เพราะคือความจริงของทุกสิ่ง... ในความวุ่นวายบีบคั้นทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อเราเลือกไม่ได้ เราต้องรู้วิธีที่จะอยู่กับมันให้ได้... คือถ้าเราเป็นชาวพุทธที่แท้จริง ไม่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ เราสามารถอยู่ได้โดยไม่มีความทุกข์ทางใจ
ความทุกข์มันเข้ามาได้แค่ร่างกาย แต่ความทุกข์มันเข้าไม่ได้ถึงจิตใจเราถ้าเรารู้จักวิธีที่จะดูแลจิตใจของเรา
ความทุกข์มันเกิดจากใจเรา มันยอมรับสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่นี้ไม่ได้ อย่างสิ่งที่ดีๆ กำลังปรากฏอยู่ เรายอมรับไม่ได้ว่ามันอยู่ชั่วคราว เราก็กังวลกลัวมันจะหายไป พอมันหายไปก็เศร้าโศกเสียใจว่าสิ่งดีๆมันหายไป เรายอมรับไม่ได้…
หรือเรายอมรับไม่ได้ว่า สิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นในชีวิตเรา อย่างเจ็บป่วยขึ้นมาหรือถูกใส่ร้ายป้ายสี เรายอมรับสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่นี้ไม่ได้ เราก็ทุกข์ทางใจขึ้นมา…
หรือเราก็คิดว่าเมื่อไหร่ สิ่งเลวร้ายมันจะผ่านไปโดยเร็ว ให้มันพ้นๆไปซะที…
การที่ใจเรามันมีความอยาก
ความอยากทั้งหลายมันปฏิเสธความจริง
เราอยากให้สิ่งบางสิ่งเกิดขึ้น
อยากให้สิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วอยู่ถาวร
เราอยากให้บางอย่างไม่เกิดขึ้นเลย…
บางอย่างเกิดขึ้นแล้ว บางอย่างเราก็อยากให้จบเร็วๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเกิดความเครียดขึ้นมา เกิดความทุกข์ขึ้นมา…
อย่างเราต้องแก่ เราไม่อยากแก่
เราต้องเจ็บ เราไม่อยากเจ็บ
เราต้องตาย เราไม่อยากตาย
พอแก่ขึ้นมาก็ทุกข์ กลุ้มใจ
เจ็บขึ้นมาก็ทุกข์
ตายขึ้นมาก็ทุกข์…
ยอมรับไม่ได้ ใจก็เป็นทุกข์มาก
พระพุทธเจ้าสอนให้เราอยู่กับความเป็นจริงให้ได้
ไม่ใช่เอาความอยากมานำหน้า
อยู่กับความเป็นจริงที่ว่า
ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรานี้ เป็นของชั่วคราว
ทุกสิ่งที่ผ่านมาในชีวิตเรา ถูกบีบคั้นที่จะให้สลายตัวไป อยู่ได้ชั่วคราวเหมือนกัน ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้แตกสลายไป
อย่างความรักของหนุ่มสาว มีขึ้นมา มันก็ถูกบีบคั้นทุกวันๆ ให้สลายไปเรื่อยๆ ถึงวันหนึ่งก็หายไป
ร่างกายนี้มีขึ้นมาแล้ว ก็ถูกบีบคั้นให้สลายไป ซักวันหนึ่งก็ต้องหายไป
นี่คือความจริง ความจริงของทุกสิ่งทุกอย่าง มันไม่คงที่ มันถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ที่จะให้สลายตัว แล้วมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราต้องการ เราสั่งมันไม่ได้ ไม่มีอะไรที่เราสั่งได้สักอย่าง แค่สั่งไม่ให้ผมหงอก ยังสั่งไม่ได้ สั่งไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ สั่งไม่ได้สักอย่าง
ถ้าเราเรียนรู้ความจริงของชีวิต จนกระทั่งเรารู้ ..ว่าของทุกอย่างเป็นของชั่วคราว ทุกอย่างถูกบีบคั้นให้สลายตัว ทุกอย่างไม่อยู่ในอำนาจบังคับ ถ้าใจเรายอมรับตรงนี้ได้ เราจะไม่เกิดความอยากที่ไร้เดียงสา
ความอยากทั้งหลายนั้น มันไม่ยอมรับสิ่งที่กำลังปรากฎอยู่ ของนี้มี ก็อยากให้ไม่มี มีแล้วก็อยากให้อยู่นิรันดร มันผิดธรรมชาติ อยู่นิรันดรไม่ได้ ไม่ใช่นึกๆเอา หยวนๆ ยอมแต่ไม่ได้ยอมจริง ก็แก้ความทุกข์ทางใจไม่ได้
พระพุทธเจ้าเลยสอนศาสตร์ให้เราอันหนึ่ง ศาสตร์ที่จะเรียนรู้ความจริงของชีวิต ถ้าเรารู้ความจริงของชีวิตตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้แล้ว ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น เรายอมรับได้...
แก่... ก็ถือว่าธรรมดา
เจ็บ... ก็ธรรมดา
ตาย... ก็ธรรมดา
พลัดพรากจากสิ่งที่รัก... ก็ธรรมดา
เจอสิ่งที่ไม่รัก... ก็ธรรมดา
มีความอยาก ก็สมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา
เราต้องฝึกฝนตามวิธีการของพระพุทธเจ้า จนใจเราเห็นความจริง ทุกอย่างมันธรรมดา ธรรมดาเป็นอย่างนี้ ธรรมดาไม่เที่ยง ธรรมดาเป็นทุกข์ ธรรมดาเป็นอนัตตา มันบังคับไม่ได้
ฉะนั้นการปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนทุกคน ที่ปรารถนาความพ้นทุกข์ ถ้าคนที่ไม่คิดจะพ้นทุกข์ จะอยู่กับทุกข์อยู่กับโลก เอร็ดอร่อยอยู่กับโลก เขาไม่ได้คิดว่าการปฏิบัติธรรมจำเป็นอะไร ทั้งๆเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในชีวิตเรา
จริงๆแล้วทุกคนแสวงหาความสุข ทุกคนดิ้นรนหนีความทุกข์ตลอดเวลา แต่การหาความสุข การหนีความทุกข์ของคนทั่วๆไปนั้น มันมุ่งเน้นไปที่การสนองความอยากทั้งนั้น อยากมีเงินมากๆ อยากนู้นอยากนี้ตลอดเวลา ชีวิตเราก็ดิ้นตลอดเวลา ชีวิตนี้เหน็ดเหนื่อย เพราะได้มาไม่นานก็หายไป ก็สูญไป นี่คือความจริงที่คนทั่วๆไปเข้าไม่ถึง
เขาดิ้นรนหาความสุข ดิ้นมาตั้งแต่เด็ก จนแก่จนเฒ่าจนตายไป เพราะความสุขเหมือนอยู่ข้างหน้า วิ่งไล่จับเงาไปเรื่อยๆ จับไม่ติดสักที
ตอนเด็กๆ คิดว่าเรียนหนังสือจบคิดว่ามีความสุข ว่าไม่ต้องถูกครูบังคับ ไม่ต้องถูกอาจารยืสั่งให้ทำเปเปอร์ คงจะสบาย เรียนจบแล้วก้คิดว่าได้งานดีๆทำจะมีความสุข เงินเยอะๆมีความสุข ตำแหน่งใหญ่ๆมีความสุข มีครอบครัวดีๆจะมีความสุข มีลูกไบร์ทๆ หน้าตาดีด้วยไบร์ทด้วย ไม่มองตัวเองเลย มันก็เป็นไปไม่ได้
ถ้าอย่างนี้มีความสุข อยู่อย่างนี้จะมีความสุข ด้วยความหวัง หวังว่ามีอันนี้จะสุข มีอันนี้จะสุข พอมีจริงๆ มันก็ไม่ได้สุขจริง ความสุขมันก็วิ่งหนีไปอยู่ข้างหน้า ให้เราวิ่งตามไปเรื่อย ชีวิตของคนในโลกเหน็ดเหนื่อยไม่มีที่สิ้นสุดเลย ถ้าคนไหนสติปัญญาแก่กล้า จะรู้ว่าวิธีหาความสุขด้วยการวิ่งตามเงาไม่ได้จริงหรอก
วิธีหาความสุขที่พระพุทธเจ้าสอน จะต้องสุขที่เต็มที่อิ่มอยู่ในตัวเอง ใจมันมีความสุขอย่างแท้จริง มันสุขถึงขนาดที่ว่า ร่างกายแก่ ใจก็ยังสุขนะ ร่างกายเจ็บ ใจก็ยังสุข ร่างกายจะตาย ใจยังสุขอีก...
ถ้าเราเรียนรู้ตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก มีตัวเราเป็นตัวตั้ง ทุกสิ่งที่แวดล้อมเราอยู่ด้วย มันมีลักษณะอย่างเดียวกัน คือเราจะเรียนศาสตรืของการเรียนรู้ตัวเอง สิ่งนี้เป็นของสำคัญ เป้นมรดกที่พระพุทธเจ้าให้เราไว้ เราทำได้จริงๆ เราจะไม่ทุกข์แล้ว...










