วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

การปฏิบัติค่อยๆ ศึกษาไป..ไม่มีใครสอนธรรมะเราได้


การปฏิบัติค่อยๆ ศึกษาไป
คอยดูของจริงในใจของเราเรื่อยๆ 
ไม่มีใครสอนธรรมะเราได้
แต่สภาวธรรมที่ผุดขึ้นมาในกายในใจอันนี้แหละ
คือครูที่จะสอนเรา

คนอื่นสอนไม่ได้
หลวงพ่อก็สอนไม่ได้
พระพุทธเจ้ายังบอกว่าท่านก็เป็นแค่คนบอกทาง
บอกทางก็คือให้มารู้กายมารู้ใจ
เรียกว่ารู้ทุกข์

รู้ทุกข์แจ่มแจ้งก็ละสมุทัย
ละสมุทัยจิตก็ไม่ดิ้นรน
เข้าถึงสันติสุขที่เรียกว่านิโรธหรือนิพพาน
นี่ท่านบอกทางให้
เรามีหน้าที่เดินทางเอาเอง
แล้วไปเรียนรู้ของจริงเอาเอ

ธรรมะของใครของมัน
ธรรมะที่หลวงพ่อพูดให้ฟังมันก็ธรรมะของหลวงพ่อ
ของเราก็ต้องมีธรรมะเฉพาะตัวของเราเอง
ไม่ลอกเลียนแบบกัน ดูจากของจริง

Cr.หนังสือประมวลธรรมเทศนา หน้าที่ ๓๑๕ via page 
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

วันพุธที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2559

พิจารณากาย พิจารณาใจ


(มีโทสะ อยากให้หาย..)
ให้รู้เอา (ว่า) ทำไมจะต้องดีด้วย
ที่จริงโลภ..
ดูไปเรื่อยๆ ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา
สอนมันไป
ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา อยู่ไม่นานก็แตกดับ
ความรู้สึกทั้งหลาย อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป
ทุกสิ่งมีแต่ของชั่วคราว ขึ้นมาชั่วคราวแล้วก็หายไปหมด
สอนไปเรื่อยๆ แล้วจะดี
(เราสอนจิตเราเอง)
สอนจิตไป สอนมันไป อบรมมันไป
ดูสิร่างกายนี้อยู่ชั่วคราว ไม่นานก็แตกดับ
สอนมันไปเรื่อยๆ ดูอย่างนี้เรื่อยๆ
ความรู้สึกทุกชนิดในจิตใจ อยู่ชั่วคราว แล้วต้องก็หายไป
พวกติดเพ่งต้องใช้การคิดพิจารณา

พิจารณาลงที่กาย ที่ใจ อย่างนี้แหละ

ค่อยๆฝึกจิตใจอยู่กับเนื้อกับตัวให้บ่อยขึ้น


ค่อยๆฝึกจิตใจอยู่กับเนื้อกับตัวให้บ่อยขึ้น
ดูกายไม่ใช่เราไปเรื่อยๆ
ดูกายบ่อยๆ แล้วเราจะเห็นกิเลสชัด...

-หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช-


(source.https://www.youtube.com/watch?v=kUz44NC4778)

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559

" สิ่งที่เรารัก คนที่เรารัก... "

" สิ่งที่เรารัก คนที่เรารัก
มาแล้วก็ไป มันเป็นเรื่องธรรมดา "
🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼

เวลาเรามีคนที่เรารัก อยู่กับคนที่เรารัก
เราอยากให้คนที่เรารักอยู่กับเราตลอดไป
มันก็อยู่ไม่ได้
ถ้าใจของคนที่ไม่เคยภาวนานะ
พอคนที่เรารักตายไปหรือคนที่เรารักจากไป
เราก็กลุ้มใจเสียอกเสียใจน้ำตานองหน้า

ถ้าหากเราภาวนามากพอเรารู้เลยว่า
ความรู้สึกรัก ความรู้สึกเกลียด
ความรู้สึกทุกข์ ความรู้สึกสุข เป็นของชั่วคราว
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรารัก คนที่เรารัก
มาแล้วก็ไป มันเป็นเรื่องธรรมดา
จิตใจมันจะไม่หวั่นไหว

🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼🌼
กราบหลวงพ่อปราโมทย์ด้วยความเคารพอย่างสูง

Cr.หนังสือธรรมะภาคปฏิบัติ หน้าที่ ๑๐

via page: หลวงพ่อปราโมทย์ ปราโมชโช

วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2559

"ตั้งใจภาวนานะ ชีวิตจะได้ดีขึ้น มีความสุข



"ตั้งใจภาวนานะ ชีวิตจะได้ดีขึ้น มีความสุข
คนภาวนานะ ยิ่งนานไป
ดอกผลของการภาวนามันมีนะ
ยิ่งภาวนาไป จิตใจยิ่งมั่นคง
แข็งแรงเติบโต เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต
ความทุกข์น้อยลง ๆ
เนี่ยเป็นดอกผลของการภาวนา
ไม่ทุกข์ต้องฝึกเอา ของฟรีไม่มี
ของดีต้องทำเอา
ขนาดความชั่วยังต้องทำเองเลย
อยู่ ๆ คนเค้ามาตั้งให้เราชั่วไม่ได้
เราต้องทำเอาเอง"

"การให้อภัย"



***หลายคนสงสัยว่า หากคนๆหนึ่งทำเลวกับเราไว้มากๆ แล้วเราจะไปเมตตาหรือให้อภัยเขาลงได้อย่างไร...***
ที่ถามมาเช่นนั้น เพราะสิ่งที่หลายคนยังไม่ทราบก็คือ "การให้อภัย"
ไม่ใช่การกระทำเพื่อสร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนที่เราเกลียด
แต่เป็นการกระทำเพื่อสร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้กับตัวเราเอง...
เวลาที่เราเกลียดใคร คนที่ได้รับผลเสียทันทีคือตัวเรา
เพราะสารพิษต่างๆและสารเคมีแห่งความเครียดที่เรียกว่า "คอร์ติโซล"
จะหลั่งไหลออกมามากมายในสมองของเราเอง
...ไม่ใช่ในสมองของคนที่เราเกลียด
เวลาที่เราให้อภัยใคร คนที่โชคดีทันทีคือตัวเรา
เพราะสารเคมีแห่งความสุขที่เรียกว่า "เอ็นดอร์ฟิน" และ "เซโรโทนิน"
จะหลั่งไหลออกมามากมายในสมองของเราเอง
...ไม่ใช่ในสมองของคนที่เราให้อภัย
...เกลียดเขา เรากลับป่วยง่าย และตายเร็ว
...เมตตาเขา เรากลับสุขภาพดี และมีอายุยืน
...เกลียดเขา เราทุกข์
...เมตตาเขา เราสุขเอง
นี่แหละคือความหมายอันลึกซึ้งของ "ธรรม" ที่เรียกว่า
"มโนกรรม"
ซึ่งแปลว่า...
"กรรม ที่กระทำด้วยจิตใจ"
จำคำที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้เถิดว่า...
“เจ้าจะไม่ถูกลงโทษ เพราะเจ้าโกรธ
แต่เจ้าจะถูกลงโทษ โดยความโกรธของเจ้าเอง”
***เลิกหยิบขวดยาพิษขึ้นมาดื่ม
แล้วหวังว่าคนอื่นจะตายเถอะนะครับ***
จากหนังสือ "กรรมตามสมอง" (Best Seller)

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559

อานาปานสติ ตามแบบพระพุทธเจ้า



อานาปานสติ ตามแบบพระพุทธเจ้า

เมื่ออานาปานสติสมบูรณ์ แล้วสติปัฏฐาน(กายเวทนาจิตธรรม)ก็สมบูรณ์ แล้วโพชฌงค์ก็สมบูรณ์ แล้ววิชา(ตรัสรู้)ก็สมบูรณ์ แล้ววิมุตติ(หลุดพ้น)ก็สมบูรณ์ นั่นแหละ คือการบรรลุมรรคผล ย่อมบรรลุอรหัตตผลในทันทีในปัจจุบัน ถ้าไม่เช่นนั้นย่อมบรรลุอรหัตตผลในการแห่งมรณะ ในเวลาดับจิต หรือไม่เช่นนั้นเป็นอย่างน้อยสุด บรรลุอานาคามีแต่ละประเภท สามารถรู้วันตายภายในวินาทีนั้น ความหวั่นไหวแห่งกาย ความหวั่นไหวโยกเยกแห่งจิตไม่มี เจริญให้มาก นั่งนิ่งเหมือนดั่งรูปปั้นสลักหิน
ให้บัณฑิตกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งทุกลมหายใจเข้าออก ในอานาปานสติ ๑๖ ขั้น แต่ละขั้นๆ ส่วนขั้นที่ ๑๕ คือกำหนดการดับลงของกิเลสและความทุกข์ โดยการวางสุข จึงดับซึ่งทุกข์ จึงเป็นนิโรธ จากนั้นแล้วให้สลัดคืนลมหายใจหรือจิตใจนี้ ในอานาปานสติขั้นที่ ๑๖ ขั้นสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คืนให้เจ้าของเดิมคือ คืนกลับไปให้กับธรรมชาติ ย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวตนได้เลย
เมื่อสมาธิกับปัญญาอยู่ด้วยกัน กลมกลืนในขณะเดียวกันพร้อมเป็นปฏิเวธ จึงเปล่งเสียงอุทานว่า “สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ” ตลอดเวลา เป็นมหานิพพานโดยแท้จริง เหตุเพราะว่า จิตใจนั้น หากเป็นลม อันเกิดอยู่สำหรับโลก ไม่ใช่จิตใจของเรา ซึ่งโลกเขาตั้งแต่งไว้ก่อนเรา เราจึงเข้ามาอาศัยอยู่กับด้วยลม จิตใจ ณ กาลภายหลัง
ถ้าหากเป็นจิตใจของเรา ที่พาเอามาเกิด ครั้นเกิดขึ้นแล้ว ใจนั้นก็หมดไป ใครจะเกิดขึ้นมาได้อีก นี้ไม่ใช่จิตใจของใครสักคน เป็นของมีอยู่สำหรับโลก ผู้ใดจะเกิด ก็ถือเอาลมนั้นเกิดขึ้น ครั้นได้แล้วเป็นจิตของตน ที่จริงเป็นของสำหรับโลกทั้งสิ้น ถ้าวันใดเราเห็นว่า จิตกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ เป็นสิ่งเดียวกัน วันนั้นจะพ้นทุกข์
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าดีแล้วหนอ
ความไหวต่อกายและใจไม่มีหนา
แก่ผู้ที่ดับกิเลสด้วยปัญญา
คือเจริญ “อานาปานสติ” อย่างมั่นคง
พระกัปปินะยินแล้ว (จึง) ประกาศว่า
การเจริญอานาปานสติมิมีหลง
เป็นคำสอนของพระศาสดามาโดยตรง
จิตดำรงคงสติมิแกว่งไกว
หากผู้ใดเจริญอานาฯ สมบูรณ์ดี
ทำตามที่พระองค์ทรงวางให้
จิตจะผ่องดุจจันทร์ผันอำไพ
โลกนี้ไซร้ (ก็) ใสสุกทุกทิศา ๚
พระมหากัปปินะมิว่าอยู่แห่งใด
ท่านจักได้เปล่งเสียงอุทานหา
“สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ” ตลอดเวลา
ภิกษุพากันหวั่นวิตกใจ
เพราะคิดว่า (พระเถระ) นึกถึงสมบัติเก่า
จึงพากันเข้าเฝ้ากราบทูลไซร้
แม้พระองค์ทรงรู้แจ้งเหตุเป็นไป
แต่ยังรับสั่งให้เรียกพระเถระมา
พระองค์ทรงตรัสถามถึงสาเหตุ
พระกัปปินะตอบเจตน์แห่งกังขา
ท่านเอิบอิ่มปริ่มสุขด้วยธรรมา
ใช่มหา-สมบัติที่เคยมี
พระพุทธองค์จึงตรัสแก่ภิกษุว่า
สุขจากธรรมนำมาพาผ่องศรี
พระกัปปินะเป็นผู้ประพฤติดี
เป็นผู้ที่ปรารภถึง “อมตมหานิพพาน”...ดังนี้

(cr.page: หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช at Mar 27, 2016)

วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ผู้อ่อนแอ มักตกอยู่ใต้อำนาจความชั่ว



อวิทฺทสู มารวสานุวตฺติโน=ผู้อ่อนแอ มักตกอยู่ใต้อำนาจความชั่ว
- TriPiDok -

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

"เคล็ดลับของการดูจิต ๓ ขั้นตอน"


"เคล็ดลับของการดูจิต ๓ ขั้นตอน"
เอา.. ต่อไปหลวงพ่อจะสอนปิดท้ายนิดหนึ่ง เป็นเคล็ดลับของการดูจิต พวกเราเคยได้ยินคำว่า “ดูจิต” มั้ย ยุคนี้ใครไม่ได้ยินนะ เรียกว่าเชยแหลกเลย บางคนดูยังไม่เป็นหรอกนะ ก็ยังอุตส่าห์บอกว่าดูจิต ใครไม่ดูจิตเรียกว่าล้าสมัยจริงๆเคล็ดลับของการดูจิตเนี่ยไม่ยากเท่าไหร่ มีอยู่ ๓ ขั้นตอนนะ

การดูจิตไม่ใช่ทั้งหมดของการปฏิบัตินะ บางคนดูกายก็ได้ บางคนดูเวทนาก็ได้ บางคนดูจิตก็ได้ แต่พวกเราเป็นคนในเมือง กรรมฐานที่เหมาะกับคนในเมืองคือการดูจิต ไม่ใช่หลวงพ่อพูดเองนะ หลวงปู่ดูลย์เคยสอนไว้

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๖ วันหนึ่งหลวงพ่อนั่งอยู่กับหลวงปู่ดูลย์ จู่ๆท่านก็พูดขึ้นมานะ ต่อไปการดูจิตจะรุ่งเรืองในเมือง ตอนนั้นเราไม่เชื่อนะ จะรุ่งเรื่องจริงเร้อ มันน่าจะรุ่งริ่งมากกว่า ไปไหนก็ไม่เห็นมีใครรู้จักดูจิตเลย แล้วเมื่อสักอาทิตย์ สองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ หลวงพ่อไปเยี่ยมครูบาอาจารย์องค์หนึ่ง ลูกศิษย์หลวงพ่อชา ท่านก็บอกว่า โอ้..อาจารย์ปราโมทย์สอนให้คนดูจิต ดีนะ หลวงพ่อชาเคยบอกท่านไว้ว่า คนในเมืองน่ะ พวกปัญญาชน พวกคนในเมือง อะไรพวกนี้นะ อย่าไปสอนเรื่องอื่นเลย สอนให้ดูจิตไปเลย แต่ต้องดูด้วยความเป็นกลาง

เพราะฉะนั้นเราดูจิตไปนะ แล้วจิตไม่เป็นกลางคอยรู้ทันไว้ ดูด้วยความเป็นกลาง จิตดีก็รู้ไป ไม่ต้องไปชอบมัน จิตร้ายก็รู้ไป ไม่ต้องไปเกลียดมัน รู้อย่างเป็นกลางไปเรื่อย แค่นี้เอง นี่คือคำว่า “ดูจิต” ดูจิตก็คือ จิตใจเราเป็นอย่างไร รู้ ว่าเป็นอย่างนั้น

ทีนี้เราจะดูจิตให้เห็นว่าจิตเป็นอย่างไรรู้ว่าเป็นอย่างนั้นได้เนี่ย มันมี ๓ ขั้นตอน

๑.) ขั้นตอนที่ ๑ ก่อนจะดู อย่าอยากดูแล้วไปรอดู เวลาพวกเราคิดถึงการดูจิต พวกเราจะไปดักดูไว้ก่อน ไหนดูสิ หายใจไป แล้วดูสิ จิตจะกระดุกกระดิกเมื่อไหร่ จ้องๆๆ จิตจะนิ่งไปเลย ไม่มีอะไรให้ดูนะ มีแต่นิ่ง

เพราะฉะนั้นกฎข้อที่ ๑ ของการดูจิตเนี่ยนะ อย่าดักดู จริงๆแล้วการทำวิปัสสนาจะไม่ดักดูทั้งนั้นแหละ ดูจิตห้ามดักดูเลย ถ้าดักดูเมื่อไรจิตจะนิ่ง การดูจิตก็คล้ายกับการจะดูพฤติกรรมของเด็กซนๆสักคนหนึ่ง ถ้าเราถือไม้เรียวเฝ้าไว้นะ เราไปถือจ้องไว้อย่างนี้นะ เด็กก็ไม่กล้าซน ใช่มั้ย ไม่กล้าซน จิตก็เหมือนกัน ถ้าเราไปนั่งจ้องอยู่นะ มันไม่กล้าซน มันจะนิ่ง เพราะฉะนั้นกฎข้อที่ ๑ ของการดูจิตนะ อย่าไปจ้องมันไว้ ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนนะ แล้วค่อยรู้เอา นี่กฎข้อที่ ๑ นะ ให้ความรู้สึกเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยรู้เอา เช่น ให้ใจลอยไปก่อน แล้วรู้ว่าใจลอย ให้โกรธไปก่อน แล้วรู้ว่าโกรธ ให้โลภไปก่อนแล้วรู้ว่าโลภ

ทำไมต้องให้มันเป็นไปก่อน คำว่า “จิตตานุปัสนนา” เนี่ย โดยคำศัพท์มันนะ คือคำว่า “จิต” คำว่า “อนุ” คำว่า “ปัสสนา” ปัสสนาคือการเห็น อนุแปลว่าตาม ตามเห็นเนืองๆซึ่งจิต เพราะฉะนั้นจิตโกรธขึ้นมา รู้ว่าจิตโกรธ ไม่ใช่ให้ไปรอดูนะว่าต่อไปนี้จิตชนิดไหนจะเกิดขึ้น ถ้าไปอ่านสติปัฏฐานให้ดีท่านจะสอนไว้ชัดๆเลยนะ ท่านบอกว่า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อจิตมีราคะ ให้รู้ว่ามีราคะ เห็นมั้ย ราคะเกิดก่อนนะ แล้วรู้ว่ามีราคะ ท่านไม่ได้สอนนะ ภิกษุทั้งหลาย จงรอดูสิว่าอะไรจะเกิดในจิตของเธอ ไม่ได้สอนอย่างนี้เลยนะ เพราะฉะนั้น จิตมีราคะ ให้รู้ว่ามีราคะ จิตมีโทสะ ให้รู้ว่ามีโทสะ จิตหลงไปใจลอยไป รู้ว่าใจลอยไป ไม่ห้ามนะ แต่ใจลอยไปรู้ว่าใจลอยไป ให้สภาวะเกิดก่อนแล้วตามรู้ นี่คือกฎข้อที่ ๑ อันแรกก็คือ ก่อนจะรู้อย่าไปดักนะ อย่าไปดักดู ก่อนจะดูเนี่ย ก่อนจะรู้จิต ก่อนจะดูจิต อย่าไปจ้องเอาไว้ ให้สภาวะเกิดแล้วก็ค่อยตามดูเอา

๒.) กฎข้อที่ ๒ ระหว่างดูจิตเนี่ย ระวังอย่าให้ถลำลงไปจ้อง ระวังอย่าถลำลงไปเพ่ง ยกตัวอย่างพวกเรา เวลาหายใจ สังเกตมั้ย เวลารู้ลมหายใจ บางทีจิตไหลไปอยู่ที่ลมหายใจ เวลาดูท้องพองยุบจิตชอบไหลไปอยู่ที่ท้อง เวลาเดินจงกรมจิตไหลไปอยู่ที่เท้า นี่เรียกว่าจิตไม่ตั้งมั่น เวลาเราดูจิตก็เหมือนกัน ถ้าเห็นความโกรธผุดขึ้นมานะ ให้ดูสบายๆนะ ดูแล้วเหมือนจะเห็นว่าคนอื่นโกรธนะ ไม่ใช่เราโกรธนะ ดูห่างๆ เราเห็นความโกรธเหมือนคนเดินผ่านหน้าบ้าน หรือเหมือนเห็นรถยนต์วิ่งผ่านหน้าสเถียรฯอย่างนี้ ไม่เกี่ยวอะไรกับเรา มันมาแล้วมันไปๆ ใจเราอยู่ห่างๆ เพราะฉะนั้นกฎข้อที่ ๒ เวลาดู อย่าถลำลงไปจ้อง ดูห่างๆ ดูสบายๆ ดูแบบคนวงนอก ดูเหมือนคนดูฟุตบอล นั่งบนอัฒจรรย์เห็นนักฟุตบอลวิ่งไปวิ่งมา อย่ากระโดดลงไปในสนามฟุตบอล

๓.) กฎข้อที่ ๓ ก็คือ เมื่อเห็นสภาวะใดๆแล้วนะ อย่าเข้าไปแทรกแซง อันที่ ๑ ก่อนจะรู้ อย่าไปดักรู้ อันที่ ๒ ระหว่างรู้ อย่าไปจ้อง อย่าไปถลำไปจ้อง อันที่ ๓ เมื่อรู้แล้วอย่าเข้าไปแทรกแซง เช่นความโกรธเกิดขึ้น รู้ว่าจิตมันโกรธ อย่าไปห้ามมัน ไม่ต้องห้ามมัน ความโกรธก็จะแสดงไตรลักษณ์ให้ดู เกิดได้ก็ดับได้เหมือนกัน ความโลภเกิดขึ้นก็อย่าไปว่ามันนะ ก็จะเห็นว่าความโลภเกิดขึ้นแล้วก็ดับเองได้ ความสุขความทุกข์มันก็ดับของมันเอง สิ่งทั้งหลายมีเหตุก็เกิด หมดเหตุก็ดับ บังคับไม่ได้ เราจะเห็นอย่างนี้เนืองๆ เพราะฉะนั้น เราไม่ใช่ว่า สภาวะอะไรเกิดขึ้นก็เข้าไปแทรกแซง

ยกตัวอย่างเวลาเราใจลอยไป เรานั่งหายใจอยู่ พอใจลอยปุ๊บ อุ๊ยใจลอยไมดี ดึงกลับมาอยู่ที่ลม บังคับจิตไม่ให้หนีไปไหนนะ อย่างนี้แทรกแซงแล้ว อย่าไปแทรกแซงนะ ให้รู้ สักว่ารู้ หมายถึง รู้โดยไม่เข้าไปแทรกแซง

ถ้าพวกเราทำได้ ๓ ขั้นตอนนี้นะ ก่อนจะดูนะ อย่าอยากดูแล้วถลำเข้าไปจ้อง ไปอยากดูน่ะ แล้วก็ไปคอยดักดูไว้ก่อน อันที่ ๒ ระหว่างดู อย่าถลำลงไปจ้อง ดูอยู่ห่างๆ เหมือนคนดูฟุตบอลอยู่บนอัฒจรรย์ อันที่ ๓ รู้แล้วไม่เข้าไปแทรกแซง มันดีก็รู้ไป มันก็จะเห็นว่าดีอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย.. มันชั่วก็เห็นไป ความชั่วอยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย มันสุขก็รู้ไปนะ แล้วก็จะเห็นความสุขอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป ความทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วก็หาย ทุกอย่างอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไปทั้งสิ้นเลย อย่าเข้าไปแทรกแซง เพราะเมื่อเข้าไปแทรกแซงเมื่อไร เป็นสมถะเมื่อนั้นเลย เป็นการทำสมถกรรมฐาน

CD: เสถียรธรรมสถาน วันที่ ๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๒
File: 520906.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๕๙ ถึง นาทีที่ ๓๕ วินาทีที่ ๑๒

เว็บไซต์ Dhammada.net
ที่มา
http://www.dhammada.net/2011/03/07/6536/