“รัก” ด้วยความสุข
ใครๆ ก็ปรารถนาให้มีรัก และปรารถนาให้มีความสุขกับความรัก ความปรารถนา นี่เอง ที่หลายคนไม่รู้ตัว ว่า มันคือ ความอยาก แล้วความอยากที่เกี่ยวกับความรัก ก็จะมีความทุกข์ตามมา หลายคนคิดว่า ในเมื่อความรักที่ดี ก็จะต้องมีความสุขซิ แล้วจะมีความทุกข์ไปได้อย่างไร แต่แล้ว เราก็จะพบเห็นข่าวอยู่มากมายที่เกี่ยวกับความผิดหวังในความรัก ถึงขนาด ฆ่ากันตาย หรือ ฆ่าตัวตาย
อันที่จริง ก่อนที่เราจะเข้าใจและทราบได้ว่า จะทำอย่างไรให้เกิด “รัก” ด้วยความสุข ขอให้เรามารู้ และทำความเข้าใจกับคำว่า ความทุกข์ ก่อน
ที่หลายต่อหลายคน ทุกข์ นั้นเป็นเพราะส่วนหนึ่งในความคิด หรือ ส่วนลึกๆ ในใจ ในความคิด ก็คือ เราไม่อยากทุกข์ ไอ้ความไม่อยาก นี่แหละ ก็คือ ทุกข์ ขณะที่ เราทุกข์ เราจะครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา หรือ เกือบตลอดเวลา ว่า
• เราทุกข์
• เราทุกข์เหลือเกิน
• ทำไมถึงทุกข์อย่างนี้
• ทำไมมีแต่เรื่องทุกข์
• ทำไมเขาทำให้เราทุกข์
หลายต่อหลายคน จะคร่ำครวญอยู่เช่นนี้ บางคนถึงขนาด ครุ่นคิด คิดจนนอนไม่หลับ ไม่สบายใจกันทั้งวัน ทั้งคืน หน้าตาหม่นหมอง จนกระทบไปที่ร่างกาย ร่างกายทรุดโทรม ป่วย หรือสะสมเอาไว้ กลายเป็นโรคใด โรคหนึ่งขึ้นมา
จาก CD พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ท่านเทศน์ให้ฟังไว้ว่า ศาสนาพุทธ เป็นสิ่งที่ให้คำตอบกับเราว่า ทำอย่างไร เราจะไม่ทุกข์ ชีวิตของคนเราเกิดมา จะวนเวียนอยู่กับความทุกข์ตลอดเวลา แต่บางคนไม่รู้สึก ท่านบอกว่า คำว่า ทุกข์ ในศาสนาพุทธ ไม่ใช่ อกหัก เป็นทุกข์ แอดมิทไม่ได้ เป็นทุกข์ ศาสนาพุทธสอนลึกซึ้งลงไปว่า อะไรเป็น ทุกข์ ท่านบอกขันธ์ทั้ง 5 คือ ตัวทุกข์ พูดอย่างง่ายๆ ก็คือ กายนี้ ใจนี้ นั่นแล
ท่านบอกว่า ความทุกข์ ไม่ได้อยู่กับแก้วน้ำ ความทุกข์ อยู่ที่กายนี้ ใจนี้
แล้วเราจะหนีไปได้อย่างไร ? ท่านบอกว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้หนีทุกข์ แต่ท่านค้นพบวิธีการ ทำอย่างไรให้อยู่กับกาย กับ ใจ โดยไม่ทุกข์
พระพุทธเจ้าบอกว่า ขันธ์ทั้ง 5 เป็นของหนัก การหยิบฉวยของหนัก ก็จะทุกข์ ท่านบอกว่า กายนี้ ใจนี้ โดยตัวของมัน เป็นของหนัก หากเราไม่ไปหยิบฉวยมัน มันจะโล่ง โปรง เบา แล้วเราก็จะมีความสุข
ท่านบอกว่า “ จิตที่ฝึกดีแล้ว จะไม่ทุกข์ ” แล้วทำอย่างไร ? พระพุทธเจ้าสอนว่า ทุกข์ให้รู้ ทุกข์เป็นของที่ควรรู้ และต้องรู้ให้รอบด้วย ท่านบอกว่า ทุกข์ให้รู้ ท่านไม่ได้บอกว่า ทุกข์ให้ละ หรือ ทุกข์ให้หนี ถ้าไม่รู้ทุกข์ จะนิพพาน ไม่ได้
การรู้ทุกข์ ก็คือ การรู้ตามความเป็นจริง คือ เห็นกายตามความเป็นจริง เห็นใจตามความเป็นจริง พระอาจารย์ปราโมทย์ บอกให้คอยรู้กาย รู้ใจ คอยรู้สึกตัวไว้ ต้องไม่ใจลอย ไปคิดเรื่องนู้น เรื่องนี้ เมื่อไหรที่ใจลอย เมื่อไหรที่ลืมตัว เมื่อไหรหลงไปคิด..... เราจะไม่รู้กาย รู้ใจ
พระอาจารย์ปราโมทย์ พูดถึงข้อคิดจากหลวงปู่ดุลย์ อตุโล ว่า “ คิดเท่าไหร ก็ไม่รู้ หยุดคิด ถึงรู้ ” เมื่อไร เรารู้ว่า จิตเราแอบไปคิด เราจะตื่นขึ้นมาเลยโดยฉับพลัน ศัตรูของความรู้สึกตัว คือ ความใจลอย เหมอๆ เผลอๆ ช่วงที่ เหมอๆ เผลอๆ มีกายก็เหมือนไม่มี ทำอย่างไร ไม่ให้ใจลอย เราต้องฝึก ฝึกง่ายๆ คือ ใจลอย เมื่อไหร ให้รู้สึก หัดให้รู้ทันจิต จิตไปฟังให้รู้ว่าไปฟัง เมื่อไหรเรารู้ว่าจิตหนีไปคิด เราจะตื่นขึ้นมาทันที สติเราจะมีขึ้นมา
กาย กับ ใจ เปลี่ยนแปลง เคลื่อนไหว ตลอดเวลา เรียกว่า อนิจจัง
กาย กับ ใจ ทนอยู่สภาวะเดียวนานๆไม่ได้ เรียกว่า ทุกขัง
กาย กับ ใจ เคลื่อนไหว ตามเหตุ ตามปัจจัยที่มากระทบ ไม่ใช่ตามความอยาก เรียกว่า อนัตตา
กาย กับ ใจ ทนอยู่สภาวะเดียวนานๆไม่ได้ เรียกว่า ทุกขัง
กาย กับ ใจ เคลื่อนไหว ตามเหตุ ตามปัจจัยที่มากระทบ ไม่ใช่ตามความอยาก เรียกว่า อนัตตา
ท่านบอกให้เราหัดรู้สึกตัวไว้ ปวดลูกตา คือ ความปวดแอบเข้ามาอยู่ที่ลูกตา จิตเป็นคนรู้ สุดท้ายความทุกข์ คือ สิ่งที่อยู่ต่างหาก หากเราแยกกาย แยกใจ แยกตัวเรา ออกมาได้ เราจะรู้ว่า ลูกตาเจ็บ ไม่ใช่เราเจ็บ
ในทุกๆ วัน ความรู้สึกจะไม่เหมือนกันเลย บางวันตื่นขึ้นมาก็เซ็ง บางวันตื่นขึ้นมาก็สดชื่น ในนาทีหนึ่ง เราก็เปลี่ยนหลายครั้ง เราสั่ง หรือ บังคับก็ไม่ได้ เมื่อเราเริ่มรู้ตามความจริง จนสมควรแล้ว จิตจะเริ่มละความเห็นผิด จิตจะรวมเข้ามาเอง จะตัดความรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย จะเห็นสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป แล้วจิตจะเข้าไปทบทวนตัวเอง รู้ว่ากิเลสอะไรที่ล้างไปแล้ว อะไรที่ยังเหลืออยู่
ท่านบอกให้เรารู้กาย รู้ใจ ไปเรื่อยๆ แล้วเราจะรู้ว่า กายนิ้เป็นทุกข์ล้วนๆ จิตนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ เรามักจะเห็นว่า ร่างกายเป็นทุกข์บ้าง เป็นสุขบ้าง เราต้องมีสติ แต่ไม่บังคับกาย บังคับใจ ต้องรู้ตามที่เป็น รู้ไปอย่างสบายๆ
พระอาจารย์ปราโมทย์บอกให้เรารู้จนเห็นว่า กายทุกข์ล้วนๆ ก็ไม่ยึดถืดกาย แล้วก็จะมาดูจิต แล้วก็จะรู้ว่า จิต อยู่ภายใต้ไตรลักษณ์ ถูกบีบคั้นเหมือนกัน แล้วจิตจะไปรับรู้ อะไรที่เป็นสุข เป็นทุกข์ จะไม่เดือดร้อน แล้วจะไม่ไปยึดถือ ให้ดูกาย ตามที่เป็น ดูใจตามที่เป็น ยืน เดิน นั่ง นอน ก็ ดูไปเรื่อย จิดเป็น กุศล อกุศล ก็ดูไปเรื่อยๆ จนเราจะปล่อยวาง พอปล่อยวางแล้ว จะเจอความอัศจรรย์ คือ ความทุกข์ ไม่มี เราจะได้ความสุข เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ โดยไม่อิงคนอื่น ไม่อาศัยคนอื่น
เป็นความสุขจากการไม่ยึด ไม่ถือกายและใจของตัวเอง ที่เรายึดถือ มันเริ่มจากการยึดถือกาย และ ใจของเราก่อน มันมีตัวเรา มีลูกเรา มีเมียเรา สามีเรา บ้านเรา รถของเรา หมาของเรา แมวของเรา ทั้งที่มันเกิดของมันเอง เราบอกว่า มันเป็นของเรา
ในทุกๆ วัน ความรู้สึกจะไม่เหมือนกันเลย บางวันตื่นขึ้นมาก็เซ็ง บางวันตื่นขึ้นมาก็สดชื่น ในนาทีหนึ่ง เราก็เปลี่ยนหลายครั้ง เราสั่ง หรือ บังคับก็ไม่ได้ เมื่อเราเริ่มรู้ตามความจริง จนสมควรแล้ว จิตจะเริ่มละความเห็นผิด จิตจะรวมเข้ามาเอง จะตัดความรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย จะเห็นสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้น แล้วก็ดับไป แล้วจิตจะเข้าไปทบทวนตัวเอง รู้ว่ากิเลสอะไรที่ล้างไปแล้ว อะไรที่ยังเหลืออยู่
ท่านบอกให้เรารู้กาย รู้ใจ ไปเรื่อยๆ แล้วเราจะรู้ว่า กายนิ้เป็นทุกข์ล้วนๆ จิตนี้เป็นทุกข์ล้วนๆ เรามักจะเห็นว่า ร่างกายเป็นทุกข์บ้าง เป็นสุขบ้าง เราต้องมีสติ แต่ไม่บังคับกาย บังคับใจ ต้องรู้ตามที่เป็น รู้ไปอย่างสบายๆ
พระอาจารย์ปราโมทย์บอกให้เรารู้จนเห็นว่า กายทุกข์ล้วนๆ ก็ไม่ยึดถืดกาย แล้วก็จะมาดูจิต แล้วก็จะรู้ว่า จิต อยู่ภายใต้ไตรลักษณ์ ถูกบีบคั้นเหมือนกัน แล้วจิตจะไปรับรู้ อะไรที่เป็นสุข เป็นทุกข์ จะไม่เดือดร้อน แล้วจะไม่ไปยึดถือ ให้ดูกาย ตามที่เป็น ดูใจตามที่เป็น ยืน เดิน นั่ง นอน ก็ ดูไปเรื่อย จิดเป็น กุศล อกุศล ก็ดูไปเรื่อยๆ จนเราจะปล่อยวาง พอปล่อยวางแล้ว จะเจอความอัศจรรย์ คือ ความทุกข์ ไม่มี เราจะได้ความสุข เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ โดยไม่อิงคนอื่น ไม่อาศัยคนอื่น
เป็นความสุขจากการไม่ยึด ไม่ถือกายและใจของตัวเอง ที่เรายึดถือ มันเริ่มจากการยึดถือกาย และ ใจของเราก่อน มันมีตัวเรา มีลูกเรา มีเมียเรา สามีเรา บ้านเรา รถของเรา หมาของเรา แมวของเรา ทั้งที่มันเกิดของมันเอง เราบอกว่า มันเป็นของเรา
เราอาศัยสิ่งต่างๆ ในโลก แต่ไม่ยึดถือ... เสียไป ก็ เป็นธรรมดา
ความสุข ที่ต้องพึงพาคนอื่น ที่ต้องพึงพาสิ่งอื่น มันทำให้เราตกเป็นทาสของคนอื่น สิ่งอื่น เมื่อไม่ยึดถือกาย ยึดถือใจ ก็จะไม่ยึดถือสิ่งอื่น คนอื่น แต่ให้ปฏิบัติหน้าที่เกื้อกูลกันไป
เมื่อเราฝึก เราจะได้อิสรภาพ และนั้นก็จะได้รับความสุข ผู้เขียนขอบอกว่า แล้วเราก็จะทำอะไร อะไร รวมทั้งการมีความรัก อย่างมีความสุข
ท่านบอกว่า รู้ทุกข์ เมื่อไหร จะละสมุทัยเมื่อนั้น ก็คือ ความอยากจะหมดไป ให้เราเปลี่ยนมาดูใจตนเอง ในวันเดียว จิตใจหมุนเวียน เปลี่ยนไป หลายรูปแบบ สั่งให้ดีก็ไม่ได้ สั่งให้สุขก็ไม่ได้ ดูกาย ดูใจ ไปเรื่อย ตามความเป็นจริง
จากที่พระอาจารย์ปราโมทย์ บอกเรามานี้ ทุกข์ ของ เรา อยู่ไม่ไกลจากตัวเราเลย คือ อยู่ที่กาย อยู่ที่ใจของเรานี่แหละ สรุปแบบง่ายๆ ก็คือ ทุกข์ อยู่กับกาย อยู่กับใจ ตลอดเวลา ที่นี่เมื่อเรามีทุกข์ ไม่ว่าจะเกิดกับเรื่องใด
1. ให้รู้ คือ รู้ว่า กำลังเกิด ทุกข์
จากที่พระอาจารย์ปราโมทย์ บอกเรามานี้ ทุกข์ ของ เรา อยู่ไม่ไกลจากตัวเราเลย คือ อยู่ที่กาย อยู่ที่ใจของเรานี่แหละ สรุปแบบง่ายๆ ก็คือ ทุกข์ อยู่กับกาย อยู่กับใจ ตลอดเวลา ที่นี่เมื่อเรามีทุกข์ ไม่ว่าจะเกิดกับเรื่องใด
1. ให้รู้ คือ รู้ว่า กำลังเกิด ทุกข์
2. ให้รู้ คือ รู้ว่า ทุกข์ มิไช่ เกิดกับเราคนเดียว เพราะ ทุกคนเกิดมาล้วนมีทุกข์ อยู่ด้วยกันทั้งสิ้น
3. ให้รู้ สิ่งที่พระพุทธเจ้าบอกกล่าวไว้ นั่นก็คือ ไม่มีสิ่งใด เที่ยง ทุกสิ่งในโลก ล้วนเป็น อนิจจัง ง่ายๆ เลย คือ ความไม่แน่นอน ฉะนั้น ข้อนี้ เมื่อทุกสิ่งในโลก ล้วนไม่แน่นอน แล้วทุกข์ มันจะอยู่ไปตลอดได้อย่างไร
4. ให้รู้กาย รู้ใจ รู้เนื้อ รู้ตัว ตามที่พระอาจารย์ปราโมทย์บอกเราไว้ จนต่อไป อย่างที่ท่านบอกมา เราจะเป็นอิสระ
จากทั้งหมดในที่นี้ แล้วเราจะพบว่า “รัก” ด้วยความสุข มันไม่ยากเลย แต่มันอยู่ที่ตัวของตัวเรา....นี่เอง
ธรรมะสบายดี ตอนนี้ ขอจบเพียงเท่านี้ แต่ยังมีธรรมะในตอนอื่นๆ ที่ไม่ควรพลาด คลิกอ่านกันได้เลย
สาธุ
ผึ้ง สาร-พัด-ธรรม
แหล่งข้อมูล
CD ธรรมเทศนาของหลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงที่ธรรมศาสตร์ 3 มี.ค. 52
http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=55789&t=news_special


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น