วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2559

"ตั้งใจภาวนานะ ชีวิตจะได้ดีขึ้น มีความสุข



"ตั้งใจภาวนานะ ชีวิตจะได้ดีขึ้น มีความสุข
คนภาวนานะ ยิ่งนานไป
ดอกผลของการภาวนามันมีนะ
ยิ่งภาวนาไป จิตใจยิ่งมั่นคง
แข็งแรงเติบโต เข้าใจโลก เข้าใจชีวิต
ความทุกข์น้อยลง ๆ
เนี่ยเป็นดอกผลของการภาวนา
ไม่ทุกข์ต้องฝึกเอา ของฟรีไม่มี
ของดีต้องทำเอา
ขนาดความชั่วยังต้องทำเองเลย
อยู่ ๆ คนเค้ามาตั้งให้เราชั่วไม่ได้
เราต้องทำเอาเอง"

"การให้อภัย"



***หลายคนสงสัยว่า หากคนๆหนึ่งทำเลวกับเราไว้มากๆ แล้วเราจะไปเมตตาหรือให้อภัยเขาลงได้อย่างไร...***
ที่ถามมาเช่นนั้น เพราะสิ่งที่หลายคนยังไม่ทราบก็คือ "การให้อภัย"
ไม่ใช่การกระทำเพื่อสร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนที่เราเกลียด
แต่เป็นการกระทำเพื่อสร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้กับตัวเราเอง...
เวลาที่เราเกลียดใคร คนที่ได้รับผลเสียทันทีคือตัวเรา
เพราะสารพิษต่างๆและสารเคมีแห่งความเครียดที่เรียกว่า "คอร์ติโซล"
จะหลั่งไหลออกมามากมายในสมองของเราเอง
...ไม่ใช่ในสมองของคนที่เราเกลียด
เวลาที่เราให้อภัยใคร คนที่โชคดีทันทีคือตัวเรา
เพราะสารเคมีแห่งความสุขที่เรียกว่า "เอ็นดอร์ฟิน" และ "เซโรโทนิน"
จะหลั่งไหลออกมามากมายในสมองของเราเอง
...ไม่ใช่ในสมองของคนที่เราให้อภัย
...เกลียดเขา เรากลับป่วยง่าย และตายเร็ว
...เมตตาเขา เรากลับสุขภาพดี และมีอายุยืน
...เกลียดเขา เราทุกข์
...เมตตาเขา เราสุขเอง
นี่แหละคือความหมายอันลึกซึ้งของ "ธรรม" ที่เรียกว่า
"มโนกรรม"
ซึ่งแปลว่า...
"กรรม ที่กระทำด้วยจิตใจ"
จำคำที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้เถิดว่า...
“เจ้าจะไม่ถูกลงโทษ เพราะเจ้าโกรธ
แต่เจ้าจะถูกลงโทษ โดยความโกรธของเจ้าเอง”
***เลิกหยิบขวดยาพิษขึ้นมาดื่ม
แล้วหวังว่าคนอื่นจะตายเถอะนะครับ***
จากหนังสือ "กรรมตามสมอง" (Best Seller)

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559

อานาปานสติ ตามแบบพระพุทธเจ้า



อานาปานสติ ตามแบบพระพุทธเจ้า

เมื่ออานาปานสติสมบูรณ์ แล้วสติปัฏฐาน(กายเวทนาจิตธรรม)ก็สมบูรณ์ แล้วโพชฌงค์ก็สมบูรณ์ แล้ววิชา(ตรัสรู้)ก็สมบูรณ์ แล้ววิมุตติ(หลุดพ้น)ก็สมบูรณ์ นั่นแหละ คือการบรรลุมรรคผล ย่อมบรรลุอรหัตตผลในทันทีในปัจจุบัน ถ้าไม่เช่นนั้นย่อมบรรลุอรหัตตผลในการแห่งมรณะ ในเวลาดับจิต หรือไม่เช่นนั้นเป็นอย่างน้อยสุด บรรลุอานาคามีแต่ละประเภท สามารถรู้วันตายภายในวินาทีนั้น ความหวั่นไหวแห่งกาย ความหวั่นไหวโยกเยกแห่งจิตไม่มี เจริญให้มาก นั่งนิ่งเหมือนดั่งรูปปั้นสลักหิน
ให้บัณฑิตกำหนดสิ่งใดสิ่งหนึ่งทุกลมหายใจเข้าออก ในอานาปานสติ ๑๖ ขั้น แต่ละขั้นๆ ส่วนขั้นที่ ๑๕ คือกำหนดการดับลงของกิเลสและความทุกข์ โดยการวางสุข จึงดับซึ่งทุกข์ จึงเป็นนิโรธ จากนั้นแล้วให้สลัดคืนลมหายใจหรือจิตใจนี้ ในอานาปานสติขั้นที่ ๑๖ ขั้นสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คืนให้เจ้าของเดิมคือ คืนกลับไปให้กับธรรมชาติ ย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นตัวตนได้เลย
เมื่อสมาธิกับปัญญาอยู่ด้วยกัน กลมกลืนในขณะเดียวกันพร้อมเป็นปฏิเวธ จึงเปล่งเสียงอุทานว่า “สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ” ตลอดเวลา เป็นมหานิพพานโดยแท้จริง เหตุเพราะว่า จิตใจนั้น หากเป็นลม อันเกิดอยู่สำหรับโลก ไม่ใช่จิตใจของเรา ซึ่งโลกเขาตั้งแต่งไว้ก่อนเรา เราจึงเข้ามาอาศัยอยู่กับด้วยลม จิตใจ ณ กาลภายหลัง
ถ้าหากเป็นจิตใจของเรา ที่พาเอามาเกิด ครั้นเกิดขึ้นแล้ว ใจนั้นก็หมดไป ใครจะเกิดขึ้นมาได้อีก นี้ไม่ใช่จิตใจของใครสักคน เป็นของมีอยู่สำหรับโลก ผู้ใดจะเกิด ก็ถือเอาลมนั้นเกิดขึ้น ครั้นได้แล้วเป็นจิตของตน ที่จริงเป็นของสำหรับโลกทั้งสิ้น ถ้าวันใดเราเห็นว่า จิตกับธรรมชาติที่แวดล้อมอยู่ เป็นสิ่งเดียวกัน วันนั้นจะพ้นทุกข์
พระพุทธองค์ทรงตรัสว่าดีแล้วหนอ
ความไหวต่อกายและใจไม่มีหนา
แก่ผู้ที่ดับกิเลสด้วยปัญญา
คือเจริญ “อานาปานสติ” อย่างมั่นคง
พระกัปปินะยินแล้ว (จึง) ประกาศว่า
การเจริญอานาปานสติมิมีหลง
เป็นคำสอนของพระศาสดามาโดยตรง
จิตดำรงคงสติมิแกว่งไกว
หากผู้ใดเจริญอานาฯ สมบูรณ์ดี
ทำตามที่พระองค์ทรงวางให้
จิตจะผ่องดุจจันทร์ผันอำไพ
โลกนี้ไซร้ (ก็) ใสสุกทุกทิศา ๚
พระมหากัปปินะมิว่าอยู่แห่งใด
ท่านจักได้เปล่งเสียงอุทานหา
“สุขจริงหนอ สุขจริงหนอ” ตลอดเวลา
ภิกษุพากันหวั่นวิตกใจ
เพราะคิดว่า (พระเถระ) นึกถึงสมบัติเก่า
จึงพากันเข้าเฝ้ากราบทูลไซร้
แม้พระองค์ทรงรู้แจ้งเหตุเป็นไป
แต่ยังรับสั่งให้เรียกพระเถระมา
พระองค์ทรงตรัสถามถึงสาเหตุ
พระกัปปินะตอบเจตน์แห่งกังขา
ท่านเอิบอิ่มปริ่มสุขด้วยธรรมา
ใช่มหา-สมบัติที่เคยมี
พระพุทธองค์จึงตรัสแก่ภิกษุว่า
สุขจากธรรมนำมาพาผ่องศรี
พระกัปปินะเป็นผู้ประพฤติดี
เป็นผู้ที่ปรารภถึง “อมตมหานิพพาน”...ดังนี้

(cr.page: หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช at Mar 27, 2016)