วันเสาร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2558

ว่าด้วยเรื่อง กรรม


ว่าด้วยเรื่อง กรรม


“ กรรม ” ผู้เห็น ผู้ได้ยินคำว่า “ กรรม ” ต่างจะนึกถึงแต่เรื่องไม่ดี เรื่องเลวร้าย ความยาก ความลำบาก หรือ บางคนอุทานออกมาเลยว่า “ กรรม ”  

ผู้เขียนนึกถึงสิ่งที่เพื่อนเคยพูดให้ฟังนานแล้วว่า อยากให้เขียน ธรรมะสบายดี เกี่ยวกับเรื่อง พระสูตร ปรากฏว่า นึกไม่ออกว่าจะเขียนออก มาอย่างไร พระสูตร เป็นส่วนหนึ่งในพระไตรปิฏก ซึ่งมีอยู่ทั้งหมด 84,000 พระธรรมขันธ์  

84,000 พระธรรมขันธ์  แบ่งออกเป็น     1.      พระวินัย ปิฎก (พระวินัย)     2.      พระสุตตันต ปิฎก (พระสูตร)     3.      พระอภิธรรม ปิฎก (พระอภิธรรม)
มี 3 อย่าง จึงเรียกออกมาเป็น “ พระไตรปิฏก” ไตรมีความหมายหลายอย่าง อย่างหนึ่งของความหมายของคำว่าไตร หมายถึง 3

ในพระสุตตันตปิฎก เป็นการประมวลคำพูดของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระธรรมเทศนา การบรรยายธรรมต่างๆ  พร้อมด้วยเรื่องเล่า และเรื่องราวในสมัยพระองค์

ผู้เขียนหาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องพระสูตรตามร้านหนังสือไม่มี และแล้ววันหนึ่งคู่ชีวิตของผู้เขียน = ) ก็ส่ง Line มา เป็นเว็บไซต์ เรื่อง พระสุตตันตปิฎกทีแรกผู้เขียนเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่า ข้อความในเว็บไซต์จะตรงกับเอกสาร หรือ ตำราอันเกี่ยวกับเรื่องพระสูตรหรือไม่ จึงเรียนถามพระเพื่อน ท่านจบเปรียญ 9 เป็นพระมหาแล้ว ท่านบอกว่า มีเนื้อหาตรงตามพระไตรปิฏก ผู้เขียนจึงขอนำมาเสนอเป็นข้อมูลกันต่อไป

พระสูตร เกี่ยวข้องกับ เรื่อง “ กรรม ” อย่างไร ?

คำตอบ ก็คือ = ) “ กรรม ” คำๆ นี้  พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ใน พระไตรปิฎก เล่มที่ 14  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 6 มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ในหัวข้อ จูฬกัมมวิภังคสูตร (135)
เรื่องมีอยู่ว่า (ขอเล่าสู่กันฟังแบบง่ายๆ)

ในขณะที่ พระพุทธเจ้า ประทับอยู่ที่ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เมืองสาวัตถี  

สุภมาณพ โตเทยยบุตร  ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า  แล้วได้ทูลถาม ว่า“ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้พวกมนุษย์ที่เกิดเป็นมนุษย์อยู่  ปรากฏความเลว และ ความประณีต (ดียิ่ง งดงาม) คือ มนุษย์ ทั้งหลาย มีอายุสั้น มีอายุยืน มีโรคมาก มีโรคน้อย มีผิวพรรณทราม  มีผิวพรรณงาม  มีศักดาน้อย  มีศักดามาก  มีโภคะน้อย  มีโภคะมาก  เกิดในสกุลต่ำ  เกิดในสกุลสูง  ไร้ปัญญา  มีปัญญา ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ อะไรหนอ แล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย....”

และแล้ว พระพุทธเจ้า ตรัส ว่า.... สัตว์ทั้งหลาย มี กรรม เป็นของตน 

  • เป็น ทายาท แห่ง กรรม
  • มี กรรม เป็นกำเนิด
  • มี กรรม เป็นเผ่าพันธุ์
  • มี กรรม เป็นที่พึ่งอาศัย
กรรม ย่อมจำแนกสัตว์ให้ เลว และ ประณีต (ดียิ่ง งดงาม) ได้ ฯ
พอสุภมาณพได้ยินคำว่า “กรรม” สุภมาณพก็ทูลถามพระพุทธเจ้าต่อ พระพุทธเจ้าทรงขยายความให้ฟัง ผู้เขียนขอนำมาแบบสั้นๆ ได้ความว่า
* บุคคลบางคน สตรี หรือ บุรุษ  
  • เป็นผู้มักทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง
  • เป็นคนเหี้ยมโหด
  • มีมือเปื้อนเลือด
  • หมกมุ่นในการประหัตประหาร
  • ไม่เอ็นดูในเหล่าสัตว์
  ตายไป จะเข้าถึง > อบาย (ความฉิบหาย)  ทุคติ  วินิบาต (ภพที่ต้องโทษ, ภพที่รับทุกข์)นรก เพราะกรรมนั้น  

  พระองค์บอกว่า อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทาน  (สมาทาน หมายถึง การถือปฏิบัติ การรับเอาเป็นข้อปฏิบัติ หากเมื่อได้สมาทานศีล ก็คือ การรับศีล หรือ ตั้งใจที่จะรับศีล) ตายไป ไม่เข้าถึง > อบาย (ความฉิบหาย)  ทุคติ  วินิบาต (ภพที่ต้องโทษ, ภพที่รับทุกข์) นรก

                ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง > จะเป็น คนอายุสั้น
 
* บุคคลบางคน สตรี หรือ บุรุษ
  • ละปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาตรา
  • มีความละอาย มีความเอ็นดู อนุเคราะห์ด้วยความเกื้อกูลในสรรพสัตว์ และ ภูต
               ตายไป จะเข้าถึง > สุคติโลก สวรรค์ เพราะกรรมนั้น 
               ถ้ามาเป็นมนุษย์เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง > จะเป็น คนอายุยืน
 
* บุคคลบางคน สตรี หรือ บุรุษ  
  • เบียดเบียนสัตว์ด้วยฝ่ามือ หรือ ก้อนดิน หรือ ท่อนไม้ หรือ ศาตรา
   ตายไป จะเข้าถึง > อบาย (ความฉิบหาย)  ทุคติ  วินิบาต (ภพที่ต้องโทษ, ภพที่รับทุกข์) นรก เพราะกรรมนั้น  อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ ตายไป ไม่เข้าถึง >  อบาย (ความฉิบหาย)  ทุคติ  วินิบาต (ภพที่ต้องโทษ, ภพที่รับทุกข์) นรก

   ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง > จะเป็น คนมีโรคมาก 

   ในทางกลับกัน คือ ไม่เบียดเบียน  ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง > จะเป็น คนมีโรคน้อย
 
* บุคคลบางคน สตรี หรือ บุรุษ
  • มักโกรธ มากด้วยความแค้นเคือง ถูกเขาว่าเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคืองพยาบาท มาดร้าย
   ตายไป จะเข้าถึง > อบาย (ความฉิบหาย)  ทุคติ  วินิบาต (ภพที่ต้องโทษ, ภพที่รับทุกข์) นรก เพราะ กรรมนั้น อันเขาให้พรั่งพร้อม สมาทานไว้อย่างนี้ ตายไป ไม่เข้าถึง >  อบาย (ความฉิบหาย)  ทุคติ  วินิบาต (ภพที่ต้องโทษ, ภพที่รับทุกข์) นรก

   ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง > จะเป็น คนมีผิวพรรณทราม
   
ในทางกลับกัน คือ เป็นคนไม่มักโกรธ ไม่มากแค้นเคือง ถูกเขาว่า ก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธเคือง ไม่พยาบาท ไม่มาดร้าย
  
                ถ้ามาเป็นมนุษย์ เกิด ณ ที่ใดๆ ในภายหลัง > จะเป็น คนน่าเลื่อมใส
นี่เป็นส่วนหนึ่ง ที่ พระพุทธเจ้าตรัสตอบกับสุภมาณพ เกี่ยวกับ เรื่อง “ กรรม ”  ในพระไตรปิฏกตอนที่กล่าวมาในเบื้องต้นยังมีอีก..  
 
 ในสังคมไทย พอพูดถึง “ กรรม ”   มักจะเข้าใจกันว่า
  1. เป็นเรื่องไม่ดี ไม่งาม เรื่องน่ากลัว เรื่องเลวร้าย
  2. เป็นต้นเหตุให้ต้องกระทำการอย่างใด อย่างหนึ่ง ต้องลงทุน ลงแรง กระทำการต่างๆ นานา เพื่อให้สิ่งที่ตนไม่พอใจ แล้วเรียกว่า “ กรรม ”   หมดไป
จากหนังสือ แผนที่ชีวิต เขียนโดย ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) ท่านอธิบายถึงเรื่อง “ กรรม ”  ไว้น่าสนใจ ผู้เขียนขอระบุให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า
  • กรรม ก็คือ การกระทำ
  • กรรม มองได้ 2 แง่ คือ ดี หรือ ชั่ว
  • กรรม แสดงออกได้ ทั้ง กาย วาจา ใจ
  • กรรม มีตั้งแต่ เล็ก ถึง ใหญ่
  • กรรม ประกอบด้วย เจตนา
  • กรรม เป็น ทั้ง อดีต ปัจจุบัน อนาคต


ท่านพระพรหมคุณาภรณ์ ได้กล่าวเพิ่มอีกว่า“ ถ้าเราไม่สามารถศึกษาให้เข้าใจชัดเจนถึงกระบวนของกรรมในขั้นจิตใจตั้งต้นแต่ความคิดออกมาจนชัดเจนได้  เราก็ไม่มีทางที่จะสอนกันให้เข้าใจ หรือ ให้เชื่อหลักกรรมได้ ”

นอกจากนี้ ในหนังสือ ท่านก็ได้ตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่อง “ กรรม ”   ไว้ โดยคำถามเกิดขึ้น ว่า“ ถ้าไม่ทำกรรมใหม่ อยู่ๆ ไป กรรมเก่าจะหมดไปเองไหม ? ” ท่านตอบว่า ไม่หมด (คือ กรรมเก่าไม่หมด) ท่านให้เหตุผลว่า
  1. เพราะ เรายัง มี ชีวิต
  2. เพราะ เรายัง มี โลภ โกรธ หลง ขยายความต่อได้ว่า มีความขุ่นมัว ความเศร้า ความกังวล อยากโน่น อยากนี่ หงุดหงิด เหงา เบื่อหน่าย คับข้องใจ และอื่นๆ อืก
ท่านบอกว่า สิ่งเหล่านี้ ทำให้เราทำกรรมอยู่ตลอดเวลา ท่านบอกว่า นี่เป็น อกุศลกรรม ด้วย
 “ แล้วทำอย่างไรจะหมดกรรม ? ” ท่านบอกว่า ไม่ทำกรรมชั่ว ทำกรรมดี และ ทำให้ดียิ่งขึ้นไป
ท่านสรุป คือ “ กรรมไม่หมดไปด้วยการชดใช้กรรม แต่กรรมหมดไปด้วยการพัฒนากรรม คือ ปรับปรุงให้กรรมดียิ่งขึ้นไปจนพ้นขั้นของกรรม คือ ทำ แต่ไม่เป็นกรรม ”

โอ้แม่เจ้า..แล้วทำไงเนี่ยะ = ) ท่านบอกว่า ต้องทำด้วยปัญญา ปัญญาที่บริสุทธิ์ ต้องไม่ให้ถูกครอบงำด้วย โลภะ โทสะ โมหะ หรือ โลภ โกรธ หลง ความขุ่นมัว ความเศร้า ความกังวล อยากได้โน่น อยากได้นี่ ไม่อยากได้โน่น ไม่อยากได้นี่ หงุดหงิด เหงา เบื่อหน่าย คับข้องใจ และอื่นๆ อืก จึงจะเรียกว่า พ้นกรรม

ชาวพุทธส่วนใหญ่ มักจะโทษ กรรมเก่า กรรมในอดีตชาติ หลายคนคิดว่า ทุกวันนี้ เราก็ไม่ได้ทำเรื่องชั่ว เรื่องเลวร้ายอะไร ทำไมเราต้องเจอเรื่องไม่ดีเช่นนั้น เช่นนี้   แต่ที่เราคิด เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ชาติที่แล้ว เราเกิดเป็นอะไร ไปทำอะไรไม่ดีมา และที่เราคิดว่าไม่ดี มันอาจจะดี ที่เกิดเรื่องไม่ดี เพราะในที่สุดแล้ว เรื่องไม่ดี ก็อาจจะกลายไปสู่เรื่องที่ดีได้ หรือ เรื่องที่เราคิดว่าไม่ดี อาจจะดีหากเทียบกับคนอื่นๆ และในเมื่อคิดแล้วก็ไม่ได้คำตอบที่ชัดว่า ตกลง ชาติที่แล้วเราเป็นอะไร ทำอะไร และแล้ว..เรื่องนี้ก็เข้าสู่ ทุกขัง อนิจจัง อนัตตา บวกกับความอยู่กับปัจจุบัน น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ที่ว่า ดี หรือ ไม่ดี อยู่ที่ตัวเราเอง เป็นผู้คิด กำหนด กระทำ และพ้นออกไปได้ก็อยู่ที่ตัวเราอีก คำบอกกล่าว เล่ากันมา และลงบันทึกเป็นพระไตรปิฏก จะเป็นหนทางให้เรารับรู้ และ เกิดปัญญาได้         

เราๆ ท่านๆ คงปฏิเสธกันไม่ได้ว่า อยากได้รับแต่สิ่งที่ดีๆ แต่สิ่งที่ว่าดีนี้ บางคนก็ว่า ยังไม่ได้ดีซะที บางคนก็ว่า ยังดีน้อยไป บางคนก็ว่า อยากให้ดีกว่านี้  หากเราหันมามองอย่างรอบด้าน ทุกชีวิตรอบตัวเรา ไม่ว่าจะอยู่ใกล้ หรือ ไกล แล้วกลับมาดูตัวเรา  บวกกับได้รู้เรื่องราวที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ หรือ เรื่องธรรมะ  เราก็จะค่อยๆ ได้รับข้อมูล แล้วกรรมที่เราคิด เราพูด เราทำ ก็จะพัฒนาไปสู่กรรมที่ดีได้ หรือ ผู้ที่คิด พูด หรือ ทำดีอยู่แล้ว ก็จะดียิ่งขึ้นเรื่อยๆ  แล้วเราก็จะเดินห่างจากกรรมที่ไม่ดีทั้งหลาย ไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเข้าสู่การพ้นกรรมไปได้

ที่กล่าวมาอาจจะดูไม่ยาก แต่ในทางปฏิบัติ จะว่าเป็นเรื่องยากก็ว่าได้ จะว่าเป็นเรื่องง่ายก็ว่าได้ ขึ้นอยู่ที่แต่ละบุคคล ฮะ : ) ท่านต้องทำด้วยตัวท่านเอง ไม่ต้องรีบ ค่อยเป็น ค่อยไป แล้วก็จะทราบและสัมผัสด้วยตัวท่านเอง

ขอทุกท่านเจริญรุ่งเรืองในธรรม  สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ    

ผึ้ง สารพัดธรรม

แหล่งข้อมูล
  • http://www.84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=14&A=7623&Z=7798
  • หนังสือ แผนที่ชีวิต พิมพ์ครั้งที่ 3 พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
ที่มา: http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=45619&t=news_special

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น