ที่จะเห็นว่า ไม่ใช่ตัวเรา ซักวันหนึ่งก็เห็น 

จิตมันเป็นเราขึ้นมาตอนที่มันมีผัสสะ มันมีการกระทบอารมณ์นะ และก็สัญญาเข้าไปหมาย รู้ผิดๆว่ามีตัวมีตน แล้วเกิดความคิดผิด พอคิดผิดก็เกิดความเชื่อผิดๆ เกิดความเห็นผิดๆ ว่ามีตัวเรา... จริงๆ ตัวเราไม่มีหรอก


ธรรมะของพระพุทธเจ้าอัศจรรย์ ไม่ใช่ของเล่นๆนะ... คนจีนที่มาปฏิบัติธรรม.. เกือบทั้งหมดเห็นขันธ์มันแยกได้ ร่างกายอยู่ส่วนร่างกาย จิตอยู่ส่วนจิต ความสุขทุกข์แยกออกไปอยู่ต่างหาก กุศล อกุศล

เรียกว่าแยกรูปนามออกไปแล้ว บางคนเขาเห้นรูปนามแต่ละอย่างแสดงไตรลักษณ์ ตัวนี้เห็นได้ไม่มาก ไม่กี่คน ตรงที่เห็นรูปนาม ไตรลักษณ์ได้นั้น เขาขึ้นวิปัสสนาได้แล้ว

พวกเรา ชาวพุทธมาแต่เกิด ภาษาที่เราใช้ว่าพูดกันรู้เรื่อง ฟังธรรมะมาก็มากแล้ว ถ้าเราสู้เขาไม่ได้นะ ก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้วนะ...

เพราะฉะนั้นพวกเราต้องมาเรียน ให้ได้แก่นสารสาระที่แท้จริงของการปฏิบัติให้ได้ 

การปฏิบัติธรรมนั้น เราปฏิบัติไปเพื่ออะไร  เพื่อถอดถอนใจของเรา
ออกจากกองทุกข์ให้ได้

 เป้าหมายสูงสุด คือไม่ทุกข์ พ้นจากความทุกข์สิ้นเชิง ความทุกข์นั้นดับสนิทสิ้นเชิง...

สูงสุดเลย คือ ความทุกข์มันดับสนิท

ก่อนที่จะถึงจุดที่ความทุกข์มันดับสนิทนี้ จิตมันพ้นจากความทุกข์ พ้นทุกข์ก่อนนะ เพราะทุกข์มันดับ 

พ้นทุกข์ตอนไหน พ้นทุกข์ตอนที่จิตมันพรากออกจากขันธ์ จิตมันหมดความยึดถือขันธ์ อะไรที่เรียกว่าทุกข์ ขันธ์นั้นแหละคือตัวทุกข์ รูปนามนั้นแหละคือตัวทุกข์

พระพุทธเจ้าท่านสอน... (ภาษาบาลี) โดยสรุป ขันธ์ทั้ง 5 คือตัวทุกข์ รูปธรรม นามธรรมที่ประกอบกันเป็นตัวเรานี่แหละ คือตัวทุกข์ จิตที่มันมีกิเลสก็เข้าไปจับรูปธรรมนามธรรมมาเป็นตัวเราของเรา รูปธรรมนามธรรมเป็นตัวทุกข์ จิตก็ไปจับตัวทุกข์เข้าไว้ จิตก็เลยทุกข์ไปด้วย 

นี่ภาวนาจนมันหมดกิเลส จิตมันไม่มีแรงที่จะดึงดูดเข้าไปจับ ไม่มีตัณหา ตัณหาเป็นตัวผลัก ให้จิตกระโดดเข้าไปจับอารมณ์ต่างๆ ถ้าทำลายตัณหาไปแล้วนะ จิตไม่เข้าไปยึดถือในรูปนาม
รูปนามก็อยู่ส่วนรูปนาม จิตก็อยู่ส่วนจิต ก็เรียกว่าพ้นทุกข์ จิตนั้นพ้นออกจากรูปนาม

อย่างพระอรหันต์ท่านทำสติปัฏฐาน พวกเราก็ทำสติปัฏฐานเหมือนกัน เรามีสติรู้รูปนามอย่างที่รูปนามมันเป็นไป มีจิตตั้งมั่นเป็นกลาง ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย

แต่พวกเราเจริญสติปัฏฐานให้เห็นความจริง ว่ารูปนามนี้ไม่ใช่ของดีของวิเศษ เมื่อเห็นความจริงแล้วจิตจะคลายความยึดถือ 

แต่พระอรหันต์นั้น ท่านหมดความยึดถือแล้ว ท่านทำสติปัฏฐานเป็นเครื่องอยู่ ให้เห็นขันธ์ส่วนขันธ์ จิตส่วนจิต ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำงาน 

นี่จิตพ้นทุกข์ มันก็พ้นจากตรงนี้แหละ มันไม่เข้าไปยึดถือขันธ์ ก็อยู่ไปเรื่อย จนกระทั่งวันที่ขันธ์แตก ขันธ์ดับ เมื่อขันธ์ดับก็คือทุกข์ดับ

ฉะนั้นเวลาพระอรหันต์หรือพระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน ท่านไม่รู้สึกหรอกว่า ของดีของวิเศษกำลังจะตาย แต่ท่านเห็นว่า ทุกข์ที่อยู่ด้วยกันมานานนี่ มันกำลังจะดับไป รูป เวทนา สัญญา สังขารที่เกิดขึ้นมาจะดับไป

เพราะฉะนั้น ใจท่านร่าเริง เบิกบาน ไม่กลุ้มใจอย่างพวกเรา ใกล้ตายก็กลุ้มใจ งั้นเวลาอย่างพระอรหันต์ท่านใกล้จะนิพพาน ท่านจะสดใส ผ่องใสเป็นพิเศษ

จิตที่ฝึกไว้ดี นำความสุขมาให้ ฉะนั้นพวกเราต้องมาฝึกจิตฝึกใจ ให้เกิดความรู้ ความฉลาด ลำพังฝึกจิตให้สงบ มีมาก่อนพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ปฏิเสธ เพราะการฝึกจิตให้สงบก็ดีเหมือนกัน เอาไว้พักผ่อน ดีกว่าฟุ้งซ่าน

 ฝึกจิตให้สงบ ก็ข่มกิเลสได้ชั่วคราว ก็ไปสุคติได้ เป็นมนุษย์ได้ เป็นเทวดาได้ เป็นพรหมได้ แต่ไม่ไปนิพพานหรอก ต้องมาฝึกให้จิตเกิดปัญญา ปัญญาก็คือการรู้ความจริงของรูปนามกายใจนี่เอง 

ต้องมาฝึกให้จิตเกิดปัญญา พอจิตเกิดปัญญาแล้วนี่ จิตจะปล่อยวางความยึดถือรูปนาม จิตจะเข้าถึงความบริสุทธิ์หลุดพ้นที่แท้จริง เข้าถึงพระนิพพาน

นิพพานมีอยู่แล้ว แต่ว่าจิตมันมีกิเลสมันเลยไม่เห็น วันที่จิตมันหมดกิเลสนะ มันฉลาด กิเลสตัวที่ละเอียดที่สุดก็คือความไม่รู้ของเรานี่เอง ความโง่ คือพ่อคือแม่ของกิเลสตัวอื่นๆเลย

งั้นเรามาสู้กับกิเลส มาสู้กับความไม่รู้ของตัวเอง ไม่ได้สู้กับคนอื่นหรอก




วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2558

ปฏิบัติเพื่ออะไร

https://www.youtube.com/watch?v=_3-5SUDaf3w

"ธรรมะ" ความจริงไม่ใช่เรื่องยากหรอก... 

มันยากเพราะเราไม่ได้ยินได้ฟังกัน ส่วนใหญ่เราฟังธรรมะ จะสอนจริยธรรมเป็นหลัก พอถึงขั้นปฏิบัติ ก็จะสอนเรื่องสมาธิกันเป็นส่วนใหญ่ ทำใจสงบ บางทีก็สอนให้เจริญปัญญา วิปัสสนา แต่สภาวะจริงๆ ก็เป็นสมถะจนได้ ขึ้นวิปัสสนาไม่ค่อยเป็นหรอก หาคนที่ทำวิปัสสนาแท้ๆ ได้ยากมากเลย

ถ้าหากพวกเราเคยปฏิบัติมาตั้งหลายปีแล้วนะ ก็เหมือนเดิม สงบแล้วก็ฟุ้งซ่าน ดีแล้วก็เลว อะไรอย่างนี้ ก็ต้องสำนึกหน่อยว่า ไอ้ที่ฝึกอยู่มันใช้ไม่ได้ เปิดใจลองฟังสิ่งใหม่ดู เผื่อจะใช้ได้ ถ้าฟังแล้วทดลองดูนะ

ผ่านไป 3 เดือนแล้ว ก็ไม่เห็นผลอะไร ที่หลวงพ่อปราโมทย์ฯสอน ไม่ถูกจริตของเรา ก็ไปหาที่เรียนเอาใหม่ ไม่ว่ากันหรอกนะ เป็นทางเลือกอันนึง ทางเลือกก็เหมือนท่าน้ำ ท่าน้ำแต่ละท่า คนนี้ชอบข้ามท่านี้ ก้ข้ามตรงนี้ อีกคนอยากข้ามตรงอื่นก็ข้ามได้ เพราะทางใครทางมัน

กรรมฐานมีตั้งเยอะตั้งแยะ ข้ามไปแล้ว ไปพรหมโลกก็มี ข้ามไปเป็นเทวดา เป็นพรหม ข้ามไปตกนรกก็มี ส่วนที่จะข้ามไปได้มรรคได้ผลอะไร หายากหน่อย คือถ้าเราไม่ได้เรียนสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ปฏิบัติมันเหนื่อย แล้วมันไม่ได้ผล ไม่ได้ผลที่ควรจะได้ 

ถ้าเราเคยได้ยิน ได้ฟัง ได้ปฏิบัติในสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน เราจะเปลี่ยนในเวลาอันสั้น จนกระทั่งพวกเดรัจถีนะ ถึงขนาดออกปากเลยว่า อย่าไปคุยกับพระสะมะนะโค-ดม นะ พระสะมะนะโค-ดม มีมนต์เปลี่ยนใจ ใครไปคุยด้วย ใจเปลี่ยนไปเลย ความจริงไม่เห็นจะน่ากลัวเลย ที่ใจจะถูกเปลี่ยน

ใจเคยมืดเคยบอด สว่างไสวขึ้นมา ใจเคยทุกข์หนัก ก็ทุกข์น้อย ทุกข์นานก็ทุกข์สั้น บางคนก็พ้นทุกข์ไปเลย ไม่เห็นมันจะน่ากลัวตรงไหนในการเปลี่ยนแปลงแบบนี้...

ธรรมะจริงๆ ไม่ใช่เรื่องยากหรอก ถ้าเรารู้ว่า...

เราจะทำอะไร 
จะทำเพื่ออะไร 
จะทำอย่างไร
ทำแล้วมีผลยังไง

ถ้าเรารู้อย่างนี้นะ การปฏิบัติจะไม่ออกนอกลู่นอกทาง...
ธรรมะทำไปเพื่ออะไร... เราปฏิบัติธรรม เพื่อให้เห็นความเป็นจริง ของกาย ของใจ ของรูปนาม

 ถ้าเห็นความเป็นจริงของรูปนามแล้ว จะได้อะไร พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เพราะเห็นตามความเป็นจริง จึงเบื่อหน่าย พอเบื่อหน่ายจึงคลายความยึดถือ พอคลายความยึดถือจึงหลุดพ้น พอหลุดพ้นก็รู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ความเกิดสิ้นแล้ว ความทุกข์สิ้นแล้ว ไม่มีอีกแล้ว

ไม่มีอะไรต้องทำอีกแล้ว เพื่อความบริสุทธิ์หลุดพ้น การที่จะเข้าถึงการบริสุทธิ์หลุดพ้น จุดตั้งต้นมันก็คือ การเห็นรูปนาม เห็นกาย เห็นใจนี้ตามความเป็นจริง ถ้าเราไม่สามารถเห็นกายเห็นใจตามความเป็นจริงได้ มันจะหลุดพ้นไม่ได้ มันจะยึดถือ สิ่งที่เรายึดถือเหนียวแน่นที่สุดก็คือ ยึดถือตัวเราเองนี่เอง

ยึดถือร่างกายนี้ ว่าร่างกายนี้คือตัวเรา ยึดถือจิตใจนี้ว่าเป็นจิตใจของเรา เป็นตัวเรา เราก็อยากให้ร่างกายเป็นอมตะ ไม่อยากให้แก่ ไม่อยากให้เจ็บ ไม่อยากให้ตาย แต่มันต้องแก่ มันต้องเจ็บ มันต้องตาย เราไปอยากอะไรของที่มันไม่มีนะ... มันทุกข์ 

ร่างกายแก่ขึ้นมาเราก็ทุรนทุราย ทนไม่ได้ ยอมรับความจริงไม่ได้ แต่ถ้าใจมันยอมรับความจริงได้ว่าร่างกายมันต้องแก่ แก่ขึ้นมามันยอมรับได้ มันก็ไม่ทุกข์นะ ร่างกายต้องเจ็บ มันเจ็บขึ้นมานะ เรายอมรับความจริงตรงนี้ได้ เราก็ไม่ทุกข์ ทุกข์แต่ร่างกาย แต่ใจมันไม่ทุกข์ไปด้วย...

(วันนี้ขออนุญาตนอนก่อนเจ้าค่ะ.. พรุ่งนี้มาปฏิบัติต่อเจ้าค่ะ)

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2558

คนที่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง หาได้ยาก


ทุลฺลโภ องฺคสมฺปนฺโน = คนที่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง หาได้ยาก :TriPidok


อย่าพยายามลืม จะไม่ลืม...
 เพราะทันทีที่เราบังคับใจให้ลืม ใจเราจะต่อต้าน จะเเข็งทื่อ เงียบเศร้า และทุกข์เกิดแทน ตื้อๆ มึนๆ เพราะจิตเราจะต่อต้าน การบังคับของเรา แค่ตามรู้ไป ว่าเราหลงไปคิดถึงทุกข์ ถามตัวเองบ่อย เหมือนพูดกับตัวเอง ว่าเออมันคิดแล้วนะ มันเวียนเข้ามาอีกแล้วนะ แล้วสักพักมันจะหายไปเอง โดยเราไม่รู้ตัว 

ลืมเป็นทุกข์ แต่ไม่ใช่ว่ามันจะไม่กลับมาอีก เดี๋ยวมันก็มาเดี๋ยวมันก็ไป เกิดขึ้น ดำรงอยู่ชั้วขณะหนึ่ง แล้วก็ดับไปเอง... วันหนึ่งๆ ทุกข์สุขเกิดทั้งวัน ตามดูตามรู้ไป ไม่ต้องบังคับให้ลืม แล้วมันจะลืมไปเอง อนัตตาความไม่เที่ยง ไม่ถาวร

(source: dhammajak dot net)

อย่าต้องการมากนักเลย




ข้อแนะนำในการดำเนินชีวิต
1. ระลึกเสมอว่าการจะได้พบความรักและความสำเร็จอันยิ่งใหญ่... ก็ต้องประสบกับความเสี่ยงอันมหาศาลดุจกัน

2. เมื่อคุณแพ้ อย่าลืมเก็บไว้เป็นบทเรียน


3.จงปฏิบัติตาม 3Rs
ก. เคารพตนเอง (Respect for self)
หากเราไม่เคารพตัวเอง แล้วใครจะเคารพเราจง
พึงสังวรณ์ไว้

ข. เคารพผู้อื่น (Respect for others)
เมื่อเราเคารพตัวเอง แล้วเราต้องเคารพคนอื่นด้วย

ค. รับผิดชอบต่อการกระทำของตน (Responsibility for
all your actions)
หากเราไม่รับผิดชอบต่อการกระทำของเราแล้ว
ใครจะมาเคารพเรารับผิดแทนเรา
4. จงจำไว้ว่าการที่ไม่ทำตามใจปรารถนาของตน
บางครั้งก็ให้โชคอย่างน่ามหัศจรรย์
5. จงเรียนรู้กฎ
เพื่อจะทราบวิธีการฝ่าฝืนอย่างเหมาะสม
6. จงอย่าปล่อยให้การทะเลาะเบาะแว้ง
ด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อย
 มาทำลายมิตรภาพอันยิ่งใหญ่ของคุณ
7. เมื่อคุณรู้ว่าทำผิด จงอย่ารอช้าที่จะแก้ไข
8. จงใช้เวลาในการอยู่ลำพังผู้เดียวในแต่ละวัน
9. จงอ้าแขนรับการเปลี่ยนแปลง
แต่อย่าปล่อยให้คุณค่าของคุณหลุดลอยจากไป
10. จงระลึกไว้ว่า บางครั้ง...
 ความเงียบก็เป็นคำตอบที่ดีที่สุด

11. จงดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
เพื่อที่ว่าเมื่อคุณสูงวัยขึ้น และคิดหวลกลับ
คุณจะสมารถมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำลงไปได้อีกครั้ง

12.บรรยากาศอันอบอุ่นในครอบครัว
เป็นพื้นฐานสำคัญของชีวิต

13.เมื่อเกิดขัดใจกับคนที่คุณรัก 
ให้หยุดไว้แค่เรื่อง ปัจจุบัน
อย่าขุดคุ้ยเรื่องในอดีต
14. จงแบ่งปันความรู้ เพื่อเป็นหนทางก้าวสู่ความเป็นอมตะ

15. จงสุภาพกับโลกใบนี้

16. จงหาโอกาสท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่างๆ ที่คุณยังไม่เคยไป
อย่างน้อยก็ปีละครั้ง เพื่อทำการลบความคิดแบบเก่าๆ ออกบ้าง

17. จำไว้ว่าความสัมพันธ์ที่ดีที่สุด คือความรัก ไม่ใช่ความใคร่

18. จงตัดสินความสำเร็จของตน ด้วยสิ่งที่ต้องเสียสละ

19.จงเข้าใกล้ความรักด้วยการ...
...ปล่อยวาง

"แม้ความผูกพันจะเกิดเพราะความใกล้

 ...แต่เชื่อเถอะว่า...

ความไกลก็ไม่อาจทำลายความผูกพันระหว่างใจของกันและกันได้


บางคนเคยดีแสนดีกับเรา แต่วันรุ่งขึ้น อาจจะพลิกเป็นคนละคน


"ถ้ามีสติอยู่กับปัจจุบัน เจ็บที่แล้วไปอย่าไปนึกถึงมันอีก เจ็บที่กำลังเจ็บดูมัน เจ็บที่ยังไม่มา อย่าเพิ่งไปเจ็บก่อน เราจะพบว่าความเจ็บได้เป็นทุกข์ก้อนใหญ่ที่เราจะต้องแบกไว้ แต่ความเจ็บนั้นมันเป็นชั่วขณะๆ ...

"ความทุกข์ทั้งหลายที่เป็นความทุกข์ทางใจนี้ เป็นเพราะว่าเรามองดูปรากฏการณ์ในชีวิตด้วยความไม่ชัดเจน"

"ยังไม่สนใจธรรมะ เพราะชีวิตยังไม่มีทุกข์"คนจำนวนมากคิดเช่นนี้ เพราะคำว่า "ทุกข์" นั้นฟังดูเป็นเรื่องหนักหนาสาหัสในชีวิต ทั้งที่ความจริงแล้ว ความหมายของคำนี้ในธรรมะของพุทธศาสนามีความละเอียดอ่อนยิ่งนัก หากศึกษาจริงๆ แล้วจะรู้สึกทึ่งและอัศจรรย์ใจในอัจฉริยภาพของตัวผู้ค้นพบยิ่งนัก

จะรู้สึกอย่างไรหากบอกว่าในทุกๆ จังหวะและท่วงทำนองของการดำเนินชีวิตมีทุกข์แฝงอยู่ทุกขณะ

ไม่รู้จัก-อย่ารีบบอกว่าไม่มีอย่าเพิ่งเถียงถ้ายังไม่ได้คำอธิบายในเรื่องนี้ของ ดร.ระวี ภาวิไล ที่ส่องกล้องมองดูคำว่าทุกข์ได้ละเอียดไม่แพ้การส่องกล้องดูดาวบนท้องฟ้าเลย 

"คำว่าปัญหากับความทุกข์ในทางพระพุทธศาสนาใช้แทนกันได้ คำว่าปัญหาเป็นคำสมัยใหม่ เราจะพิจารณาได้ว่าสิ่งที่เราเรียกว่าปัญหานี้คือ ความทุกข์นั่นเอง แต่เวลาพูดความทุกข์จะดูเหมือนหนัก พูดคำว่าปัญหาเป็นเรื่องทันสมัย แล้วเราจะพบว่าสิ่งที่เราต้องแก้ก็คือ ความไม่สะดวกสบายที่ทนได้ยากนั่นเอง

"ตามที่บอกว่าชีวิตเป็นความทุกข์เป็นปัญหานั้น ไม่ใช่ว่าการกล่าวเช่นนั้นเป็นการมองโลกในแง่ร้าย แต่เป็นการกล่าวถึงสภาวะที่เป็นจริงในชีวิตของเรา"

ไม่เชื่อลองฟังต่อไปได้

"นับตั้งแต่เรารู้สึกตัวลืมตาขึ้นวันหนึ่งๆ จะพบปัญหาที่ต้องแก้ถัดกันไป แก้ปัญหานั้นปัญหาใหม่ก็เข้ามาเรื่อย ถ้าจะสังเกตตั้งแต่เช้า ปัญหาทำอย่างไรเราจะมาถึงที่ทำงานได้โดยเรียบร้อย แม้เมื่อถึงที่ทำงานเราจะพบปัญหารออยู่บนโต๊ะ จะต้องแก้อันนั้นอันนี้เรื่อยไป ชีวิตก็จะเป็นอย่างนี้

"ปัญหาหรือความทุกข์ทางกายนี้เป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่งที่น่าจะสังเกตได้ก็คือว่า ส่วนใจมันพลอยไปกับกายมากน้อยแค่ไหน ทั้งที่ส่วนใจก็มีความทุกข์ทางใจอยู่แล้ว คือความเศร้าโศก ความคับแค้นใจ ซึ่งส่วนของจิตใจนี้อาจจะเกิดขึ้นเพราะความทุกข์ทางกายทำให้เกิด หรืออาจเกิดแม้ความทุกข์ทางกายไม่มีก็ได้

"นับเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนในสาเหตุ และสาเหตุเหล่านี้ทางพฤติกรรมสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเกิดขึ้นมาอย่างไร แล้วก็รู้หนทางที่จะบรรเทามันลงไป"

ในบรรดาความทุกข์ที่แบ่งออกเป็นทางกายและทางใจนั้น อ.ระวีบอกว่า

"ความทุกข์ทางใจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น แล้วเราจะพบว่ามนุษย์ได้สร้างกลไกขึ้นทั้งในตัวเองและสังคม ทำให้เกิดความกดดันและความทุกข์ทางใจขึ้น โดยคนส่วนใหญ่อาจจะมองข้ามไป หรืออาจจะมองไม่เห็น มันก็กลายเป็นปัญหาหรือเป็นทุกข์ ความทุกข์ทางใจเหล่านี้เป็นสิ่งที่การอบรมและการฝึกฝนใจสามารถทำให้มันระงับไปได้"

ความทุกข์ทางใจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น-เป็นประเด็นที่ควรให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นวันหนึ่งๆ คนเราทุกข์ทางใจไปโดยสิ้นเปลืองไม่ใช่น้อย

บอกแค่นี้คงไม่ทำให้คิ้วที่ขมวดอยู่คลายออกไปได้ ต้องรับรู้การแจกแจงปฏิบัติการของสิ่งที่เรียกว่าทุกข์เสียก่อน

ทุกข์กาย-ทุกข์ใจแน่

กายไม่ทุกข์-ใจทุกข์ไปล่วงหน้า

"ตัวอย่างความพัวพันระหว่างทุกข์ทางกายและทุกข์ทางใจที่อาจจะได้พบกันในชีวิตประจำวัน สมมุติว่าเราเป็นเด็กไม่สบายแล้วไปหาหมอ หมอบอกว่าเราเป็นไข้หวัด ต้องฉีดยา ถ้าเด็กคนนั้นเคยฉีดยามาหนหนึ่งแล้ว พอบอกต้องฉีดยาอีกมันเกิดทุกข์ขึ้นมาทันที ความทุกข์ที่ได้รับฟังว่าต้องเอาเข็มมาแทงลงไปในเนื้อ ในขณะนั้นทุกข์ทางกายยังไม่ได้เกิด แต่ทุกข์ทางใจเกิดขึ้นแล้ว อาจจะเริ่มมีอาการเป็นทุกข์ เริ่มน้ำตาคลอ พอหมอเอาเข็มฉีดยาดูดยาออกมาจากหลอดก็เริ่มจะมีความทุกข์ทางกายบ้าง แต่ไม่เจ็บ น้ำตาไหลได้

"เราเป็นผู้ใหญ่รู้สึกแต่คงไม่ถึงกับน้ำตาไหล เห็นหมอทำอย่างนั้นเราก็เริ่มรู้สึก หมอเอาเข็มฉีดยามาบีบยาให้ยามันไล่ แล้วก็เอามาจรดลง แล้วลองนึกทบทวนดูว่าเรารู้สึกอย่างไร จะรู้สึกไม่สบายใจ หมอเริ่มกดเข็ม บางครั้งเราก็มอง บางครั้งเราก็ไม่อยากมอง ลองมองดูและลองพิจารณาดูตอนที่เข็มมันจรด ความทุกข์ทางกายยังไม่เกิดขึ้น แต่เรามีความไม่สบายใจ พอหมอกดเข็มเข้าไปในเนื้อเรา นึกว่าเราเจ็บ แต่ที่จริงถ้าเราเพ่งใจลงไปในขณะเข็มกดลงไปในเนื้อ จะพบว่ามันยังไม่เจ็บ ความทุกข์ทางกายยังไม่มี แต่เมื่อเข็มมันลงไปลึกพอประมาณแล้ว และเมื่อหมอเริ่มกดยาเข้าไป ความเจ็บมันจะมี

"ถ้ามีสติอยู่กับปัจจุบัน เจ็บที่แล้วไปอย่าไปนึกถึงมันอีก เจ็บที่กำลังเจ็บดูมัน เจ็บที่ยังไม่มา อย่าเพิ่งไปเจ็บก่อน เราจะพบว่าความเจ็บได้เป็นทุกข์ก้อนใหญ่ที่เราจะต้องแบกไว้ แต่ความเจ็บนั้นมันเป็นชั่วขณะๆ ...

พอหมอถอนเข็มออกแล้วขยี้ตอนนั้นเราจะเจ็บมากชั่วขณะ แล้วก็จะชา แต่ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้นจะรู้สึกว่าความเจ็บจริงๆ กับความที่ใจเราเป็นทุกข์มันปนเปกันไปหมด ไม่รู้ส่วนไหนเป็นทุกข์ทางกาย ส่วนไหนเป็นทุกข์ทางใจ

"ถ้าเป็นเด็ก เด็กจะร้องก่อนเข็มจะถูก เมื่อถูกเข็มแทงก็ร้องลั่น พอหมอถอนเข็มออกก็ยังร้องอยู่ เพราะโกรธหมอ นี่คือตัวอย่างที่ยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นกลไกของสิ่งที่เรียกว่าความทุกข์"

"ความทุกข์ทั้งหลายที่เป็นความทุกข์ทางใจนี้ เป็นเพราะว่าเรามองดูปรากฏการณ์ในชีวิตด้วยความไม่ชัดเจน ทำอย่างไรจะเห็นสภาวะชัดเจน ทำอย่างไรจะรู้ทัน"

โจทย์นี้หาคำตอบได้ไม่ยาก!

**********
คอลัมน์ ร้อยเหลี่ยมพันมุม
โดย วีณา โดมพนานคร
มติชนรายวัน วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10487
---------------------------------------------------------------

Comment1 : หักห้ามใจตัวเองไม่เป็น ไม่ให้คิด ไม่ให้จดจ่อ ดูใจตัวเองไม่เป็น เป็นทุกข์มากๆ บางครั้งทำอะไรไม่ได้ เลย ไม่หิว ไม่ง่วง ไม่นอน พยายาม ไม่ยึดปัญหาไว้ แต่ก็ปล่อยไม่ได้ ปล่อยไม่เป็น

Comment2 : อย่าพยายามลืมจะไม่ลืม เพราะทันทีที่เราบังคับใจให้ลืม ใจเราจะต่อต้าน จะเเข็งทื่อ เงียบเศร้า และทุกข์เกิดแทน ตื้อๆ มึนๆ เพราะจิตเราจะต่อต้าน การบังคับของเรา แค่ตามรู้ไป ว่าเราหลงไปคิดถึงทุกข์ ถามตัวเองบ่อย เหมือนพูดกับตัวเอง ว่าเออมันคิดแล้วนะ มันเวียนเข้ามาอีกแล้วนะ แล้วสักพักมันจะหายไป เอง โดยเราไม่รู้ตัว ลืมเป็นทุกข์ แต่ไม่ใช่ว่ามันจะไม่ กลับมาอีก เดี่ยวมันก็มาเดี่ยวมันก็ไป เกิดขึ้น ดำรงอยู่ชั้วขณะหนึ่ง แล้วก็ดับไปเอง เหมือนพี่เอง วันหนึ่งๆ ทุกข์สุขเกิดทั้งวัน ตามดูตามรู้ไป ไม่ต้องบังคับให้ลืม แล้วมันจะลืมไปเอง อนัตตาความไม่เที่ยง ไม่ถาวร

Comment3 : จะทำยังไงดีค่ะ มันทุกข์ในสิ่งที่ยัง มาไม่ถึงทีเดียว มันค่อยๆมาทุกวันๆมัน ทรมานกว่าค่ะ ทำไมคนเราบางทีก็สามารถเปลี่ยนหน้ามือเป็น หลังมือได้ค่ะ เหมือนรู้จักกันดีอยู ่มาอีกวันเหมือนไม่ใช ่คนที่เราเคยรู้จักอะไรในตัวเค้าเลยค่ะ จิตใจมนุษย์นี่มันหยั่งยากนะคะ

Comment4 : ถึงเรียกว่า "อนิจจัง" ไงล่ะคะ .. บางคนเคยดีแสนดีกับเรา แต่วันรุ่งขึ้น อาจจะพลิกเป็นคนละคนก็ได้ นั่นเป็นเพราะ "ความไม่แน่นอน"  ขอเพียงแค่เราอย่าไป "ยึดติด" /"ปล่อยวาง" ให้ได้ เราก็จะไม่ทุกข์ค่ะ แต่ที่เราทุกข์อยู่เนี่ย ก็เพราะเราไปยึดติดกับเขา คิดว่าเขาเคยดีแสนดีกับเรา แต่ทำไมตอนนี้เขาเป็น อย่างนั้นเป็นอย่างนี ้ (ปรุงแต่งไปเรื่อย) ???   มองให้เป็นธรรมชาติว่า คนเรามันเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ช้าก็เร็ว.. 

ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติ ของสิ่งๆนั้น เราก็จะอยู่กับมันได้เองค่ะ และเราก็จะไม่ทุกข์ไปกับมัน.. เมื่อไม่ยึดติดกับสิ่งๆใด เราก็จะสงบและสุขได้ ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราเองทั้งนั้นค่ะ   ต่อให้เขาจะดีหรือร้ายกับเราสักแค่ไหน ถ้าเราไม่ยึดติด/ไม่เก็บมาคิด ใครก็ทำร้ายเราไม่ได้  เว้นเสียแต่ว่า เราจะทำร้ายตัวเองด้วยการเก็บมาคิด เก็บมาใส่ใจเองหรือเปล่า ???  เป็นกำลังใจให้ "กัลยาณมิตร" ทุกท่านที่กำลังต่อสู ้กับทุกๆสิ่งนะคะ  ***กำลังสู้อยู่เหมือนกันค่ะ*** 

Comment6 : ภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาคนพาลทำกรรมอัน ลามกอยู่ย่อมไม่รู้ แต่ภายหลังเร่าร้อนอย ู่เพราะกรรมอันตนทำแล ้ว ย่อมเป็นเช่นกับไฟไหม ้ป่า ด้วยตนของตนเอง

Comment7 : ได้อ่านแล้วขอบอกว่าดีกับตัวเองมาก... ตอนนี้กำลังแย่สามีไปมีกิ๊กแถมได้ลูกกับหล่อนด้วย พอทราบเรื่องเครียดมาก  กว่าจะรู้เขาก็มีลูก 2 คนอยู่จังหวัดที่สามี เดินทางไปทำงานพอให้เขาเลิกกันสามีก็ขอเวลาให้เด็กโตกว่านี้ก่อน ดิฉันก็สงสารเด็กก็ทน เพราะเห็นว่าเด็กยังเ ล็ก 4, 2 ขวบ แต่มันยิ่งทำให้ตัวเองทุกข์ในช่วงเวลาที่เขาไปทำงานอยู่ทางโน้น และไปอยู่กับกิ๊ก จะรู้สึกถึงความทุกข์ ตลอดเวลา ใจจะคิดไปเรื่่อยว่า ตอนนี้สองคนกำลังมีความสุขกันแน่ คือเกิดการจินตนาการไปเรื่อย 

ทุกข์ทุกครั้งที่สามี เดินทางไปทุกเดือน ๆ ละ 15 วันโดยประมาณช่วงเวลา นี้จะเครียดมาก กำลังคิดว่าจะหย่าก็ยังสงสารลูกสามี เวลากลับมาบ้านก็ดูแลครอบครัวดี ตอนทราบเรื่องใหม่ ๆ เขาขอโทษที่ทำให้เกิด ปัญหานี้และขอเวลา แต่ตัวเองยิ่งคิดยิ่งทุกข์ ชวงเวลาที่ทำใจได้ก็อ่านข้อความเกี่ยวกับธรรมะได้ดี แต่เวลาปรอทในกายมันขึ้นสูงธรรมะเข้าไม่ถึงตัวเลยค่ะ เคยคิดอยากฆ่าตัวเองและลูก เพื่อสามีจะได้ทุกข์กับสิ่งนั้นบ้าง  หลายครั้งแล้วที่มักคิดแบบนี้ ทราบว่าบาปแต่บางครั้งก็อยากประชด ดิฉันควรทำอย่างไรดีค ะอยากขอทำแนะนำเพื่อสงบจิตที่ย่ำแย่ในขณะนี้ได้

Comment8 : กาย ใจ นี้ เป็นทุกข์ล้วนๆ  แต่การรู้กาย รู้ใจ จะทำให้พ้นทุกข์