วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

... ทางพ้นทุกข์ไม่ได้อยู่ที่ป่า ให้รู้ลงปัจจุบันไป


... ทางพ้นทุกข์ไม่ได้อยู่ที่ป่
ให้รู้ลงปัจจุบันไป

ภาวนานะอย่าไปเลือกสิ่งแวดล้อม
เราจำเป็นต้องอยู่ในบ้าน เราก็ภาวนาในบ้าน
เราต้องอยู่บนถนน ขับรถอยู่ ก็ภาวนาบนถนน
อยู่ที่ไหน...เราก็ภาวนาที่นั่น

Cr.หนังสือประมวลธรรมเทศนา เล่ม ๑
หน้าที่ ๕๐๔




cr.Suganya Jiumvirisatian
 on F
B

เราภาวนาเพื่อสู้กับความไม่รู้ของตัวเอง


เราภาวนาเพื่อสู้กับความไม่รู้ของตัวเอง
ไม่ได้สู้กับคนอื่นหรอก

บางคนภาวนาแล้วได้ผลเร็ว บางคนได้ผลช้า
ไม่ได้เอาไว้แข่งกัน
เราสู้กับความไม่รู้ของตัวเอง ความไม่รู้อริยสัจ

เพราะเราไม่รู้ความจริงของชีวิต
เราถึงต้องมีความทุกข์ขึ้นมา

ถ้าเมื่อไรรู้ความจริงของชีวิตอย่างแจ่มแจ้งว่า
กายนี้ใจนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆ มันจะปล่อยวาง
หลังจากนั้นเราจะมีชีวิตที่ไม่ทุกข์แล้ว

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช
๑๓ มีนาคม ๒๕๕๒
cr. Loey Tmc on FB

"โสดาปัตติมรรค เป็นอนันตริยกรรมฝ่ายดี"



"โสดาปัตติมรรค เป็นอนันตริยกรรมฝ่ายดี"

เจริญสติไว้นะ มีสติไว้ ความรู้สึกอะไรเกิดที่ใจคอยรู้ ความรู้สึกอะไรเกิดที่ใจคอยรู้ รู้บ่อยๆ รู้จนมันเคยชินที่จะรู้ ไม่ได้เจตนาจะรู้ ก็รู้ขึ้นได้เอง พอเราภาวนาถึงจุดที่ไม่เจตนาจะรู้ก็รู้ได้เอง ต่อไปเวลานิมิตไม่ดีเกิดตอนจะตายนะ สติเกิดเองเลย ถ้านิมิตดีเกิดนะ จิตใจก็ร่าเริงไป นิมิตไม่ดีเกิด จิตใจตกใจขึ้นมา จิตใจกลัวขึ้นมา มันเห็นปั๊บ ขาดสะบั้นเลยนะ

เป็นวิธีเอาตัวรอดของพวกเรานะ ถ้าหลายๆคนก็ยังทำบาปอยู่ ต่อไปก็ลดๆ นะ พยายามถือศีลห้าไว้ ใจมันจะรวมง่าย มีสมาธิเกิดขึ้นได้ง่ายๆ ถือศีลห้าไว้ แล้วก็ค่อยๆ ฝึกรู้ทันใจของตัวเองบ่อยๆ ใจของเราเปลี่ยนแปลงทั้งวัน เดี๋ยวก็สุข เดี๋ยวก็ทุกข์ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ชั่ว หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา คอยรู้อยู่เท่านี้แหละพอแล้ว เหลือเฟือแล้วนะ งั้นใจจะสุขก็รู้ ก็จะเห็นเลยว่า ความสุขมันมาแล้วมันก็ไป ใจจะทุกข์ก็รู้ ก็จะเห็นว่า ความทุกข์มาแล้วก็ไป ใจเป็นกุศลก็รู้ ใจโลภ โกรธ หลง ก็รู้ ก็เห็นอีกว่าทุกอย่างมาแล้วก็ไป เนี่ยมันเห็นซ้ำ ๆ ๆ นะ

บางคนมีบุญวาสนามาก ไม่ต้องเอาไปใช้ตอนตาย ตอนที่เราคอยรู้กายรู้ใจอยู่อย่างนี้ เราเห็นทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับไป ดับไป นะ สุข-ทุกข์ ดี-ชั่ว มาแล้วก็ไปหมด ใจมันเกิดปัญญาขึ้นมาอย่างแก่กล้า มันเห็นความจริงว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดดับไปเป็นธรรมดา ใจสรุปได้ ไม่ใช่เราสรุป ไม่ใช่ใช้สมองคิดเอง เนี่ย ใจมันเข้าถึงความจริง ใจมันยอมรับความจริง ตรงนี้นะ เป็นพระโสดาบัน

ถ้าได้โสดาบันเนี่ย ได้อนันตริยกรรมฝ่ายดีละ จะไม่ไปอบาย สบายหน่อย สบายใจได้หน่อย แต่ถามว่า แล้วกรรมฝ่ายชั่วที่เคยทำมาก่อนเป็นพระโสดาบัน มันจะให้ผลมั๊ย มันจะไปให้ผลหลังจากการเกิดแล้ว หมายถึงว่า มันอาจจะให้ผลในชีวิตนี้ก็ได้ ตอนนี้ก็เป็นชีวิตหลังที่เกิดมาแล้ว มันจะไม่ให้ผลในการพาไปเกิด เพราะอนันตริยกรรมการบรรลุโสดาฯเนี่ย เป็นอนันตริยกรรมฝ่ายดี เป็นตัวพาเราไปเกิด ไปเกิดเป็นมนุษย์ก็ได้ เป็นเทพก็ได้ เป็นพรหมก็ได้ แล้วแต่คุณภาพของจิตใจ ถ้าเราไปมีศีลมีธรรมอะไรอยู่อย่างนี้พอดีๆ อย่างนี้ ก็เป็นมนุษย์ไป หรือถ้าใจเป็นบุญเป็นกุศลมาก ร่าเริงในธรรมมาก ก็เป็นเทพไป ใจเราสงบมาก ก็ไปเป็นพรหมไปนะ ใจมันก็ไปตามกรรมพาไป ก็จะไม่ไปอบาย ก็ปลอดภัยหน่อย

เพราะฉะนั้นชาตินี้นะเพื่อความปลอดภัย ไม่ต้องซื้อประกันชีวิต พยายามเจริญสติให้มาก ถ้าใครขายประกันก็ไม่ว่านะ ใครจะซื้อก็ไม่ว่าหรอก หลวงพ่อพูดให้ฟัง เปรียบเทียบให้ฟัง ประกันชีวิตมันก็ตายอยู่ดีแหละ ก็ไม่แน่นอน ไม่รู้จะได้นานแค่ไหน ประกันไม่ได้จริงหรอก มันประกันว่าตายแล้วได้เงินต่างหาก ไม่ได้ประกันชีวิตหรอก ชีวิตเราไม่มีใครค้ำประกันได้ ไม่เหมือนได้โสดาบันนะ เรามีหลักประกันแน่นอนแล้ว

ถ้าก่อนเป็นโสดาบัน เจอใครแล้วด่าเขาไปเรื่อยๆ หรือชกเขาไปเรื่อยๆ ตีเขาไปเรื่อยๆ เคยลักเคยขโมย ตอนไปเกิด(หลังจากได้โสดาฯ – ผู้ถอด) ไปเกิดเป็นมนุษย์นะ เป็นมนุษย์แต่โดนเขาตีโดนเขาด่า โดนเขาขโมยอะไรอย่างนี้ ความชั่วจะตามไปให้ผลหลังการเกิดแล้ว ส่วนอนันตริยกรรมฝ่ายดี คือการเป็นโสดาฯ ให้ผลพาไปเกิดที่ดี ตัวนี้ให้ผลก่อน เพราะฉะนั้นพยายามพยายามพากเพียรนะ พยายามมีสติ รักษาศีล ๕ เอาไว้ให้ดีที่สุด เท่าที่จะทำได้ ฆราวาสรักษาศีล ๕ ยาก แค่ ๕ ข้อก็ยากแล้วฆราวาส ต้องพยายาม ต้องอดทนเอา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๒ เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๗
CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๕๗
File: 571012.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๐ วินาทีที่ ๕๓ ถึงนาทีที่ ๒๔ วินาทีที่ ๕๘
‪#‎หลวงพ่อปราโมทย์‬ ปาโมชฺโช
‪#‎วัดสวนสันติธรรม‬
‪#‎ธรรมะ‬ ‪#‎คำสอน‬

Cr. Villa Aden on FB

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

....วิธีฟังธรรมที่ดี




"....วิธีฟังธรรมที่ดี ( ตอนที่ ๑ ).."


วิธีฟังธรรมะที่ดี..ไม่ใช่ฟังไปคิดไป แต่ฟังไปแล้วรู้สึกตัวไป

มีความรู้สึกตัวนะ ฟังธรรมไป..สบาย 



อย่าห่วงว่าจะฟังไม่รู้เรื่อง สมองของเรากับจิตนั้นคนละอันกัน

เราจะไม่ได้ฟังธรรมด้วยสมองแล้ว ต่อไปนี้เราจะฟังธรรมด้วยจิต

เคยได้ยินไหมว่า ' จากจิตสู่จิต '

ถ้าจิตของเราประณีตพอนะ ธรรมะก็จะปรากฏขึ้นแก่จิตของเราเอง

หลวงปู่ดูลย์เคยสอนว่า ธรรมะ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ออกมาจากจิตดวงเดียวนั่นเอง...แต่เป็นจิตพระพุทธเจ้า มีธรรมะเยอะ

จิตพวกเราก็มีธรรมะได้ จิตของเราเองก็เป็นพุทธะ เป็นธาตุรู้อยู่แล้ว

จิตของเราเป็นธาตุรู้อยู่แล้ว

แต่เราถูกนิวรณ์ถูกกิเลสอะไรนี้มาห่อหุ้มไว้จนมันฟุ้งซ่าน

มันไม่สามารถแสดงคุณสมบัติคือความเป็นตัวรู้ของมันออกมาได้จริง

งั้นถ้าจิตของเราสงบ จิตของเราประณีต

จิตของเราอ่อนน้อมต่อพระธรรม จิตของเราเคารพรักต่อพระพุทธเจ้า

เราฟังธรรมด้วยความเคารพ ฟังธรรมไปด้วยใจที่สงบ ใจที่สบาย

ใจที่มีความสุข.. ไม่ต้องกลัวไม่รู้



พอเราฟังธรรมด้วยใจที่ดีพอ

ความรู้ความเข้าใจมันจะเกิดขึ้นในตัวเราเอง ในใจเราเอง

อันนี้เป็นเรื่องอัศจรรย์มากนะ เป็นเรื่องแปลก

ไม่เหมือนการเรียนวิชาทางโล

วิชาทางโลก อาจารย์สอนอะไรต้องตั้งใจฟังต้องตั้งใจเรียน

จดเอาไว้ คิดเอาไว้



การฟังธรรมภาคปฏิบัติจากครูบาอาจารย์เนี่ยท่านไม่ให้จดด้วยซ้ำไป

สมัยก่อนหนักกว่านั้นอีกนะ อัดเทปยังไม่ได้เลย ท่านถือว่าย่อหย่อน

ท่านให้ภาวนาไป ไม่ใช่ตั้งใจฟังท่านทุกคำพู



เรามาฝึกใจให้ตั้งมั่นให้รู้เนื้อรู้ตัวอยู่ ไม่ต้องกลัวไม่รู้

เมื่อไหร่เรื่องราวธรรมะที่ท่านเทศน์ มันพอเหมาะพอดีกับใจของเรา



สมมุติใจเราภาวนามาได้ระดับนี้ ถ้าธรรมะของท่านเทศน์อยู่ระดับนี้

ใจเราจะไม่เอา จะไม่รับ เราก็จะรู้สึกตัวของเราภาวนาของเราไปเรื่อย

หรือธรรมะของท่านเทศน์ตรงนี้ ใจเราอยู่แค่นี้ ใจเรายังรับไม่ได้

ก็ฟังไว้อย่างนั้นเอง



แต่ถ้าเมื่อไหร่กระแสธรรมะของท่าน ธรรมะของท่าน

มันตรงพอดีกับจุดที่เราติดขัดอยู่ เราจะเกิด ปิ๊ง ขึ้นมาในใจ

เราจะเข้าใจขึ้นในพริบตาเดียวเท่านั้นเอง เกิดความรู้ถูกเข้าใจถูกขึ้นมา



งั้นการฟังธรรมะไม่เหมือนฟังแลคเชอร์ ไม่ใช่ฟังไปคิดไป

เราฟังไปแล้วเราคอยรู้ทันจิตใจของเราไปเรื่อยๆ



ฟังไปแล้วจิตใจมีความสุข รู้ว่ามีความสุข

ฟังแล้วจิตใจสงบ รู้ว่าจิตใจสงบ

ฟังแล้วฟุ้งซ่าน รู้ว่าฟุ้งซ่าน..



ฟังแล้วสงสัย รู้ว่าสงสัย ตรงที่ฟังแล้วสงสัยเนี่ยคือฟังไปคิดไป

ถ้าไม่ฟังไปคิดไป ไม่สงสัย ความสงสัยเกิดจากความคิดทั้งหมดเลย



งั้นเราฟังไปด้วยความรู้สึกตัวนะ รู้สึกกายรู้สึกใจไป

เห็นร่างกายนั่ง ใจเป็นดู นั่งภาวนาของเราอย่างนี้แหล



แต่ถ้าเมื่อไรกระแสธรรมะมันตรงกับใจของเรา

ใจเราจะตื่นตัวขึ้นมาฟังธรรมะเอง จะขึ้นมาได้เองนะ ฟังเอง



พระธรรมเทศนาบางช่วงบางตอน


สวนสันติธรรม


วันอาทิตย์ ที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๕๕

หลวงพ่อ ปราโมทย์ ปาโมชฺโช (-/\-)

ขอขอบคุณที่มาข้อธรรม


http://www.dharmamag.com/index.php


มีการจัดรูปแบบเพิ่มเติมเพื่อความสะดวก


ขอบคุณที่มาภาพหลวงพ่อ บ้านจิตสบาย 


https://www.facebook.com/baanjitsabuy
 

· 

"ชีวิตเป็นของชั่วคราว...



"ชีวิตเป็นของชั่วคราว
หมดแล้วหมดเลยนะ
ชีวิตถัดไป ชาติถัดไป
จะได้เจอศาสนาพุทธหรือเปล่า..ไม่แน่
จะได้เป็นคนหรือเปล่า..ไม่แน่
ชาตินี้ได้ทุกอย่างพร้อมกันหมดแล้ว
อย่าให้เสียโอกาส
ต้องพัฒนาตัวเองให้ได้"


#หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
#วัดสวนสันติธรรม

source: Aden Organic Shopหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช on FB
 · 
 

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดก็คือสิ่งที่เรามักจะมองไม่เห็น...


สิ่งที่น่ากลัวมากที่สุดก็คือสิ่งที่เรามักจะมองไม่เห็น นั่นก็คือความคิด
-พระมหาสมปองตาลปุตฺโต-

วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วิธีที่จะเรียนรู้ความจริงของกายของใจ เพื่อไปปฏิบัติ









ถอดความจาก...คลิป YouTube หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช วัดสวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี แสดงธรรม ณ วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2556 https://www.youtube.com/watch?v=c5rAGD_06_0

วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วิธีภาวนาง่ายๆ

"สรุปการภาวนาง่ายๆ เลยนะ

1. รักษาศีล 5 


2. ทุกวันต้องแบ่งเวลาไว้ปฏิบัติ ทำในรูปแบบ
อย่างน้อย 15 นาที จะเป็นจะตายก็ต้องทำให้ได้
เป็นเวลาที่เราจะแทนคุณพระพุทธเจ้า


2.1 ถ้าวันไหนฟุ้งซ่านมาก
ก็ภาวนาให้จิตอยู่ในอารมณ์อันเดียว


2.2 วันไหนจิตมีกำลังมากพอ ให้รู้ทันจิตที่เคลื่อนไหว
จิตไหลไปแล้วรู้ จิตจะได้ตั้งมั่น


2.3 วันไหนจิตตั้งมั่นแล้ว แยกธาตุแยกขันธ์
ดูแต่ละธาตุแต่ละขันธ์มันทำงาน


3. หมดเวลาทำในรูปแบบ ก็เจริญสติในชีวิตประจำวัน
มีตาก็ดู มีหูก็ฟัง มีใจก็คิด มีจมูกก็ดมกลิ่น
มีลิ้นก็รู้รส มีร่างกายก็สัมผัส รู้ไป
รู้แล้วก็ให้เห็นความจริงของมันไป
ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา"


#หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
#วัดสวนสันติธรรม


cr.Aden Organic Shopหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช on FB


วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อย่าไปผูกใจเจ็บ ให้อโหสิกรรมเสีย




อย่าไปผูกใจเจ็บ
ให้อโหสิกรรมเสีย
ก็จะเป็นสุขกันทุกฝ่าย
- หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน -

วิธีปฏิบัติ...ตามรูปแบบ เพื่อเจริญสติ



ให้เราคอยรู้ทันความรู้สึกของเรา... 


เจอของอร่อย พอใจ เจอของไม่อร่อย ไม่พอใจ ใช่ไหม๊ ...ตา มองเห็น... ตามองเห็นไฟเขียว ความรู้สึกอย่างนี้...ตามองเห็นไฟแดง ความรู้สึกอย่างนี้...ตาเห็นสาวสวย ความรู้สึกอย่างนี้...อย่างเราเดินชมดอกไม้ ชมดอกไม้สวยๆ ในสวนสาธารณะ เดินไปๆ แล้วไปเหยียบ... ความรู้สึกเราเปลี่ยนไปทันทีเลย ใช่ไหม๊ หรือยังชื่นใจอยู่... หรือกลิ่นยังเสมอกัน...ไม่เป็นหรอก อย่าโกหกตัวเอง รู้ทันความรู้สึกของตัวเองไป...



ตาเห็นรูป ความรู้สึกเปลี่ยน...รู้ทัน
หูได้ยินเสียง ความรู้สึกเปลี่ยน...รู้ทัน



อย่างเราเดินๆ อยู่ได้ยินคนตะโกนมาข้างหลังเรา...ไอ้บ้า โกรธแล้วไหม๊...หันไป โอ๊ยเพื่อนรักเรา มันทักทายด้วยความรัก แทนที่จะโกรธ จากโกรธเปลี่ยนเป็นดีใจ มันเปลี่ยนได้ เราต้องคอยสังเกตุ บางทีเราอยากทำงานเร็วๆ ไม่อยากรับโทรศัพท์ เอาเสียงโทรศัพท์มาหงุดหงิด เวลาเราลุ้นรอแฟนจะโทรมาหาเรา ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดีใจใช่ไหม๊ พอรับปุ๊บเป้นคนอื่น หงุดหงิดแล้ว นี่แหละความรู้สึกมันเปลี่ยน

หูได้ยินเสียงความรู้สึกก็เปลี่ยน จมูกได้กลิ่น ความรู้สึกก็เปลี่ยน อย่างได้กลิ่นหอมชอบใจ ได้กลิ่นเหม็นไม่ชอบใจ บางคนได้กลิ่นหอมไม่ชอบนะ อย่างเวลาเราไปงานศพ เขาเอาน้ำอบไปรด ถ้าเราไม่เคยไปงานศพ ได้กลิ่นน้ำอบจะหอมนะ พอเขาเอาน้ำอบไปรดศพไม่ชอบใจแล้วนึกว่าผีมาเยี่ยม...ใจมันเปลี่ยน หรือเราไอยู่ในบ้านด้กลิ่นเน่าๆ นึกกังวลใจว่าตัวอะไรมาตายในบ้านเรา ถ้าเราไปอยู่ที่มืดๆ ได้กลิ่นเน่าๆ เรากลัวผี ความรู้สึกไม่เหมือนกัน ไม่ใช่กังวลใจกลายเป็นกลัว...

ความรู้สึกทุกชนิดนี้ เรารู้ได้อยู่แล้ว...หรือเวลาที่ใจเราคิด คิดไปเรื่องนี้มีความสุข คิดไปเรื่องนี้มีความทุกข์ ถ้าไปสังเกตุให้ดี สุขทุกข์ทางใจน่ะ  ตามหลังความคิดมานะส่วนใหญ่...ส่วนใหญ่ต้องคิดซะหน่อยนึง...หรือกิเลสทั้งหลาย โลภ โกรธ หลง ทั้งหลาย ตามหลังความคิดมาเป็นส่วนใหญ่

งั้นเราคอยรู้ทัน ..ใจไปคิด..ความรู้สึกมันเปลี่ยน..เรารู้  คิดเรื่องนี้มีความสุข คิดเรื่องนี้มีความทุกข์ บางคนคิดเรื่องเศร้าๆ แล้วมีความสุข เคยเป็นไหม๊ พวกสวมวิญญาณนางเอกน่ะ คิดอะไรเศร้าๆ แสบๆ เจ็บๆนะ แล้วก็มีความสุข พวกนี้เสี่ยงต่อการตกนรก เพราะว่าชอบทำใจให้เศร้า... ในยุคนี้เป็นทั้งผู้ชายผู้หญิง

นี่นะ ใจของเราพลิกแพลงที่สุดเลย คอยรู้ไป คอยรู้ความเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เพื่อจะบังคับ ไม่ใช่เพื่อเอาดี ไม่ใช่เพื่อเอาสุข ไม่ใช่เพื่อเอาสงบ เพราะอะไร เพราะความดีมันไม่เที่ยง ความสุขไม่เที่ยง ความสงบไม่เที่ยง 

ถ้าเราต้องการพ้นทุกข์จริงๆ เรามาดูการเปลี่ยนแปลงของกายของใจ เพื่อให้เห็นความจริง ไม่ใช่เพื่อเอาดี เอาสุข เอาสงบ อย่างเรานั่งหายใจออกหายใจเข้า เพื่อจะได้เห็นความจริงของร่างกาย เพื่อจะได้เห็นความจริงของจิตใจ ว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันบังคับไม่ได้ (อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา) ไม่ใช่นั่งไปเพื่อเอาความสุข เอาความสงบ เอาความดีอะไรทั้งสิ้น...









หลวงพ่อปราโมทย์แสดงธรรม ณ ชมรมธรรมปรีดา อาคารเล้าเป้งง้วน Full HD

https://www.youtube.com/watch?v=6B1ff3DPM9k

วันจันทร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2558

"การไม่กังวล การไม่ยึดถือ นั่นแหละวิหารธรรมของนักปฏิบัติ"


"การไม่กังวล การไม่ยึดถือ นั่นแหละวิหารธรรมของนักปฏิบัติ"

-หลวงปู่ดูลย์ อตุโล-

*********

หายใจเข้า... พุท... นับ 1
หายใจออก... โธ... นับ 2

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2558

"ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร ทำอย่างไรกับเรา อย่าหวั่นไหว เฉยไว้ก็ดีเอง"



"ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไร ทำอย่างไรกับเรา อย่าหวั่นไหว เฉยไว้ก็ดีเอง"

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สติ




https://www.youtube.com/watch?v=JnpbcH1ORU8

หลวงพ่อปราโมทย์ แสดงธรรม ณ ฐณิชาฌ์ เฮลท์ตี้ รีสอร์ท อัมพวา 29 เม.ย. 2558

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558

วิธีการที่จะทำให้เกิดสมาธิ

cr.pic: Twitter.Thairath_News

ถ้ามีสมาธิ... ยืนเดินนั่งนอน ก็มีสมาธิได้ทั้งสิ้น... สมาธิเป็นศัตรูกับความฟุ้งซ่าน... เมื่อไหร่ฟุ้งซ่าน เมื่อนั้นไม่มีสมาธิ เมื่อไหร่มีสมาธิ เมื่อนั้นไม่ฟุ้งซ่าน

วิธีการที่จะทำให้เกิดสมาธิ คือ ต้องขจัดความฟุ้งซ่านออกไป วิธีขจัดความฟุ้งซ่านที่ง่ายที่สุด ก็คือรู้ทันว่าใจกำลังฟุ้งซ่าน 

ถ้าเรารู้ทัน ว่ากำลังโกรธจะหายโกรธ...รู้ทันว่าโลภจะหายโลภ...รู้ทันว่าเสียใจจะหายเสียใจ...จะหายเอง

เมื่อใดมีสติ เมื่อนั้นจะไม่มีกิเลส นี่เป็นกฎของธรรมะ เป็นเรื่องจริง เป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้งมาก เมื่อไรเรามีสติอยู่ กิเลสจะเกิดไม่ได้ กิเลสเกิดตอนเผลอ เราขาดสติเท่านั้น แล้วเราคอยรู้ทัน 

มาฝึกมีสติ...ทำกัมมัฏฐานเสียอย่างหนึ่ง แล้วคอยรู้ทันจิตที่ฟุ้งซ่านไป จิตที่ฟุ้งซ่านส่วนใหญ่จะฟุ้งซ่านหนีไปคิด...

 อยากดูจิตที่หนีไปคิดไหม๊ ถ้าอยากดูจะพาดู...หลวงพ่อจะหยุดพูดชั่วคราว แล้วห้ามพวกเราคิดนะ เอ้าเริ่ม...

คิดไหม๊... ห้ามไม่ได้หรอก อย่าไปห้ามมันเลย เห็นไหม๊ จิตมันคิดนะ ด้วยวิธีการของเราก็คือ รู้ทันมัน เวลามันคิด เราจะรู้ทันได้ดีต้องมีเครื่องอยู่ คล้ายๆ มีแลนด์มาร์ก มีเครื่องสังเกตุ เพราะหลุดจากเครื่องสังเกตุจะดูง่ายเพราะหลงไปแล้ว

แต่ละคนไม่เหมือนกัน ทำกัมมัฏฐาน กัมมัฏฐานอะไรก็ได้ที่เราถนัด คนไหนถนัดรู้ลมหายใจ ก็เห็นร่างกายหายใจ ใจเราเป็นแค่คนดู ถ้าใจเราหนีไปคิดก็คอยรู้ทัน ถ้าใจเราไหลลงไป ฟุ้งซ่านไหลเข้าไปจับอยู่ที่ลมหายใจเราก็รู้ทัน คอยรู้ใจที่ไหลไป 

ทำกัมมัฏฐานเสียอย่างหนึ่งนะ แล้วคอยรู้ทันใจที่ไหล อันนี้ ทำให้เราเกิดสมาธิที่ดีขึ้นมา...

หนึ่งเรารู้ร่างกายหายใจ...ทุกคนลองดูนะ อย่าไปจ้องลมหายใจนะ... ให้เห็นร่างกายทั้งตัวนี้กำลังหายใจอยู่...เห็นด้วยความรู้สึก รู้สึกไหม๊ร่างกายหายใจอยู่

เอาใหม่...ทุกคนลองยิ้มหวานๆซิ...ยิ้ม คล้ายๆ สาวมาบอกรักเรา หรือหนุ่มมาบอกรักเรา เห็นร่างกายกำลังยิ้มไหม๊ เห็นร่างกายหัวเราะไหม๊ ...เห็นด้วยใจนะ เห็นด้วยความรู้สึก

ลองพยักหน้าซิ...เห็นไหม๊ ตัวนี้พยักหน้าอยู่ นี่เรารู้ด้วยความรู้สึกนะ แล้วเราหายใจไป เราเห็นร่างกายนี้หายใจ เรารู้สึกว่าร่างกายหายใจอยู่ 

อย่าไปจ้องใสลมหายใจนะ ส่วนใหญ่จะไปจ้องใส่ลมหายใจ แล้วจิตจะทื่อๆไป สงบแบบนั้นใช้ไม่ได้ สงบแบบเคร่งเครียด...

ลองรู้สึกสิ ...ร่างกายกำลังหายใจ ...รู้สึกแบบสบายๆ ...หัดรู้สึกอย่างนี้นะ แต่ถ้าใจมันแอบไปคิด ...มันไม่ยอมดูร่างกายมันหายใจ มันไปคิดเรื่องอื่น

...โอ๊ย เย็นนี้มีนัด พระท่านพูดมากไม่เลิกซะที...อย่างนี้นะ ใจเราฟุ้งไปแล้ว ใจเราโลภใจเราโกรธอะไรขึ้นมาคอยรู้ทัน 

เพราะฉะนั้น เราหายใจไปนะ เห็นร่างกาย หายใจไป แล้วก็คอยรู้ทันใจตัวเอง ใจเราฟุ้งซ่านหนีไปคิดแล้วเรารู้ทัน ใจไหลไปจ้องอยู่ที่ลมหายใจแล้วรู้ทัน

...ลองไปจ้องที่ลมหายใจซิ ทุกคนลองไปจ้องที่ลมหายใจ... จับอยู่ที่ลมหายใจ ลองดูนะ ลองดู...อืมม ใช้ได้แล้ว เห็นไหม๊ใจทื่อๆ เวลาใจไปจับ แม้กระทั่งจับลมหายใจนะ ใจจะทื่อๆ

 ลองเปลี่ยนใหม่... เห็นร่างกายหายใจ ใจเป็นแค่คนดู สบายๆ เห็นร่างกายมันหายใจ เห็นร่างกายมันนั่งก็ได้ เรากระดุกกระดิก หรือเห็นร่างกายเรากระดุกกระดิก ใจเราแค่เป็นคนดู สบายๆ

นี่ถ้าฝึกอย่างนี้นะ มันจะได้สมาธิที่ดีขึ้นมา สมาธิอันนี้ เอาไว้ทำงานได้สาระพัดเลย...อย่างเราทำงานบ้าน เรากวาดบ้านนะ เห็นร่างกายกวาดบ้าน ใจเราเป็นคนดู ไม่กลุ้มใจนะ ใจสบาย ใจมันมีสมาธิในทุกๆ อิริยาบท

เดินอยู่ก็เห็นร่างกายมันเดิน ใจเป็นคนดู ถ้าใจหนีไปรู้ทัน ใจฟุ้งซ่านแล้วรู้ทัน ใจก็สงบเป็นคนดูอยู่ จะนั่งอยู่ก็เห็น หัดหายใจอยู่ ใจหนีไปเรารู้ทัน ใจก็ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่หนีไป...สงบ ได้สมาธิ

นอนอยู่ก็ได้...เห็นร่างกายมันนอน หายใจไปเรื่อยๆ ใจหนีไปคิดเรารู้ทัน ใจมันก็ตั้งมั่น สงบขึ้นมา...สมาธิทำได้ทุกอิริยาบท

พวกเราไปชิน ดูหนังแบบโบราณ พวกฤาษี พูดถึงสมาธิที่ไร ต้องนั่งท่านี้ทุกที(ท่าขัดสมาธิ มือวางทับกันบนตัก)... ยังกะท่านี้ไม่มีสมาธิยังงั้นแหละ(ท่านั่งเอียงคอ มือเท้าคาง) 

มันมีสมาธิในทุกกระบวนท่า...สมาธิหรือไม่สมาธิ อยู่ที่จิต ถ้าจิตมันตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ตื่นผู้เบิกบาน ยังไงก็มีสมาธิ ถ้าจิตมันฟุ้งซ่าน ยังไงก็ไม่มีสมาธิหรอก 

เพราะฉะนั้น คอยรู้ทันจิตที่มันฟุ้งซ่านนะ ...สมาธิจะเกิด ฝึกเอานะ แล้วจะได้ประโยชน์มหาศาลเลย บางทีรู้ข้อสอบล่วงหน้าด้วยนะจะบอกให้ ไม่ต้องแอบดูคนอื่นเลย... ใจมันจะเด่นดวงขึ้นมา ฝึกไปเรื่อย ความทุกข์มันก็จะลดลงๆ....


ถอดความจาก...หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรม ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  วันที่ 20 ส.ค. 57 

https://www.youtube.com/watch?v=G8jj4VFFikg


กัมมัฏฐาน

[กำ-มัด-ถาน] น. ที่ตั้งแห่งการงาน, ควรแก่การทำงาน, งานในที่นี้หมายถึงการทำใจให้หลุดพ้น, กัมมัฏฐาน จึงหมายถึงการทำสมาธิหรือการสงบใจ ทางพระพุทธศาสนามี ๒ ลักษณะ คือ สมถกัมมัฏฐาน (การทำจิตให้สงบ) กับ วิปัสสนากัมมัฏฐาน (การ ใช้ปัญญาพิจารณากฎธรรมดา เมื่อจิตสงบ) ความหมายจาก พจนานุกรมแปล ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร(cr.dictionary.sanook.com)




ต้องชดใช้...


...หลักของธรรมะ ท่านสอนให้ดูตัวเอง




ถอดความจาก...

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช แสดงธรรม ณ ศาลาลุงชิน 17 พ.ย. 56

https://www.youtube.com/watch?v=OzZ7BsrL8rI


วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

อารัมมณูปนิชฌาน... ลักขณูปนิชฌาน...เตรียมจิตให้พร้อมก่อนเจริญปัญญา



ฌาน 2 (การเพ่ง, การเพ่งพินิจด้วยจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่ - meditation; scrutiny; examination)

       1. อารัมมณูปนิชฌาน (การเพ่งอารมณ์ ได้แก่ สมาบัติ 8 คือ รูปฌาน 4 และ อรูปฌาน 4 - object-scrutinizing Jhana)


       2. ลักขณูปนิชฌาน (การเพ่งลักษณะ ได้แก่ วิปัสสนา มรรค และผล - characteristic-examining Jhana)

       วิปัสสนา ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะพินิจสังขารโดยไตรลักษณ์


       มรรค ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะยังกิจแห่งวิปัสสนานั้นให้สำเร็จ


       ผล ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะเพ่งนิพพานอันมีลักษณะเป็นสุญญตะ อนิมิตตะ และอัปปณิหิตะ อย่างหนึ่ง และเพราะเห็นลักษณะอันเป็นสัจจภาวะของนิพพาน อย่างหนึ่ง
       

ฌานที่แบ่งเป็น 2 อย่างนี้ มีมาในคัมภีร์ชั้นอรรถกถา.

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

***************************


เตรียมจิตให้พร้อมก่อนเจริญปัญญา
https://www.youtube.com/watch?v=y3XaCokbjMI


วิธีดับทุกข์ทางใจด้วยการเจริญวิปัสสนาปัญญา


วิธีดับทุกข์ทางใจด้วยการเจริญวิปัสสนาปัญญา









วิธีดับทุกข์ทางใจด้วยการเจริญวิปัสสนาปัญญา
https://www.youtube.com/watch?v=wzW1vxBSsjE

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

วิธีฝึกสติ..ให้ได้ศีล สมาธิ ปัญญา


วิธีฝึกสติ..ให้ได้ศีล สมาธิ ปัญญา

...พวกเราต้องฝึกนะ ของดีของวิเศษไม่มีการร้องขอที่ไหนเลย เราต้องทำเอาเอง...

.. ถ้าดูจิตได้ ให้ดูจิตไปเลย ถ้าดูจิตไม่ได้ ให้มาดูกายก่อน เพราะอะไร กุศลเกิดที่จิต อกุศลเกิดที่จิต มรรคผลก็เกิดที่จิต งั้นถ้าดูจิตมันจะได้ครบเลยนะ สติก็ได้


วิธีดูจิตให้มีสติ... ให้ทำกัมมัฎฐานเสียอย่างหนึ่ง เช่น หายใจไป พุทโธ ไป อะไรก็ได้... จิตเคลื่อนเรารู้ ...จิตเคลื่อนเรารู้  


ต่อไป พอจิตมันเคลื่อน จิตมันจำสภาวะการเคลื่อนได้ ...พอจิตเคลื่อนปุ๊บ สติมันจะเกิด จะรู้ทันว่าเคลื่อนแล้ว ...แล้วก็พอสติรู้ทันว่าจิตเคลื่อน สมาธิจะเกิดขึ้นอัตโนมัติเลยนะ จิตจะตั้งมั่น คือจิตไม่เคลื่อนเลย  โดยที่ไม่เจตนา ..มันตั้งมั่นขึ้นมาเองเลย 


แม้แต่เราเห็นจิตขยับกุ็กกิ๊กๆ อย่าดูถูกนะ... บางคน หลวงพ่อสอนใหม่ๆ บางคนไม่เข้าใจดูจิต ว่าดูทำไม ดูจิตนี่... ขั้นแรกมันต้องดูกายสิ... อย่างนี้ภาวนาไม่รู้เรื่องหรอก หลวงพ่อเรียนกับครูบาอาจารย์หลายคนไม่เคยว่าหลวงพ่อเลย ... 


อย่างหลวงตา มหาบัว ชอบสอนพุทโธพิจารณากาย หลวงปู่เหรียญก็เหมือนกัน.. สอน พุทโธ พิจารณากาย


หลังๆ สอนดูจิตทุกองค์เลย หลวงปู่เทสก์ ก็สอนดูจิต ...หลวงตามหาบัวแก้กัมมัฏฐานดูจิตให้หลวงพ่อด้วยซ้ำไป...งั้นถ้าดูจิตได้ก็ดูจิตไป...


ถ้าดูจิตได้ให้ดูจิต ถ้าดูจิตไม่ได้ให้ดูกาย...ดุจิตไม่ได้ ดูกายไม่ได้ ทำสมถะ ...ดูกายเพื่อให้เห็นจิต ดูจิตเพื่อให้เห็นธรรม...เพราะฉะนั้นให้เห้นธรรมจริงๆ เห็นที่จิตนี่เอง


เพราะฉะนั้น ให้ทำกัมมัฏฐานเสียอย่างหนึ่ง ถ้าจิตหลงไปไหลไป จิตขยับเขยื้อนอะไร คอยรู้สึกไป ไม่ห้าม ไหลก็ได้ ขยับก็ได้ ต่อไปพอจิตเคลื่อนปุ๊บ จะรู้สึก...เคลื่อนปุ๊บ รู้สึก


แต่ถ้าดูจิตเคลื่อนไม่เป็นนะ จิตที่เคลื่อนนี้เป็นโมหะ เป็นจิตที่ดูยากที่สุด จิตตระกูลโมหะดุยากที่สุดนะ อย่างร่างกายนี้ อานาปานะสติ ลมหายใจละเอียดที่สุด ดูยากกว่าอย่างอื่น


ถ้าตัวที่ดูง่ายของร่างกายนี้ก็คือ การเคลื่อนไหว... ดูง่าย ถ้าลมหายใจก็ดูยาก 


ถ้าดูจิต จิตที่มีโมหะ (จิตหลง) นี่ ดูยากที่สุด คือจิตที่ฟุ้ง จิตที่เคลื่อน ดูยากที่สุด ถ้าตรงนี้ไม่เห็นไม่ต้องตกใจ 


จิตที่ดูยากอันดับ 2 รองลงมาคือ จิตที่มีราคะ (...จิตโลภ) ดูยากที่สอง


ส่วนจิตที่ดูง่ายที่สุด คือ จิตโกรธ  (จิตที่มีโทสะ) จิตโกรธ เป็นจิตที่หยาบที่สุด


ระหว่างจิตโลภกับจิตโกรธ อันไหนหยาบกว่ากัน นึกออกไหม๊  เวลาจิตโลภ จะไปขโมยของๆเขา ย่องๆ นะ เวลาโกรธ ก็ทะลึ่งตึงตังไล่เตะไล่ตบเลยใช่ไหม๊ มันหยาบกว่ากัน


จิตมีโมหะ(หลง) ..นี่นะ มันเนียน เช่น นั่งอยู่เฉยๆ ใจลอย.. แหมมีความสุข ใจลอย เพลินไปนะ ใจลอยไม่รู้เนื้อรู้ตัว วันๆหนึ่ง ดูยาก 


เพราะฉะนั้น ถ้าเราทำกัมมัฏฐานดูตัวเอง...อย่างหลวงพ่อทำกัมมัฏฐานทำอานาปนะสติ...เวลาเจริญปัญญา หลวงพ่อดูจิต...พวกเราไม่ต้องเหมือนหลวงพ่อ เราดูตัวเองว่าเราเหมาะกับกัมมัฏฐานอะไร ถนัดดูกายใช้หมวดไหน หรือจะเห็นชัด ก็เอาอันนั้น


ถ้าถนัดดูจิต ถ้าดูโทสะได้อย่างเดียว ก็ดูโทสะไป ถ้าราคะมันเด่นก็ดูราคะไป ถ้าราคะโทสะไม่แรง จิตขยับคลิ๊กๆ ก็เห็นได้นะ ก็ดูตัวนี้ไปเลย พวกเราส่วนใหญ่จะโทสะแรง...ยุคของเราจะเป็นยุคโทสะแรง เราหนีนรกมาเกิดกัน (หลวงพ่อยิ้ม..หัวเราะเชียว) ส่วนใหญ่ภูมิเดิมเรามันหงุดหงิด


สังเกตไหม เราช่วยกัน เรามาจากที่ต่ำนะ ใจเราเร่าร้อน เราก็มาสร้างบ้านเมืองให้เหมือนที่เราคุ้นเคย...เราไม่ได้ชินถือศีลฟังธรรมนะคนส่วนใหญ่น่ะ ไม่ได้มาจากข้างบนนะ มันเคยชินทำร้ายเบียดเบียนกัน ผิดศีล ผิดธรรมกันมา มันก็เป็นไปตามความเคยชิน ก็ช่วยกันสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา นี่หลวงพ่อไม่ได้พูดเองนะ เมื่อ 30 ปีก่อนครูบาอาจารย์ท่านเคยบอก...


ท่านบอกว่า...เอ้อเราดูไปนะ ตอนนี้สัตว์ในนรกนี่ มันจะขึ้นมาเกิดเยอะมากเลย ต่อไปบ้านเมืองมันจะร้อนนะ มันจะเบียดเบียนกัน นิพพานได้ก็ให้นิพพานไปเถอะ...ท่านพูดง่ายนะ เราเองก็คงมาจากนรกเหมือนกัน (ฮา) มันก็ยังไม่นิพพานเร็ว


นี่เราเป็นคนขี้โกรธ อย่าเสียใจ จงภูมิใจเสียเถิด ว่ามีบุญหนักหนานะ ได้กัมมัฏฐานง่าย เอ้อ เห็นไหม๊ รู้จักมองโลกในแง่ดีมีความสุข...ต่อไปก็หัดมองโลกตามความเป็นจริง...จะพ้นทุกข์


มองโลกแง่ดี...โทสะเยอะ โทสะนี้ดูง่าย โกรธปุ๊บรู้สึก โกรธปุ๊บรู้สึก ทีแรกก็ต้องโกรธแรงๆ ถึงจะรู้ โกรธแบบเลือดขึ้นหน้า แล้วถึงจะรู้ ต่อมาขัดใจเล็กๆ ก็จะเห็นแล้ว ขัดใจนิดนึงก็เห็นแล้ว ไม่แช่มชื่นใจ ความไม่แช่มชื่นใจสักนิดเดียวก็โทสะ นะ เป็นตระกูลโทสะแล้ว...


พวกเราสังเกตตัวเองลึกๆ มีความไม่แช่มชื่นใจอยู่บ้างไหม... ข้างนอกฟังเทศน์ฟังธรรมร่าเริง ลึกลงไปกังวลอยู่ มีความกังวล มีความเศร้าหมอง มีความเครียดซ่อนเร้นอยู่ ตัวจริงอยู่ที่นั่น ตัวปลอมโชว์ออกมา

พยายามดู ค่อยๆ สังเกต ลอกเปลือกออกมา เอาตัวจริงออกมาดูให้ได้ แต่ไม่ใช่ปล่อยให้มันขึ้นมาแล้วก็ออกมาอาละวาดนะ มันขึ้นมาแล้วคอยรู้เอา

อย่างแต่ละคนว่าตัวเองดี ตัวเองวิเศษ พอมาภาวนากับหลวงพ่อสักพักเดียวนะ บอกเลยว่า ตัวเองกิเลสเยอะจริงๆ เพราะเมื่อไรเราเริ่มมีสติปัญญานะ เข้าไปขุดคุ้ย เข้าไปรู้ทันจิตใจตัวเอง ถ้าเราไม่รู้นี่ เราก็นั่งทับสิ่งสกปรกอยู่ เราไม่รู้ เหมือนบางคน เก้าอี้มันเปื้อนอึอยู่... เราไม่รู้ เราไปนั่ง มันเหม็นขี้แมวที่ไหนว้า นั่งทับอยู่ มันไม่เห็นน่ะ...

เวลาภาวนาไม่เป็น กิเลสมันมีอยู่ แต่มันมองไม่เห็น ต้องหัดสติให้เป็นตัวรู้ทัน ว่ามีอะไรเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นอาศัยฝึกไปเรื่อยๆ วันไหนขี้โกรธก็ดู ใจโกรธขึ้นมาก็รู้   ทีแรกต้องโกรธแรงๆถึงรู้   ต่อไปโกรธนิดหน่อยก็รู้ ต่อไปหงุดหงิดก็รู้

ใครขี้งอนบ้าง ขี้งอนก็ตระกูลโทสะนะ กังวลก็โทสะ ขี้เหนียว



 .


จิตเดี๋ยวก็ปรุงดี เดี๋ยวก็ปรุงชั่ว เดี๋ยวก็เห็น จิตที่ดีเกิดแล้วก็ดับ จิตที่ชั่วเกิดแล้วก็ดับ .....





ถอดความส่วนหนึ่งจาก>> หลวงพ่อปราโมทย์ แสดงธรรม ณ ศาลากาญจนาภิเษก (ศาลาลุงชิน) 17 พ.ค. 2558

https://www.youtube.com/watch?v=7CL-3adiIWw