พุทธะ แปลว่า ผู้รู้
ในพจนานุกรม ฉบับบราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2555 (พิมพ์ครั้งที่ 2) ตรัส แปลว่า แจ้ง สว่าง ชัดเจน
ตรัสรู้ แปลว่า รู้แจ้ง แล้วที่นี้ ตรัสรู็ คือ การรู้แจ้ง อะไร............?
ตรัสรู้ แปลว่า รู้แจ้ง แล้วที่นี้ ตรัสรู็ คือ การรู้แจ้ง อะไร............?
ในวันวิสาข เป็นวันที่ พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ แต่ในวันดังกล่าว ยังไม่มีใครในโลกทราบว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร จนกระทั้งมาถึงวันที่พระพุทธเจ้าเดินทางมาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 โลกจึงได้เริ่มรู้ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร แล้วพระองค์ก็เดินทางมาโปรดให้ทราบถึง อริยสัจ 4 ความหมายของคำๆ นี้ ก็คือ ความจริงอันประเสริฐ โดยมีอยู่ 4 ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
สิ่งที่ พระพุทธเจ้า ตรัสรู้
และกว่าที่พระองค์จะตรัสรู้ใช้เวลาเป็นปีๆ
พระองค์ตรัสรู้เมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา
หลังจากทรงออกผนวชเมื่อพระชนมายุ 29
พรรษา หากนับตั้งแต่พระองค์ประสูติก็ใช้เวลา
35 ปี หากนับจากทรงออกผนวชก็ใช้เวลา 6 ปี
ในขณะที่พระพุทธเจ้าใช้เวลานานอยู่พอสมควร
กว่าพระองค์จะตรัสรู้ แต่เราๆ ท่านๆ ใช้เวลาเพียง
ไม่กี่วินาที เราก็รู้แล้วว่าความจริงอันประเสริฐ 4
ประการนี้ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
เราแทบไม่ต้องใช้แรงกายใดใดในการค้นหาความจริง
ทั้งหมดนี้ แต่ประเด็นต่อมาที่สำคัญ คือ เราจะใช้เวลา
อีกนานเท่าใด หรือ ถึงขนาดอีกกี่ชาติ จึงจะบรรลุถึง
ความจริงอันประเสริฐทั้ง 4 ประการนี้
พระองค์ตรัสรู้เมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา
หลังจากทรงออกผนวชเมื่อพระชนมายุ 29
พรรษา หากนับตั้งแต่พระองค์ประสูติก็ใช้เวลา
35 ปี หากนับจากทรงออกผนวชก็ใช้เวลา 6 ปี
ในขณะที่พระพุทธเจ้าใช้เวลานานอยู่พอสมควร
กว่าพระองค์จะตรัสรู้ แต่เราๆ ท่านๆ ใช้เวลาเพียง
ไม่กี่วินาที เราก็รู้แล้วว่าความจริงอันประเสริฐ 4
ประการนี้ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค
เราแทบไม่ต้องใช้แรงกายใดใดในการค้นหาความจริง
ทั้งหมดนี้ แต่ประเด็นต่อมาที่สำคัญ คือ เราจะใช้เวลา
อีกนานเท่าใด หรือ ถึงขนาดอีกกี่ชาติ จึงจะบรรลุถึง
ความจริงอันประเสริฐทั้ง 4 ประการนี้
สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อริยสัจ 4 อันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คืออะไร.....?
1. ทุกข์ หรือ ทุกขัง จากหนังสือ ไตรลักษณ์ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ท่านระบุว่า
“ ทุกข์ คือ ความทุกข์กายไม่สบายใจ
ใครจะหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับทุกข์อันเกิดขึ้นกับตน ผู้เป็นต้นเหตุของทุกข์ไปไม่ได้..”
ใครจะหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับทุกข์อันเกิดขึ้นกับตน ผู้เป็นต้นเหตุของทุกข์ไปไม่ได้..”
ทุกข์ พบได้กับทุกสิ่ง ทุกอย่าง รอบตัวล้วนเป็นทุกข์ ทุกข์เริ่มมีมาตั้งแต่ชีวิตจุติ จนชีวิตดับขันธ์
2. สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้ทุกข์ พูดง่าย คือ สาเหตุ ข้อนี้ ทำให้เราเข้าใจได้ถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ของพุทธศาสนา คือ ความมีเหตุ สามารถอธิบายเหตุ หรือ ที่มาเรื่องนั้นๆ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ มีอะไรบ้าง ? ง่ายๆ ก็คือ เป็นทุกข์เรื่องอะไร แล้วเรื่องอะไรเป็นเหตุ แต่ที่นี่..ในแนวทางพุท-ธะ หรือ ผู้รู้ และ รู้แจ้ง เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ พระพุทธเจ้าได้โปรดให้ทราบไว้ด้วย
จากพระไตรปิฏก ฉบับที่ทำให้ง่ายแล้ว วรรคที่ 1 ชื่อ มูลปริยายวรรค (มูล หรือ ต้นเหตุ) มูลแห่งทุกข์ เรื่องนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อประทับอยู่ ณ โคนไม้พญารัง ป่าสุภคะ เมืองอุกกัฏฐา ใจความสำคัญ คือ ให้พิจารณาธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม หรือ ธาตุ 6 เพิ่ม อากาศธาตุ และ วิญญาณธาตุ อีก 2 อย่าง นี่เรียกว่า ธาตุ หรือให้ความเข้าใจแบบง่ายๆ คือ ใน 1 ชีวิตมีธาตุเหล่านี้ประกอบอยู่ พระพุทธเจ้าให้พิจารณาธาตุ ก็เท่ากับว่า มูลแห่งทุกข์ คือ ธาตุเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ธาตุเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในขันธ์ 5
ขันธ์ แปลว่า กอง หมวด หมู่ เราได้รับรู้ต่อๆ กันมาโดยมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ค้นพบ แล้วทำให้เราได้รับรู้ว่า ขันธ์ 5 ประกอบด้วย = )
1. รูป คือ สิ่งที่จับต้องได้ สัมผัสได้โดยประสาทสัมผัสทั่วๆไป เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ผู้คน สัตว์ สิ่งของ ต้นไม้ ส่วนที่ผสมกันของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เช่น ผม หนัง กระดูก โลหิต ที่เราสามารถถูกต้องสัมผัสได้ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง
2. เวทนา คือ อารมณ์สุข อารมณ์ทุกข์ อารมณ์เฉยๆ
3. สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ อาทิ จำเรื่องราวในอดีต จำได้ว่า นี่เป็นใคร เป็นอะไร
4. สังขาร คือ การปรุงแต่ง จิต ให้ ดี ชั่ว หรือ เป็น กลาง
5. วิญญาณ คือ รับทราบสิ่งที่มาสัมผัส ทั้ง 6 หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ
จากการบอกเล่าและได้มีการจดบันทึก พระพุทธเจ้าทรงพูดถึง ขันธ์ 5 ว่า เป็นสิ่งไม่เที่ยง อะไรที่ไม่เที่ยงก็จะเป็นทุกข์ หากไม่ต้องการมีทุกข์ และ/หรือ เป็นทุกข์ ก็ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น แล้วคิดและเข้าใจว่าเป็นตัว เป็นตน
นอกจากนี้ พระองค์ทรงบอกกับพระภิกษุว่า “ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขสมุทัยเป็นไฉน คือ ตัณหาอันนำให้เกิดในภพใหม่.... มีปกติเพลิดเพลินยิ่งในภพหรืออารมณ์นั้น คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกขสมุทัย ”
ผู้เขียนขอพูดถึงความหมายของตัณหาทั้ง 3 ประการนี้สั้นๆ ว่า
3. นิโรธ ง่ายๆ คือ การดับ ดับอะไร ดับทุกข์ ดับกิเลส ดับตัณหา ดับขันธ์ 5 ดับอุปาทาน อุปาทาน คือ การยึดมั่นถือมั่น ยึดมั่นในกาย ในจิต นิโรธ มีความใกล้ชิด กับ การปล่อยวาง
4. มรรค คือ ทางหลุดพ้นจากทุกข์ และ หลุดพ้นโดยสิ้นเชิง ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินกันบ้าง ถึง มรรคมีองค์ 8 ความหมายก็คือ มรรค หรือ หนทางหนึ่งของการพ้นทุกข์ มี 8 ประการ คือ
แหล่งที่มาของข้อมูล
ผึ้ง สารพัดธรรม
source: http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=29748&t=news_special
2. สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้ทุกข์ พูดง่าย คือ สาเหตุ ข้อนี้ ทำให้เราเข้าใจได้ถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ของพุทธศาสนา คือ ความมีเหตุ สามารถอธิบายเหตุ หรือ ที่มาเรื่องนั้นๆ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ มีอะไรบ้าง ? ง่ายๆ ก็คือ เป็นทุกข์เรื่องอะไร แล้วเรื่องอะไรเป็นเหตุ แต่ที่นี่..ในแนวทางพุท-ธะ หรือ ผู้รู้ และ รู้แจ้ง เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ พระพุทธเจ้าได้โปรดให้ทราบไว้ด้วย
จากพระไตรปิฏก ฉบับที่ทำให้ง่ายแล้ว วรรคที่ 1 ชื่อ มูลปริยายวรรค (มูล หรือ ต้นเหตุ) มูลแห่งทุกข์ เรื่องนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อประทับอยู่ ณ โคนไม้พญารัง ป่าสุภคะ เมืองอุกกัฏฐา ใจความสำคัญ คือ ให้พิจารณาธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม หรือ ธาตุ 6 เพิ่ม อากาศธาตุ และ วิญญาณธาตุ อีก 2 อย่าง นี่เรียกว่า ธาตุ หรือให้ความเข้าใจแบบง่ายๆ คือ ใน 1 ชีวิตมีธาตุเหล่านี้ประกอบอยู่ พระพุทธเจ้าให้พิจารณาธาตุ ก็เท่ากับว่า มูลแห่งทุกข์ คือ ธาตุเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ธาตุเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในขันธ์ 5
ขันธ์ แปลว่า กอง หมวด หมู่ เราได้รับรู้ต่อๆ กันมาโดยมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ค้นพบ แล้วทำให้เราได้รับรู้ว่า ขันธ์ 5 ประกอบด้วย = )
1. รูป คือ สิ่งที่จับต้องได้ สัมผัสได้โดยประสาทสัมผัสทั่วๆไป เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ผู้คน สัตว์ สิ่งของ ต้นไม้ ส่วนที่ผสมกันของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เช่น ผม หนัง กระดูก โลหิต ที่เราสามารถถูกต้องสัมผัสได้ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง
2. เวทนา คือ อารมณ์สุข อารมณ์ทุกข์ อารมณ์เฉยๆ
3. สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ อาทิ จำเรื่องราวในอดีต จำได้ว่า นี่เป็นใคร เป็นอะไร
4. สังขาร คือ การปรุงแต่ง จิต ให้ ดี ชั่ว หรือ เป็น กลาง
5. วิญญาณ คือ รับทราบสิ่งที่มาสัมผัส ทั้ง 6 หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ
จากการบอกเล่าและได้มีการจดบันทึก พระพุทธเจ้าทรงพูดถึง ขันธ์ 5 ว่า เป็นสิ่งไม่เที่ยง อะไรที่ไม่เที่ยงก็จะเป็นทุกข์ หากไม่ต้องการมีทุกข์ และ/หรือ เป็นทุกข์ ก็ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น แล้วคิดและเข้าใจว่าเป็นตัว เป็นตน
นอกจากนี้ พระองค์ทรงบอกกับพระภิกษุว่า “ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขสมุทัยเป็นไฉน คือ ตัณหาอันนำให้เกิดในภพใหม่.... มีปกติเพลิดเพลินยิ่งในภพหรืออารมณ์นั้น คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกขสมุทัย ”
ผู้เขียนขอพูดถึงความหมายของตัณหาทั้ง 3 ประการนี้สั้นๆ ว่า
- กามตัณหา คือ ความอยาก ใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือ สัมผัส
- ภวตัณหา คือ ความอยากได้โน่นอยากได้นี่ ความอยากเป็นโน่นอยากเป็นนี่
- วิภวตัณหา คือ ความไม่อยากได้โน่น ไม่อยากได้นี่ ความไม่อยากเป็นโน่น ไม่อยากเป็นนี่
3. นิโรธ ง่ายๆ คือ การดับ ดับอะไร ดับทุกข์ ดับกิเลส ดับตัณหา ดับขันธ์ 5 ดับอุปาทาน อุปาทาน คือ การยึดมั่นถือมั่น ยึดมั่นในกาย ในจิต นิโรธ มีความใกล้ชิด กับ การปล่อยวาง
4. มรรค คือ ทางหลุดพ้นจากทุกข์ และ หลุดพ้นโดยสิ้นเชิง ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินกันบ้าง ถึง มรรคมีองค์ 8 ความหมายก็คือ มรรค หรือ หนทางหนึ่งของการพ้นทุกข์ มี 8 ประการ คือ
- สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ เหมาะสมด้วยปัญญา
- สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ คิดพิจารณาในทางดีงาม
- สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ พูดสุภาพ พูดในสิ่งที่สร้างสรรค์ พูดในสิ่งที่ดีงาม
- สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติชอบ ดีงามทางกาย
- สัมมาอาชีวะ คือ การทำมาหากินอย่างสุจริต ไม่คดโกง เอาเปรียบผู้อื่น
- สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหะ พยายาม เพียรในกุศลกรรม
- สัมมาสติ คือ การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอ ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัว อยู่กับปัจจุบัน
- สัมมาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้นิ่ง สงบ ปราศจากกิเลสทั้งหลายทั้งปวง
แหล่งที่มาของข้อมูล
- http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/poonsak/budda/theme_2.html
- http://buddhiststudy.tripod.com/ch2.htm
- http://www.larnbuddhism.com/buddha/mahasa.html
ผึ้ง สารพัดธรรม
source: http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=29748&t=news_special


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น