วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558

เพราะคือความจริงของทุกสิ่ง


เพราะคือความจริงของทุกสิ่ง... ในความวุ่นวายบีบคั้นทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อเราเลือกไม่ได้ เราต้องรู้วิธีที่จะอยู่กับมันให้ได้... คือถ้าเราเป็นชาวพุทธที่แท้จริง ไม่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่ที่ไหน อย่างไร เมื่อไหร่ เราสามารถอยู่ได้โดยไม่มีความทุกข์ทางใจ

ความทุกข์มันเข้ามาได้แค่ร่างกาย แต่ความทุกข์มันเข้าไม่ได้ถึงจิตใจเราถ้าเรารู้จักวิธีที่จะดูแลจิตใจของเรา


ความทุกข์มันเกิดจากใจเรา มันยอมรับสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่นี้ไม่ได้ อย่างสิ่งที่ดีๆ กำลังปรากฏอยู่ เรายอมรับไม่ได้ว่ามันอยู่ชั่วคราว เราก็กังวลกลัวมันจะหายไป พอมันหายไปก็เศร้าโศกเสียใจว่าสิ่งดีๆมันหายไป เรายอมรับไม่ได้

หรือเรายอมรับไม่ได้ว่า สิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นในชีวิตเรา อย่างเจ็บป่วยขึ้นมาหรือถูกใส่ร้ายป้ายสี เรายอมรับสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่นี้ไม่ได้ เราก็ทุกข์ทางใจขึ้นมา

หรือเราก็คิดว่าเมื่อไหร่ สิ่งเลวร้ายมันจะผ่านไปโดยเร็ว ให้มันพ้นๆไปซะที

การที่ใจเรามันมีความอยาก 
ความอยากทั้งหลายมันปฏิเสธความจริง 
เราอยากให้สิ่งบางสิ่งเกิดขึ้น 
อยากให้สิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วอยู่ถาวร 
เราอยากให้บางอย่างไม่เกิดขึ้นเลย

บางอย่างเกิดขึ้นแล้ว บางอย่างเราก็อยากให้จบเร็วๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราเกิดความเครียดขึ้นมา เกิดความทุกข์ขึ้นมา

อย่างเราต้องแก่ เราไม่อยากแก่
 เราต้องเจ็บ เราไม่อยากเจ็บ
 เราต้องตาย เราไม่อยากตาย 
พอแก่ขึ้นมาก็ทุกข์ กลุ้มใจ 
เจ็บขึ้นมาก็ทุกข์ 
ตายขึ้นมาก็ทุกข์
ยอมรับไม่ได้ ใจก็เป็นทุกข์มาก

พระพุทธเจ้าสอนให้เราอยู่กับความเป็นจริงให้ได้ 
ไม่ใช่เอาความอยากมานำหน้า 
อยู่กับความเป็นจริงที่ว่า 
ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรานี้ เป็นของชั่วคราว 

ทุกสิ่งที่ผ่านมาในชีวิตเรา ถูกบีบคั้นที่จะให้สลายตัวไป อยู่ได้ชั่วคราวเหมือนกัน ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ให้แตกสลายไป 

อย่างความรักของหนุ่มสาว มีขึ้นมา มันก็ถูกบีบคั้นทุกวันๆ ให้สลายไปเรื่อยๆ ถึงวันหนึ่งก็หายไป 

ร่างกายนี้มีขึ้นมาแล้ว ก็ถูกบีบคั้นให้สลายไป ซักวันหนึ่งก็ต้องหายไป 

นี่คือความจริง ความจริงของทุกสิ่งทุกอย่าง มันไม่คงที่ มันถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ที่จะให้สลายตัว แล้วมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราต้องการ เราสั่งมันไม่ได้ ไม่มีอะไรที่เราสั่งได้สักอย่าง แค่สั่งไม่ให้ผมหงอก ยังสั่งไม่ได้ สั่งไม่ให้แก่ ไม่ให้เจ็บ สั่งไม่ได้สักอย่าง

ถ้าเราเรียนรู้ความจริงของชีวิต จนกระทั่งเรารู้ ..ว่าของทุกอย่างเป็นของชั่วคราว ทุกอย่างถูกบีบคั้นให้สลายตัว ทุกอย่างไม่อยู่ในอำนาจบังคับ ถ้าใจเรายอมรับตรงนี้ได้ เราจะไม่เกิดความอยากที่ไร้เดียงสา

ความอยากทั้งหลายนั้น มันไม่ยอมรับสิ่งที่กำลังปรากฎอยู่ ของนี้มี ก็อยากให้ไม่มี มีแล้วก็อยากให้อยู่นิรันดร มันผิดธรรมชาติ อยู่นิรันดรไม่ได้ ไม่ใช่นึกๆเอา หยวนๆ ยอมแต่ไม่ได้ยอมจริง ก็แก้ความทุกข์ทางใจไม่ได้

พระพุทธเจ้าเลยสอนศาสตร์ให้เราอันหนึ่ง ศาสตร์ที่จะเรียนรู้ความจริงของชีวิต ถ้าเรารู้ความจริงของชีวิตตามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้แล้ว ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้น เรายอมรับได้...

แก่... ก็ถือว่าธรรมดา
เจ็บ... ก็ธรรมดา
ตาย... ก็ธรรมดา
พลัดพรากจากสิ่งที่รัก... ก็ธรรมดา
เจอสิ่งที่ไม่รัก... ก็ธรรมดา
มีความอยาก ก็สมหวังบ้าง ผิดหวังบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา 

เราต้องฝึกฝนตามวิธีการของพระพุทธเจ้า จนใจเราเห็นความจริง ทุกอย่างมันธรรมดา ธรรมดาเป็นอย่างนี้ ธรรมดาไม่เที่ยง ธรรมดาเป็นทุกข์ ธรรมดาเป็นอนัตตา มันบังคับไม่ได้

ฉะนั้นการปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนทุกคน ที่ปรารถนาความพ้นทุกข์ ถ้าคนที่ไม่คิดจะพ้นทุกข์ จะอยู่กับทุกข์อยู่กับโลก    เอร็ดอร่อยอยู่กับโลก เขาไม่ได้คิดว่าการปฏิบัติธรรมจำเป็นอะไร ทั้งๆเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในชีวิตเรา

จริงๆแล้วทุกคนแสวงหาความสุข ทุกคนดิ้นรนหนีความทุกข์ตลอดเวลา แต่การหาความสุข การหนีความทุกข์ของคนทั่วๆไปนั้น มันมุ่งเน้นไปที่การสนองความอยากทั้งนั้น อยากมีเงินมากๆ อยากนู้นอยากนี้ตลอดเวลา ชีวิตเราก็ดิ้นตลอดเวลา  ชีวิตนี้เหน็ดเหนื่อย เพราะได้มาไม่นานก็หายไป ก็สูญไป นี่คือความจริงที่คนทั่วๆไปเข้าไม่ถึง

เขาดิ้นรนหาความสุข ดิ้นมาตั้งแต่เด็ก จนแก่จนเฒ่าจนตายไป เพราะความสุขเหมือนอยู่ข้างหน้า วิ่งไล่จับเงาไปเรื่อยๆ จับไม่ติดสักที 

ตอนเด็กๆ คิดว่าเรียนหนังสือจบคิดว่ามีความสุข ว่าไม่ต้องถูกครูบังคับ ไม่ต้องถูกอาจารยืสั่งให้ทำเปเปอร์ คงจะสบาย เรียนจบแล้วก้คิดว่าได้งานดีๆทำจะมีความสุข เงินเยอะๆมีความสุข ตำแหน่งใหญ่ๆมีความสุข มีครอบครัวดีๆจะมีความสุข มีลูกไบร์ทๆ หน้าตาดีด้วยไบร์ทด้วย ไม่มองตัวเองเลย มันก็เป็นไปไม่ได้ 

ถ้าอย่างนี้มีความสุข อยู่อย่างนี้จะมีความสุข ด้วยความหวัง หวังว่ามีอันนี้จะสุข มีอันนี้จะสุข พอมีจริงๆ มันก็ไม่ได้สุขจริง ความสุขมันก็วิ่งหนีไปอยู่ข้างหน้า ให้เราวิ่งตามไปเรื่อย ชีวิตของคนในโลกเหน็ดเหนื่อยไม่มีที่สิ้นสุดเลย ถ้าคนไหนสติปัญญาแก่กล้า จะรู้ว่าวิธีหาความสุขด้วยการวิ่งตามเงาไม่ได้จริงหรอก

วิธีหาความสุขที่พระพุทธเจ้าสอน จะต้องสุขที่เต็มที่อิ่มอยู่ในตัวเอง ใจมันมีความสุขอย่างแท้จริง มันสุขถึงขนาดที่ว่า ร่างกายแก่ ใจก็ยังสุขนะ ร่างกายเจ็บ ใจก็ยังสุข ร่างกายจะตาย ใจยังสุขอีก...

ถ้าเราเรียนรู้ตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก มีตัวเราเป็นตัวตั้ง ทุกสิ่งที่แวดล้อมเราอยู่ด้วย มันมีลักษณะอย่างเดียวกัน คือเราจะเรียนศาสตรืของการเรียนรู้ตัวเอง สิ่งนี้เป็นของสำคัญ เป้นมรดกที่พระพุทธเจ้าให้เราไว้ เราทำได้จริงๆ เราจะไม่ทุกข์แล้ว...

ถอดความจาก... เพราะคือความจริงของทุกสิ่ง
https://www.youtube.com/watch?v=bYCyRZKSfl0


วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2558

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2558

กลยุทธ์แยกกายแยกใจ... ทำไมต้องแยกขันธ์


กลยุทธ์แยกกายแยกใจ... 

...จะยากอะไร ...ยิ้มอยู่รู้สึกไหม๊  เราพยักหน้า รู้สึกไหม๊  ใจเราเป็นคนดู แต่ถ้าแยกกายกับใจไม่ออก... (อย่างใจมันขี้โมโห ถ้าเรามีสติจะไม่โมโห ถ้าปล่อยเมื่อไหร่ ก็โมโหล่ะ) ค่อยๆแยกความรู้สึก ....

+++ใจเป็นสุข... รู้ทัน
+++ใจเป็นทุกข์... รู้ทัน
+++ใจเฉยๆ... รู้ทัน
+++ใจมันสงสัย ใจมันช่างคิด... รู้ทัน

ฉะนั้น ใจสุขก็รู้..  ใจทุกข์ก็รู้..  ใจเฉยก็รู้..  ใจสงสัยขึ้นมาก็รู้... หัดรู้ไปเรื่อยๆ ต่อไปเราก็จะเริ่มเห็น... 

+++ใจที่สุขนะ มันสุขอยู่ชั่วคราว แล้วก็หายไป ใจเราเป็นคนดู
+++ใจที่ทุกข์ ทุกข์อยู่ชั่วคราว แล้วก็หายไป ใจเป็นคนดู
+++ใจที่เฉย เราก็รู้ เฉยชั่วคราวก็หาย กลายเป็นฟุ้งซ่าน กลายเป็นอะไรไปอย่างนั้นอีก ใจเราเป็นแค่คนดู 

ความสงสัยเกิดขึ้นมา รู้ว่าใจสงสัย ใจเราก็เป็นแค่คนดู ฝึกอย่างนี้ ต่อไปก็แยกขันธ์ได้เหมือนกัน แยกขันธ์จะแยกจากรูปธรรมกับนามธรรมก็ได้ แยกจิตกับเจตสิก(เจ-ตะ-สิก)ก็ได้ ก็คนละขันธ์เหมือนกัน

https://www.youtube.com/watch?v=uxCgr4yoUhw




จึงมุ่งสู่ความหลุดพ้น...


จึงมุ่งสู่ความหลุดพ้น...


"... เข้าใจหลักของการปฏิบัตินะ ลงมือทำ
ยิ่งเราปฏิบัติ แรงของเราก็จะค่อยมากขึ้นๆ
กำลัง จรวดมันจะออกจากโลกได้มันต้องใช้แรง
มีกำลังมากๆ หลุดออกไปได้ ..."



"... จิตก็ต้องมีพลังมาก 
ในการที่จะถอดตัวออกจากสังสารวัฏได้

แต่ก่อนเค้าไม่ค่อยสอนกันนะ
แต่ก่อนสอนฆารวาส ทำทาน ถือศีล
อย่างเก่งก็นั่งสมาธิ

ฆารวาสนะ ถ้าเห็นทุกข์เห็นโทษ
ของการมีชีวิตอยู่ทุกวันๆนี้มีแต่ทุกข์
มันก็อยากพ้นเหมือนกัน

ถ้าเราบอกทางให้ ร้อยคนจะหลุดไปได้ซักครึ่งหนึ่ง
ถ้าไม่บอกเลยก็ไปไม่ได้ซักคน
หลวงพ่อถึงสอนพวกเรา
คือสิ่งที่ครูบาอาจารย์แต่ก่อนสอนกับพระ

แต่อย่างหลวงพ่อภาวนาจริงจัง
เข้าหาครูบาอาจารย์นะท่านสอนอย่างนี้เลย
ท่านไม่ได้มาสอนทำทานถือศีลนั่งสมาธิ
สอนเรื่องเจริญปัญญา เรื่องมรรคผลนิพพาน

แล้วนึกดู ฆารวาสก็ทำได้นะ
ฆารวาสสมัยพุทธกาลทำไมเค้าทำได้
ฆารวาสยุคนี้มันจะโง่ขนาดนั้นเลยหรือทำไม่­ได้เลย
ร้อยคนได้ฟัง น่าจะได้ซักครึ่งกว่าๆ
ถ้าได้ฟัง เกินครึ่งเนี่ยทำได้ ถ้าสนใจจะทำนะ
บางคนไม่สนใจทำ เราไปเทศน์
ร้อยคนมันก็ไม่ฟัง ฟังคนเดียวสองคน แล้วก็ไม่ค่อยทำ

คือถ้าคนสนใจนะ
ตั้งใจฟัง ลงมือทำ น่าจะได้เกินครึ่ง
หลวงพ่อสอนละเอียดมาก ควรจะทำได้
มันไม่เหลือวิสัยหรอกที่มนุษย์ธรรมดาจะทำไ­ด้



ที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=fgtPU6A87dM
สามารถศึกษาธรรมะข้อธรรมจาก ลพ.ปราโมทย์ เพิ่มเติมได้ที่
http://www.dhamma.com/

ต้องรู้ว่ามีจุดอ่อนอะไรจุดแข็งอะไร



เราต้องรู้ว่าเรามีจุดอ่อนอะไรจุดแข็งอะไร ถ้าเรารู้เราก็ดู เราก็หากรรมฐานที่เหมาะกับเรา อย่างเรารู้แล้วว่าจิตเราไม่ตั้งมั่นพอ จิตเราฟุ้งไป ไม่มีแรงทำกรรมฐาน ก็ทำฝึกจิตให้มีแรง
แล้วก็มาดูว่ากรรมฐานอะไรที่เหมาะกับเรา ไม่ต้องเลียนแบบคนอื่นดูเอาเอง การฝึกจิตให้มีสมาธิมีสองลักษณะ
อันหนึ่งให้จิตสงบ อันหนึ่งให้จิตตั้งมั่น ถ้าจิตเราฟุ้งซ่านมากเราฝึกให้จิตสงบ วิธีฝึกให้สงบ คือน้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียว ที่มีความสุขอยู่ต่อเนื่อง แล้วเป็นอารมณ์ที่ไม่เป็นอกุศล เป็นอารมณ์ที่ดีๆ
ถ้าเราพุทโธแล้วมีความสุข เราก็พุทโธไป จิตเราก็สงบ รู้ลมหายใจแล้วมีความสุข จิตก็สงบ เราดูเอา บางคนสวดมนต์ไปเรื่อยจิตก็สงบ เพราะว่ามีความสุข
อีกสมาธิหนึ่งก็คือการฝึกจิตให้ตั้งมั่น จิตไหลแล้วรู้ จิตไหลแล้วรู้ ทำกรรมฐานอย่างหนึ่ง จิตไหลแล้วรู้มันจะตั้งมั่น
ฝึกสมาธิให้ได้ทั้งสองอันดีที่สุดแล้ว อันหนึ่งไว้พักผ่อน อันหนึ่งไว้เดินปัญญา

-พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
source.https://dhammaway.wordpress.com/

วิธีหัดเมตตาอาทรต่อกัน... มองคนอื่นด้วยสายตาที่เป็นมิตรบ้าง



หัดไม่เอาบ้าง หัดให้คนอื่นซะบ้าง
ถ้าหัดให้เป็นแล้วจะรู้สึกว่า
การให้มีความสุขมากกว่าการไปแย่งเขา

หรือหัดโกรธ ความโกรธมันเกิด เห็นไหม
หัดไม่โกรธดูบ้าง หัดมองคนอื่นด้วยสายตาที่เป็นมิตรบ้าง
มองคนอื่นอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่มองแบบเหยียดเขากดเขา
รังแกเขาข่มเหงเขา เพื่อกูจะได้เด่นเหนือคนอื่นอะไรแบบนี้
จิตใจเต็มไปด้วยกิเลส เต็มไปด้วยความเร่าร้อน
พยามมองคนอื่นด้วยสายตาที่เป็นมิตรบ้าง

เสมอกันนะแต่ละคน ทำใจให้เสมอกัน
เราก็ต้องดู คนอื่นเขาก็รักความสุขเกลียดความทุกข์เหมือนกัน
อย่ารังแกกัน ใจก็ค่อยๆ มีความรู้สึกเป็นมิตร
เมตตาอาทรต่อกัน จิตใจก็ร่มเย็นเป็นสุข
ถ้าใครเข้าใกล้เราเขาก็มีความสุขไปด้วย

-พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
source.https://dhammaway.wordpress.com/

วิธีหัดเจริญเมตตา... พึงเมตตาเมตตาผู้อื่น


พึงเมตตาเมตตาผู้อื่น


เจริญเมตตาไป นึกไปเรื่อยๆ เบื้องต้นนึกเอาก่อน
สัตว์ทั้งหลายเป็นสุขเป็นสุขเถิด
นึกๆ ไปแค่นี้ ต่อไปใจจะค่อยๆ น้อมไป

แล้วถ้าเมื่อไหร่ใจเห็นสัตว์ทั้งหลายน่าสงสาร
ความเมตตาจะมหาศาล
จะเห็นสัตว์ทั้งหลายมนุษย์ทั้งหลายเต็มไปด้วยความทุกข์
คือทุกคนที่ไม่รู้จักเมตตาคนอื่นนะ
เห็นแต่ตัวเองทุกข์ ไม่เห็นคนอื่นเขาก็ทุกข์

ถ้าเมื่อไหร่เราเห็นว่าคนอื่นเขาก็ทุกข์
ทุกข์น่าสงสารมาก
เมตตาจะเกิดขึ้นอัตโนมัติ

-พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
source.https://dhammaway.wordpress.com/

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2558

กฎ ๓ ข้อ ในการรู้สึกตัว...


กฎ๓ข้อในการรู้สึกตัว...

จะรู้ทันความรู้สึกของตัวเองนั้น มันมีกฎอยู่ 3 ข้อ...

ข้อที่ 1. อย่าไปรอดู ให้ความรู้สึกเกิด แล้วก็ค่อยดูเอา ถ้าเราไปนั่งดู ดูความรู้สึกตัวเอง จงใจดู ...เห็นไหม๊ จะเห็นว่า ว่างๆ นิ่งๆ จะไม่มีอะไรให้ดูเลย 

เพราะฉะนั้นการดูความรู้สึกของตัวเอง อย่าจงใจดู ให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้เอา ใช้หลักที่พระพุทธเจ้าสอน...

 "ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตมีราคะ ก็ให้รู้ว่ามีราคะ... 
(มีราคะก่อน แล้วก็รู้ว่ามีราคะ)

จิตมีโทสะ รู้ว่ามีโทสะ...   
(โทสะเกิดก่อน แล้วรู้ว่ามีโทสะ)

อย่าไปรอดู...

ท่านไม่ได้บอก... ภิกษุทั้งหลาย ให้รอดูความรู้สึก
ท่านไม่ได้สอนเลยนะ  ไม่เคยสอนว่าให้รอดู...

...จิตมีราคะ ให้เธอรู้ว่ามีราคะ
ภิกษุทั้งหลาย จิตมีโทสะ ให้รู้ว่ามีโทสะ
ภิกษุทั้งหลาย จิตฟุ้งซ่าน ให้รู้ว่าฟุ้งซ่าน

ความรู้สึกมันเกิดก่อน... มีความสุข ให้รู้ว่ามีความสุข
ทุกข์ ให้รู้ว่ามีความทุกข์

กฏของการดูความรู้สึก.. ดูจิตดูใจตัวเราเอง
กฎข้อที่ 1 อย่าดักดู ให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยดู

กฎข้อที่ 2 พอเราเห็นสภาวะแล้ว อย่าถลำลงไป ดูเหมือนคนวงนอก ดูเหมือนไม่ใช่ตัวเรา 

เช่น เราเห็นความโกรธเกิดขึ้น เราเห็นความโกรธกับจิตนี้คนละอันกัน ความโกรธก็อยู่ส่วนหนึ่ง จิตใจที่เป็นคนดูก็อยู่อีกอันนึง ไม่ใช่อันเดียวกัน ดูแบบเป็นคนวงนอก ไม่เข้าไปคลุกวงใน

อย่างเวลาเรายืนบนตึก เราเห็นรถวิ่งอยู่บนถนน.. เราไม่โดดลงไปบนถนน เราเห็นภาพบนถนนชัดเจน

หรือเราอยู่บนบก เราไม่โดดลงน้ำ เราเห็นอะไรลอยในน้ำ  เราเห็นได้ชัดเจน... ถ้าเราโดดลงน้ำ เราไม่เห็นอะไรเท่าไหร่

งั้นเวลาเราจะดูจิตดูใจ... ดูห่างๆ อย่ากระโดดเข้าไป... 
นี่เป็นกฎของการดูจิตข้อที่ 2 ดูห่างๆ อย่าเข้าไปคลุกวงใน

กฎข้อที่ 3 ดูแล้วอย่าแทรกแซง
ดูแล้วเห็นเลย โอ้.. กิเลสเกิด ไม่ต้องหาทางดับนะ เราต้องการดูให้เห็นความจริง กิเลสเองก็ไม่เที่ยง กิเลสเองก็บังคับไม่ได้...

ไม่ต้องไปหาทางดับมัน ดูของจริงไปเรื่อย อย่าไปแทรกแซง ดูไปซื่อๆ ดูไปง่ายๆ 

ถ้าใช้หลัก 3 ข้อนี้ในการดูจิตดูใจ... 
อย่าไปรอดู... ให้ความรู้สึกเกิดแล้วค่อยรู้ 
ระหว่างรู้นะ อย่ากระโจนลงไป ดูแบบห่างๆ แบบคนวงนอก 

พอรู้แล้ว อย่าไปแทรกแซง อย่าไปยินดียินร้าย ดูด้วยความเป็นกลาง ถ้าดูได้อย่างนี้ เราจะเห็นความจริงของจิตใจได้ชัด ว่ามันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา แล้วมันก็บังคับไม่ได้

อย่าเราสั่งใจเราตอนนี้... ลองสั่งใจ  "จงมีความสุข ห้ามทุกข์" ... ทำได้ไหม... "ห้ามทุกข์ จงมีแต่ความสุข" ... ห้ามไม่ได้

บางคนมีปัญหาชีวิต เพื่อนก็มาปลอบ... เธออย่าไปคิดสิ เธออย่าไปคิด... เธอทำใจให้สบายสิ ...

คนปลอบนี่ไม่รู้จักหลักธรรมะ... ทำไม่ได้... เพราะว่ามันเป็น.. "อนัตตา" บังคับไม่ได้... 

จิตมันจะคิดน่ะ ห้ามมันได้ที่ไหน..
จิตมันจะทุกข์น่ะ ห้ามมันได้ที่ไหน

เราไม่เข้าไปแทรกแซงนะ
เราดูอยู่ที่เขาเป็นไปเรื่อย
เราจะเห็นเลยว่า... ไม่มีอะไรที่เราบังคับได้

ตรงที่เราเห็นว่า อะไรๆก็บังคับไม่ได้ เรียกว่าเห็นอนัตตา

ตรงที่เห็นว่าทุกอย่างมี แล้วก็หายไป เรียกว่าเห็นอนิจจัง


ถ้าดูกาย.. เราจะเห็นทุกข์ แล้วก็เห็นอนัตตาในแง่ที่ว่า มันเป็นวัตถุ ไม่ใช่ตัวเรา 

ถ้าดูจิตดูใจ เราจะเห็นอนิจจัง เห็นความไม่เที่ยง 

เราเห็นอนัตตาในแง่ที่บังคับไม่ได้ 

อนัตตามีหลายแง่ หลายแง่หลายมุม...

ถอดความจากคลิป: 

กฎ๓ข้อในการรู้สึกตัว หลวงพ่อปราโมทย์
https://www.youtube.com/watch?v=LRo_S44acGE





ทำดีอย่าอวดดี


"ทำดีอย่าอวดดี เราทำเพื่อให้ใจเราดี
มิใช่ทำเพื่ออวดใครว่าเราทำดีกว่าเขามันจะเป็นอุปกิเลส
เป็นเหตุให้ใจเศร้าหมอง เราทำความดีเพื่อให้ใจเราผ่องใส
แม้ว่าจะไม่มีใครเห็น ไม่มีใครชมก็ตาม"

พระครูภาวนาปัญญาดิลก (หลวงปู่มหาเจิม ปัญญาพโล)
วัดสระมงคล อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

+++++++++++++++++


“..มโนกรรม มโนความน้อมนึก เรานึกกรรมอันใดไว้
กรรมดีหรือกรรมชั่ว เราจะรับผลของกรรมสืบไป
กรรมดีน่ะเราจะรู้ได้อย่างไร..
ใจเราสงบดี มีความสุขความสบาย นี่แหละกรรมดี

กรรมไม่ดีเป็นยังไงเล่า..
ใจไม่ดี ทะเยอทะยานดิ้นรน ใจทุกข์ใจยาก
ใจเดือด ใจร้อน นี่กรรมไม่ดี
นำให้ทุกข์ นำให้ยาก ในปัจจุบันและเบื้องหน้า
ใครเป็นยังไง รู้จักตรงนี้แหละ ดีหรือไม่ดี
ให้ตรวจดูบุญของเรา ตรวจดูหัวใจของเรา....”

-หลวงปู่ฝั้น อาจาโร-

via fb.จิราพร บุญรอด

วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2558

อย่าจริงจังกับโลกเกินไป...


ในโลกมนุษย์นี้ เราจะหลบหนีจากคำตำหนิติเตียนไม่ได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าเองซึ่งเป็นจอมปราชญ์ทั้งหลาย ก็ยังถูกโลกติเตียนอยู่พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสเป็นพุทธภาษิตไว้ว่า...

นัตถิ โลเก อนินทิโต
แปลใจความว่า คนที่ไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก

เราจะให้สัตว์โลกปราศจากสิ่งดังกล่าวไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายก็อย่าพากันไปเอาเรื่องของโลกมาเป็นอารมณ์ของใจจะทำให้จิตใจของเรามัวหมอง

-หลวงปู่คำดี ปภาโส-

+++++++++++

อย่าระแวงคนอื่นยิ่งกว่าระแวงตัวเอง...
ถ้าจริงจังกับโลกเกินไป จะต้องตายเพราะความเศร้า
ชีวิตไม่พอกับตัณหา เวลาไม่พอกับความต้องการ
ที่พักครั้งสุดท้ายของชีวิตคือ... ป่าช้า

-หลวงปู่ขาว อนาลโย-

via fb.จิราพร บุญรอด

เกิดแล้วดับ


"เรามาอยู่ในของที่ไม่แน่นอนไม่จีรังยั่งยืน เกิดแล้วดับ เกิดแล้วดับ ก็ไม่มีอะไร จะเอาอะไรกับสิ่งเหล่านี้ เรากระวนกระวายกระเสือกกระสน หาวันยังค่ำ คืนยันรุ่ง...

 เมื่อหมดลมจะเอาอะไรไปนิดเดียวอะไรก็เอาไปไม่ได้เลยนะ ทิ้งไว้กับโลกนี่แหละ ไม่มีใครได้ ลูกก็ตายเป็น พ่อแม่ก็ตายเป็น ปู่ย่าตายายก็ตายเป็น จะตายช้าตายเร็วต่างกันก็เท่านั้นแหละ"

-หลวงปู่แสง ญาณวโร-
จากหนังสือพระธรรมคำสอนของหลวงปู่แสง ญาณวโร หน้า15



+++++++++++


"ใครจะดีอย่างไรจะชั่วอย่างไร ก็เรื่องของเขา 
เราดูเรื่องของเราดีกว่า"

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก

ใจส่งออก... ความสุข-ความทุกข์

ใจส่งออก
"...อันโทษของคนอื่นเห็นง่าย แต่ฝ่ายของตัวเห็นได้ยาก สิ่งที่เราทำผิดอยู่ ไม่รู้สึกตัว แต่ผู้อื่นทำเล็กๆ น้อยๆ ก็รู้ได้เข้าใจ นี่คือว่า ใจส่งออก ใจไม่สงบตั้งมั่น ใจไม่นึกถึงความตายที่จะมาถึงตน จิตมันวุ่นวายแส่ส่ายไปในแต่เรื่องภายนอก ไม่มารู้แจ้งรู้จักรู้จริงภายในตัวของตัวเอง ปล่อยให้ความประมาทมัวเมาเข้าทับถม จิตใจก็มืดมิดปิดบัง เมื่อมืดมิดปิดบังมากเข้าเท่าไหร่ ไม่มีทางรู้สึกตัวได้..."

ธรรมคำสอน
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ๑๐๐ ปี
++++++++++


ความสุขเก็บเกี่ยวได้ระหว่างทาง
ไม่จำเป็นต้องไปให้ถึงปลายทาง
แล้วจึง…มีความสุข


แต่คนส่วนใหญ่มักไม่มีความสุข
เพราะมุ่งแต่เก็บทุกข์ตลอดทาง

cr.FB/Krongchit Yaemtripat via Suban Kampaeng

วันอังคารที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2558

ไม่นานแล้วมันก็ผ่านไป...


วิธีภาวนาเมื่อเครียด...

อย่าไปเกลียดความเครียด 
ความเครียดเป็นสภาวะธรรมอันหนึ่ง
ห้ามไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่าไปเกลียดมัน 
เพราะยิ่งเกลียดมันยิ่งเครียดมาก

อย่างเราไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เราไม่ชอบ
ใจเราปฏิเสธ เราก็เครียด
แต่ถ้าใจเราเป็นกลาง
ความเครียดมันจะค่อยๆลดลง

แต่ถ้ามันเครียดมากๆ ก็ปลอบมันบ้าง
ท่องคาถาไว้ว่า...

ทุกอย่างในชีวิตเรานี่ ไม่นานมันก็ผ่านไป

ทำใจให้สบายๆ 
ห้ามมันไม่ได้หรอก ความเครียด ความทุกข์

บางคน อยู่ที่ทำงานก็เครียด พวกนี้ยังพอค่อยยังชั่ว บางคนอยู่บ้านก็เครียด เห็นหน้าคนในบ้านแล้วเครียดตลอดเลย ทุกข์ตลอดเลย ไม่รู้จะหนีไปไหน (หลวงพ่อรู้ได้งัยอ่ะ?)

ต้องมาฝึกฝนจิตใจของเราให้เป็นกลาง..
ก็ดูว่าเมื่อจิตใจเราไม่เป็นกลาง ใจเรามีโทสะอยู่เนืองๆ มีความไม่ชื่นใจ ไม่แช่มชื่น ให้เรารู้ทันไป...

เราดูกายนี้... เหมือนดูคนอื่น
ดูใจนี้... เหมือนดูคนอื่น

ช่วยมันดูไป บางทีถ้ามันไม่ไหวจริงๆ
 ก็ช่วยมันพิจารณา ว่าชีวิตนี้เหมือนความฝัน 
เหมือนเรากำลังฝันร้ายอยู่
ถึงเวลาหนึ่งมันต้องตื่นจนได้แหละ
ไม่มีความทุกข์ ที่ไม่ผ่านไปนะ

ในโลกนี้ความทุกข์ก็เหมือนกับความสุข
 มาได้ก็ไปได้

เพียงแต่ความทุกข์เกิดขึ้น เราอยากให้มันไปเร็วๆ
เราก็เลยทุกข์ทรมาณมาก

ให้ฝึกไปเรื่อย สอนมันบ้าง
ให้กำลังใจมันบ้าง
หรือไม่.. ดูคนอื่นบ้าง
คนอื่นทุกข์กว่าเรามีเยอะแยะเลย

คนที่มีความทุกข์มากกว่าเราเยอะแยะเลย
บางคนมีรู้สึกชีวิตนี้แย่มากเลย ชีวิตเลวทรามมาก ท้อแท้ใจ ลองหันไปดูคนอื่นบ้าง เราจะพบว่าเขาทุกข์มากกว่าเราเยอะแยะเลย 

พอเราเห็นอย่างนั้น เราจะมีกำลังใจนะ มีกำลังใจสู้ต่อ มาดูกายมาดูใจของเราไปเรื่อย เอาความทุกข์มาเป็นทรัพยากรของการปฏิบัติ 

เรื่องอะไรเราจะต้องจมอยู่ในความทุกข์ตลอดไป

เราพยามยามรู้สึกกายรู้สึกใจ ดูให้มาก...
วันหนึ่งเราก็ต้องผ่านมันจนได้แหละ 
ต้องทนเอา...


source.https://www.youtube.com/watch?v=CJ42UzfBPJo

ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวท


ต้องปฏิบัติให้มาก ถ้าไม่ปฏิบัติจะไม่เห็น



" ชีวิตเราเป็นเหมือนเทียน พอจุดแล้วก็มีแต่จะสั้นลงๆไปเรื่อยๆ อายุยาวขึ้นแต่ชีวิตมันสั้นลง ตัวเลขมันยาวขึ้น ตอนนี้ ๔๐ นะ ๕๐ นะ มันยาวขึ้นแต่ชีวิตมันสั้นลง
คือส่วนที่เหลืออยู่นี้จะน้อยลง สั้นลงไปเรื่อยๆ เวลาที่จะได้บำเพ็ญได้เจริญมรรคนี้จะน้อยลงไปเรื่อยๆ อย่าไปผลัดวันประกันพรุ่ง ควรรีบหันเข้ามาทางนี้ มีภารกิจการงานอะไรที่ปลดเปลื้องได้ ตัดได้ ก็ปลดเปลื้องมันไปเถิด ตัดมันไปเถิด ทำงานนี้ดีกว่า งานนี้เป็นงานที่แท้จริง งานอื่นทำไปก็เท่านั้นแหละ "
" เราต้องลุยต้องบุก อย่ารอให้กิเลสบุกแล้วค่อยสู้มัน ถ้ามันบุกแล้วจะสู้ไม่ได้ พอกิเลสออกฤทธิ์แล้ว เราจะอ่อนปวกเปียกไปหมดเลย
จะดื่มไอ้นั่นจะกินไอ้นี่ ก็ต้องยอมมัน เราต้องบุกด้วยการกำหนดปริมาณและตารางเวลา ว่าจะกินจะดื่มเท่าไหร่ เช่นกินมื้อเดียว อยากจะกินอะไรก็กินตอนนั้น เสร็จแล้วก็จบ ถ้าอยากจะดื่มอะไรก็ดื่มตอนนั้น เวลาอิ่มก็ดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียว ต้องกำหนดอย่างนี้ โทรทัศน์ก็ไม่ดูเลยขายทิ้งไปเลย ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการบันเทิงอย่าให้อยู่ใกล้ตัว บริจาคให้ทานไปเลย อย่างนี้ถึงเรียกว่าบุก เรียกว่าลุย
ถ้านั่งรอเดี๋ยวกิเลสก็มาชวนเราให้ดูเรื่องนั้นเรื่องนี้ เดี๋ยวก็เปรี้ยวปากอยากขบเคี้ยว พอเกิดความรู้สึกอย่างนี้แล้วมันจะสู้ไม่ได้ ถ้าอยากแล้วแต่ไม่มีอะไรให้ขบเคี้ยว ไม่มีอะไรให้ดู ก็จะไม่เป็นปัญหา
พวกเรายังไม่เห็นคุณค่าของความสบายใจกัน เพราะไม่ค่อยได้ดูใจ มัวแต่ไปดูสิ่งนั้นสิ่งนี้ มีคุณค่าอย่างนั้นอย่างนี้ ปล่อยให้ใจแห้งแล้งอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว หิว อยาก ไม่ดูที่ใจกัน ดูผิดที่
การบริกรรมพุทโธๆ หรือกำหนดกรรมฐานนี้ เป็นการดึงใจให้กลับเข้ามาดูใจว่า กำลังเป็นอย่างไร ควรได้รับการดูแลอย่างไร ต้องปฏิบัติให้มาก ถ้าไม่ปฏิบัติจะไม่เห็น "
# เทศนาธรรม ท่านพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต #
via fb.Loog Mhoo

วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2558

การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า



พุทธะ แปลว่า ผู้รู้

ในพจนานุกรม ฉบับบราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2555 (พิมพ์ครั้งที่ 2) ตรัส แปลว่า แจ้ง สว่าง  ชัดเจน
ตรัสรู้ แปลว่า รู้แจ้ง  แล้วที่นี้ ตรัสรู็ คือ การรู้แจ้ง อะไร............?

            ในวันวิสาข เป็นวันที่ พระพุทธเจ้า ตรัสรู้  แต่ในวันดังกล่าว ยังไม่มีใครในโลกทราบว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร จนกระทั้งมาถึงวันที่พระพุทธเจ้าเดินทางมาโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 โลกจึงได้เริ่มรู้ว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร แล้วพระองค์ก็เดินทางมาโปรดให้ทราบถึง อริยสัจ 4 ความหมายของคำๆ นี้ ก็คือ ความจริงอันประเสริฐ โดยมีอยู่ 4 ประการ คือ  ทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค 


 สิ่งที่ พระพุทธเจ้า ตรัสรู้
และกว่าที่พระองค์จะตรัสรู้ใช้เวลาเป็นปีๆ 

พระองค์ตรัสรู้เมื่อพระชนมายุ 35 พรรษา 
หลังจากทรงออกผนวชเมื่อพระชนมายุ 29
พรรษา หากนับตั้งแต่พระองค์ประสูติก็ใช้เวลา 
35 ปี หากนับจากทรงออกผนวชก็ใช้เวลา 6 ปี  

ในขณะที่พระพุทธเจ้าใช้เวลานานอยู่พอสมควร
กว่าพระองค์จะตรัสรู้  แต่เราๆ ท่านๆ ใช้เวลาเพียง
ไม่กี่วินาที เราก็รู้แล้วว่าความจริงอันประเสริฐ 4 
ประการนี้ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค

เราแทบไม่ต้องใช้แรงกายใดใดในการค้นหาความจริง
ทั้งหมดนี้  แต่ประเด็นต่อมาที่สำคัญ คือ เราจะใช้เวลา
อีกนานเท่าใด หรือ ถึงขนาดอีกกี่ชาติ จึงจะบรรลุถึง
ความจริงอันประเสริฐทั้ง 4 ประการนี้  



สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อริยสัจ 4 อันประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คืออะไร.....?
1. ทุกข์ หรือ ทุกขัง  จากหนังสือ ไตรลักษณ์ หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี ท่านระบุว่า

 “ ทุกข์ คือ ความทุกข์กายไม่สบายใจ   
ใครจะหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับทุกข์อันเกิดขึ้นกับตน ผู้เป็นต้นเหตุของทุกข์ไปไม่ได้..”   

ทุกข์ พบได้กับทุกสิ่ง ทุกอย่าง  รอบตัวล้วนเป็นทุกข์  ทุกข์เริ่มมีมาตั้งแต่ชีวิตจุติ จนชีวิตดับขันธ์
 

2. สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้ทุกข์ พูดง่าย คือ สาเหตุ ข้อนี้ ทำให้เราเข้าใจได้ถึงความเป็นวิทยาศาสตร์ของพุทธศาสนา คือ ความมีเหตุ  สามารถอธิบายเหตุ หรือ ที่มาเรื่องนั้นๆ  เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์  มีอะไรบ้าง ? ง่ายๆ ก็คือ เป็นทุกข์เรื่องอะไร  แล้วเรื่องอะไรเป็นเหตุ   แต่ที่นี่..ในแนวทางพุท-ธะ หรือ ผู้รู้ และ รู้แจ้ง  เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ พระพุทธเจ้าได้โปรดให้ทราบไว้ด้วย 

จากพระไตรปิฏก ฉบับที่ทำให้ง่ายแล้ว วรรคที่ 1 ชื่อ มูลปริยายวรรค (มูล หรือ ต้นเหตุ)  มูลแห่งทุกข์  เรื่องนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลาย เมื่อประทับอยู่ ณ โคนไม้พญารัง ป่าสุภคะ เมืองอุกกัฏฐา ใจความสำคัญ คือ ให้พิจารณาธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม หรือ ธาตุ 6 เพิ่ม อากาศธาตุ และ วิญญาณธาตุ อีก 2 อย่าง  นี่เรียกว่า ธาตุ หรือให้ความเข้าใจแบบง่ายๆ คือ ใน 1 ชีวิตมีธาตุเหล่านี้ประกอบอยู่ พระพุทธเจ้าให้พิจารณาธาตุ ก็เท่ากับว่า มูลแห่งทุกข์ คือ ธาตุเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ธาตุเหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในขันธ์ 5

ขันธ์ แปลว่า กอง หมวด หมู่  เราได้รับรู้ต่อๆ กันมาโดยมีพระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้ค้นพบ แล้วทำให้เราได้รับรู้ว่า ขันธ์ 5 ประกอบด้วย = )


1. รูป  คือ  สิ่งที่จับต้องได้ สัมผัสได้โดยประสาทสัมผัสทั่วๆไป เช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ผู้คน สัตว์ สิ่งของ ต้นไม้ ส่วนที่ผสมกันของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เช่น ผม หนัง กระดูก โลหิต ที่เราสามารถถูกต้องสัมผัสได้ เย็น ร้อน อ่อน แข็ง
2. เวทนา  คือ  อารมณ์สุข อารมณ์ทุกข์ อารมณ์เฉยๆ
3. สัญญา คือ  ความจำได้หมายรู้ อาทิ จำเรื่องราวในอดีต จำได้ว่า นี่เป็นใคร เป็นอะไร
4. สังขาร  คือ การปรุงแต่ง จิต ให้ ดี ชั่ว หรือ เป็น กลาง
5. วิญญาณ คือ  รับทราบสิ่งที่มาสัมผัส ทั้ง 6  หู  ตา  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ


          จากการบอกเล่าและได้มีการจดบันทึก พระพุทธเจ้าทรงพูดถึง ขันธ์ 5 ว่า เป็นสิ่งไม่เที่ยง อะไรที่ไม่เที่ยงก็จะเป็นทุกข์  หากไม่ต้องการมีทุกข์ และ/หรือ เป็นทุกข์  ก็ไม่ควรยึดมั่น  ถือมั่น  แล้วคิดและเข้าใจว่าเป็นตัว เป็นตน

นอกจากนี้ พระองค์ทรงบอกกับพระภิกษุว่า  “ ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็ทุกขสมุทัยเป็นไฉน  คือ   ตัณหาอันนำให้เกิดในภพใหม่.... มีปกติเพลิดเพลินยิ่งในภพหรืออารมณ์นั้น  คือ  กามตัณหา  ภวตัณหา   วิภวตัณหา  ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า ทุกขสมุทัย ”
ผู้เขียนขอพูดถึงความหมายของตัณหาทั้ง 3 ประการนี้สั้นๆ ว่า
  • กามตัณหา คือ ความอยาก ใน รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ หรือ สัมผัส
  • ภวตัณหา  คือ  ความอยากได้โน่นอยากได้นี่ ความอยากเป็นโน่นอยากเป็นนี่ 
  • วิภวตัณหา คือ  ความไม่อยากได้โน่น ไม่อยากได้นี่ ความไม่อยากเป็นโน่น ไม่อยากเป็นนี่ 

3. นิโรธ ง่ายๆ  คือ การดับ ดับอะไร ดับทุกข์  ดับกิเลส ดับตัณหา ดับขันธ์ 5 ดับอุปาทาน  อุปาทาน คือ  การยึดมั่นถือมั่น ยึดมั่นในกาย ในจิต  นิโรธ มีความใกล้ชิด กับ การปล่อยวาง  


4. มรรค คือ ทางหลุดพ้นจากทุกข์ และ หลุดพ้นโดยสิ้นเชิง ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินกันบ้าง ถึง มรรคมีองค์ 8 ความหมายก็คือ มรรค หรือ หนทางหนึ่งของการพ้นทุกข์ มี 8 ประการ คือ
  1. สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ เหมาะสมด้วยปัญญา
  2. สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ คิดพิจารณาในทางดีงาม
  3. สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ พูดสุภาพ พูดในสิ่งที่สร้างสรรค์ พูดในสิ่งที่ดีงาม
  4. สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติชอบ ดีงามทางกาย
  5. สัมมาอาชีวะ คือ การทำมาหากินอย่างสุจริต ไม่คดโกง เอาเปรียบผู้อื่น
  6. สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหะ พยายาม เพียรในกุศลกรรม
  7. สัมมาสติ คือ การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอ ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัว อยู่กับปัจจุบัน
  8. สัมมาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้นิ่ง สงบ ปราศจากกิเลสทั้งหลายทั้งปวง
          อย่างไรก็ตาม ทางหลุดพ้นจากทุกข์ ไม่เพียงการปฏิบัติในมรรคมีองค์ 8 เท่านั้น หากแต่ยังมีความรู้และการปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าทรงโปรดให้เราทราบ แล้วมีการเล่าต่อๆ กันมา แล้วมีการจารึกไว้ในพระไตรปิฎก ขอผู้อ่านอย่างเพิ่งท้อแท้กับการศึกษาหาความรู้ การค้นหาความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ แม้ว่าเราอาจจะไม่ถึงซึ่งคำว่า หลุดพ้น แต่คำสอนของพระพุทธเจ้า หรือ คำสอนของผู้รู้ที่เราได้มานี้เนื่องในวันวิสาข จะเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้เราพึงสังวร และเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างมีสติ สมาธิ และ ปัญญา

แหล่งที่มาของข้อมูล
  • http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/poonsak/budda/theme_2.html
  • http://buddhiststudy.tripod.com/ch2.htm
  • http://www.larnbuddhism.com/buddha/mahasa.html
สาธุ  สาธุ  สาธุ  อนุโมทามิ
ผึ้ง  สารพัดธรรม


source: http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=29748&t=news_special